โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล - บทที่ 80 จุดอ่อน
บทที่ 80 จุดอ่อน
คฤหาสน์ของเวอร์โก้กว้างใหญ่สมกับที่เขาโอ้อวดไว้จริงๆ แถมยังมีคนรับใช้นับสิบวิ่งวุ่นจัดการสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา
เอาเข้าจริงผมคงจะประทับใจกับภาพตรงหน้ามากกว่านี้ หากไม่ใชเพราะตัวเองถูกลากตัว ตรงดิ่งไปที่บ่อน้ำด้านหลัง ตั้งแต่ยังไม่ได้ทันได้เหยียบเท้าเข้าไปในตัวอาคาร
เมื่อมาถึง เวอร์โก้ก็ออกคำสั่งบังคับให้ผมเปลื้องผ้าต่อหน้าพวกทหารและคนรับใช้ ก่อนจะจับโยนลงอ่างน้ำเย็นจัดแล้วลงมือโกนหัวผมจนเกลี้ยงเกลา โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันเห็บหมัดจากในป่า
จากนั้นพวกมันก็ยึดชุดเดิมของผมไป แล้วโยนเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดรุ่งริ่งดูน่าสมเพชมาให้ใส่แทน
ตลอดเวลาคู่กรณีอย่างเวอร์โก้ และข้ารับใช้คนสนิทต่างพากันหัวเราะร่าอย่างสนุกสนานที่ได้เห็นสภาพอันย่ำแย่ของผม
“แกรู้ไหมว่าไอ้แก่เฮนรี่ตั้งใจจะส่งแกไปที่แนวหน้า?”
เวอร์โก้เอ่ยขึ้นพลางถือแก้วไวน์ทองเหลืองเดินตรงเข้ามาหาผม
“แกคงไม่รู้สินะว่าแนวหน้าหมายถึงอะไร… ข้าจะบอกให้ มันก็คือที่สำหรับพวกเหยื่อล่อมอนสเตอร์นั่นแหละ และขอบอกไว้เลยว่าสภาพอย่างแกคงไม่รอดกลับมาหรอก”
เวอร์โก้แค่นเสียงหัวเราะ ก่อนจะก้มลงตบไหล่ผมเบาๆ ในขณะที่ผมยังคงพยายามพยุงตัวสวมเสื้อผ้าอย่างทุลักทุเลด้วยแขนเพียงข้างเดียว
“ไอ้แก่นั่นบอกว่าแกมีพรสวรรค์อยู่ไม่น้อย เรียกว่าเยอะเกินไปสำหรับคนเลเวลเท่านี้ด้วยซ้ำ แต่น่าเสียดายที่แกดันทำมันพังด้วยมือของตัวเอง”
“ค่ามานาแกมันโดดเกินไป ไม่นานมันคงระเบิดร่างแกจนแหลก เพราะแบบนั้นประโยชน์ของแกจึงมีแค่การไปเป็นเหยื่อล่อเท่านั้น… แต่ว่านะ”
เวอร์โก้เผยรอยยิ้มกว้าง
“ข้ามันเป็นคนใจดี และนึกสงสารไอ้ด้วนอย่างแก เลยจะช่วยหาทางออกให้ ตามที่ข้าสัญญากับเฮนรี่เอาไว้ ข้าจะให้เวลาแกฝึกฝนสักสามวัน แล้วหลังจากนั้นอีกสี่วัน…”
“เรามาประลองตัดสินเป็นตายกัน มาดูกันว่าสายตาทะเยอทะยานอวดดีของแกมันจะแน่สักแค่ไหน”
ชายหนุ่มเหยียดตัวลุกขึ้นยืนตรง ก่อนจะเอียงแก้วไวน์ในมือราดของเหลวสีแดงฉานลงบนพื้นหิน
“ถ้าแกเอาชีวิตรอดจากการประลองได้ ข้าจะซื้อตัวแกไว้เลี้ยงดูในฐานะข้ารับใช้ แต่ถ้าไม่… ก็แค่ตายไปซะ เป็นไง ยุติธรรมดีใช่ไหมล่ะ?”
ผมไม่รู้เลยว่า ไอ้หมอนี้มันกำลังพร่ามอะไรของมัน ฝึกฝนแค่ 3 วัน แล้วให้ประลอง มันเรียกว่ายุตธรรมได้ยังไง และถ้ามันต้องการฆ่าผมอยู่แล้ว ทำไมมันไม่ฆ่าทิ้งไปให้สิ้นเรื่องซะเลยทำอะไรอ้อมค้อมแบบนั้นทำไมกัน?
“ว่าไง ยุติธรรมดีใช่ไหม”
เวอร์โก้ถามย้ำพลางผายมือขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาแฝงความหยิ่งยโส
“นายท่านเวอร์โก้ช่างเมตตาเหลือเกินขอรับ”
“แกโชคดีแค่ไหนแล้วที่นายท่านยอมสละเวลามาใส่ใจ”
เสียงคนรับใช้รีบเออออรับส่งกันทันที จนผมถึงกับต้องเลิกคิ้วมอง… ที่แท้ไอ้หมอนี่ก็แค่คนมีปมด้อยสินะ ถึงได้ชอบให้คนมาคอยประจบเยินยอในเรื่องไม่เป็นเรื่อง
สำหรับผมแล้ว คนประเภทนี้ก็ไม่ต่างจากพวกนักเลงกระจอก ที่พยายามกลบฝังความอ่อนแอของตัวเอง ด้วยการรังแกคนที่ไม่มีทางสู้เลย
“เห็นไหม… ข้ามันเป็นคนมีเหตุผลเสมอ เพราะฉะนั้นจงใช้เวลาที่เหลือให้คุ้มค่าซะไอ้ผู้พลัดถิ่น แล้วเราจะได้รู้กันว่าความอวดดีของแก มันจะช่วยต่อชีวิตหรือจะลากแกลงนรกกันแน่”
เมื่อเวอร์โก้พูดจบ ทหารสองคนก็มาลากตัวผมออกไป พวกมันพาผมเดินลัดเลาะมาตามระเบียงแคบๆ ในส่วนลึกของคฤหาสน์ ซึ่งบรรยากาศรอบตัวแทบไม่ต่างจากห้องเก็บของ
หลังจากเดินเลี่ยงข้าวของที่วางระเกะระกะตามพื้นหิน ในที่สุดก็มาหยุดอยู่หน้าประตูไม้เก่าบานหนึ่ง
ทหารนายหนึ่งผลักประตูเปิดออกก่อนจะสั่งเสียงเข้ม
“เข้าไป นี่คือห้องพักของแก”
พวกมันไม่รอให้ผมได้ขยับตัวด้วยซ้ำ ทหารสองนายจัดการหิ้วปีกแล้วโยนร่างของผมเข้าไปด้านในทันที ในจังหวะนั้นผมลอบมองตัวเลขบนหัวของพวกมัน
[ผู้ใช้โล่มานา เลเวล 41]
[นักดาบมานา เลเวล 39]
[ทหารเกราะมานา เลเวล 40]
อืม… เลเวลไม่สูงเท่าไหร่
จากที่สังเกตทหารที่มีเครื่องหมายคำถามลอยอยู่เหนือหัว จะมีแค่คนสนิทสองคนของเวอร์โก้เท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ แม้จะเลเวลสูงแต่ก็ยังพอมองเห็นตัวเลขได้ชัดเจน
หากเทียบกันแล้ว กองกำลังประจำคฤหาสน์แห่งนี้ดูจะอ่อนแอกว่าทหารในสังกัดของเฮนรี่ด้วยซ้ำ ซึ่งมันทำให้ผมเกิดข้อสงสัยบางอย่าง
หรือว่าเวอร์โก้จะไม่ใช่ขุนนางที่มีอิทธิพลอะไรมากมาย?
แต่ข้อสันนิษฐานนี้ก็ยังไม่มีน้ำหนักพอ เพราะบางทีไอ้เวอร์โก้อาจจะเก่งกาจในระดับที่ไม่จำเป็นต้องง้อทหารอารักขาก็ได้
หลังจากพวกทหารวางก้อนขนมปังแข็งๆ กับน้ำดื่มทิ้งไว้ให้ พวกมันก็ปิดประตูดังปัง หลังจากนั้นเสียงโซ่ตรวนเส้นหนาที่ลากครูดขัดกันก็ดังมาจากด้านนอก
ผมรีบเดินกลับไปลองผลักประตูดู แต่กลับพบว่าพวกมันใช้โซ่เหล็กคล้องล็อกห้องนี้เอาไว้เรียบร้อยแล้ว
จริงๆ ถ้าผมจะใช้ทักษะการสั่นพ้องตัดโซ่เหล็กพวกนี้มันก็ไม่ได้ยากอะไร ทว่าถึงจะพังประตูหนีออกไปได้ ผมก็ยังไม่มั่นใจว่าจะฝ่าทหารนับสิบคนในคฤหาสน์นี้ไปได้ไหม สุดท้ายผมเลยเลือกที่จะเลิกล้มความคิดนั้นลง
แม้ห้องนี้จะดูแย่กว่าห้องพักก่อนหน้านี้ แต่มันก็ยังดีกว่าถ้ำเปียกชื้นที่ผมเคยใช้ซุกหัวนอนตอนอยู่ชั้นแรกเยอะ
ผมไม่คิดอะไรมาก หยิบก้อนขนมปังที่พวกมันวางทิ้งไว้ติดมือมาด้วย ก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงไม้พลางกัดขนมปังเข้าปากเงียบๆ
ยอมรับว่าตอนแรกผมแอบหวั่นอยู่บ้างที่โดนลากตัวเข้ามาในอาณาเขตของเวอร์โก้ แต่หลังจากได้เห็นพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจของมัน ผมก็เบาใจลงไปแยะ
อย่างน้อยผมก็พอจะดูออกแล้วว่าหมอนี่เป็นคนประเภทไหน คนที่มีปมด้อยฝังใจมักจะชอบทำอะไรสุดโต่งเพื่อกลบปม และสิ่งนี้แหละที่จะกลายเป็นจุดอ่อนชั้นดีของมัน
ตอนนี้มันให้เวลาผมแค่หนึ่งสัปดาห์ในการหาทางเอาชนะตัวมันที่มีเลเวลสูงลิ่วจนระบบแสดงเป็นเครื่องหมายคำถาม
หากคิดจะสู้กันซื่อๆ ตามกติกา ไม่มีทางเลยที่ผมจะเอาชนะได้… แต่โลกใบนี้มันไม่ได้มีทางเลือกเดียวสักหน่อย (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
ต่อให้เลเวลจะสูงแค่ไหน สุดท้ายมันก็ยังเป็นแค่มนุษย์ และมนุษย์น่ะเปราะบางจะตายไป ยิ่งอยู่ในช่วงที่กำลังประมาทเย่อหยิ่ง ยิ่งเท่ากับก้าวขาเข้าใกล้ความตายขึ้นไปอีกก้าว
หลังจากจัดการขนมปังจนหมด ผมก็ขยับตัวกลับมานั่งขัดสมาธิบนเตียงเพื่อครุ่นคิดถึงหนทางรอดสำหรับอีกเจ็ดวันข้างหน้า
แน่นอนว่าผมตัดการเอาชนะแบบตัวต่อตัวทิ้งไปเป็นอันดับแรก เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้ ทางรอดของผมจึงเหลืออยู่เพียงสองทาง คือไม่หนีออกไปจากที่นี่ ก็ต้องลอบสังหารไอ้ขุนนางจอมเสแสร้งนั่นซะ
ทว่าไม่ว่าจะเลือกหนีหรือลอบฆ่า ผมก็จำเป็นต้องมีทักษะบางอย่างที่ช่วยให้สามารถลอบเร้นไปจากสายตาของเวอร์โก้และคนของมัน
ผมนึกย้อนไปถึงตอนที่ได้เจอโรแลนด์เป็นครั้งแรก ในตอนนั้นเขาสามารถซ่อนกระแสมานาได้อย่างแนบเนียนจนไม่มีใครสังเกตเห็นตัวตน
ถ้าหากผมสามารถควบคุมมานาได้ในระดับนั้น โอกาสรอดชีวิตของผมก็คงเพิ่มขึ้นอีกมาก และการจะพัฒนาเทคนิคระดับสูงแบบนั้นได้ ผมคงต้องพึ่งพาการควบคุมมานาที่ละเอียดอ่อนยิ่งกว่าเดิม
หากเป็นผมคนก่อนคงยากที่จะพัฒนาเทคนิคซับซ้อนแบบนี้ได้ในเวลาอันสั้น แต่ตอนนี้ผมมีทักษะสมาธิคู่ขนานคอยสนับสนุนอยู่ผมจึงไม่กลัวเลย
เมื่อคิดได้ดังนั้นผมจึงเปิดใช้งานทักษะขึ้นมา ทันทีที่สติถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ผมใช้สติส่วนแรกดำดิ่งไปกับการฝึกฝนควบคุมมานาเพื่อลบกลิ่นอายของตัวเอง
ส่วนสติส่วนที่สอง ผมใช้มันทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้ตรวจการ คอยจ้องจับผิดและหาจุดบกพร่องจากการจำลองควบคุมมานาของสติส่วนแรก
ผมจมอยู่กับวัฏจักรการฝึกฝนแบบนี้อยู่ทั้งคืน เมื่อไหร่ที่สมาธิคู่ขนานเริ่มตึงจนถึงขีดจำกัด ผมก็จะหยุดพักเพื่อลดความล้าของสมอง ก่อนจะเริ่มเปิดวงจรฝึกซ้อมเช่นเดิมซ้ำไปซ้ำมา
ผมฝึกจนกระทั่งจิตใจเริ่มอ่อนล้าเต็มที ถึงยอมล้มตัวลงนอนพักผ่อนอย่างจริงจัง
รุ่งเช้าผมถูกปลุกด้วยเสียงทุบประตูห้องพักดังสนั่น ทหารนายหนึ่งก้าวเข้ามาด้านในก่อนจะโยนก้อนขนมปังกับถุงหนังใส่น้ำดื่มลงบนพื้น
ผมรีบจัดการกินและดื่มทันทีโดยไม่ต้องรอให้ใครสั่ง สาเหตุเพราะการเค้นสมองฝึกฝนทักษะเมื่อคืนมันสูบพลังงานจนผมหิวโซเลยละ
หลังจากกินเสร็จ ทหารคนเดิมก็ลากตัวผมมายังลานฝึกซ้อม เขาโยนดาบไม้เล่มหนึ่งมาให้ก่อนจะผลักผมเดินออกไปกลางลานกว้าง
ที่นั่นเวอร์โก้นั่งรออยู่ก่อนแล้ว เบื้องหน้าของเขามีถาดอาหารเช้าหรูหราตั้งอยู่ ชายหนุ่มยกแก้วเครื่องดื่มในมือขึ้นพลางส่งยิ้มกวนประสาทมาให้ก่อนจะจิบมันช้าๆ
กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ที่ลอยมาตามลมเตะเข้าจมูกของผมทันที
“ไวน์รสชาติดีจริงๆ”
เจ้าเวอร์โก้ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจก่อนจะกลับมาจ้องมองผม
“เอาล่ะไอ้ผู้พลัดถิ่น ตามที่สัญญาไว้ ข้าจะให้ครูฝึกของเราช่วยซ้อม… ไม่สิ ช่วยสอนเจ้าเอง”
ข้ารับใช้ที่กำลังคอยรินไวน์อยู่ข้างๆ ระเบิดหัวเราะรับมุกเจ้านายทันทีเพื่อสร้างบรรยากาศ
ทุกอย่างที่นี่ดูเสแสร้งจอมปลอมสิ้นดี จนผมชักอยากรู้แล้วว่าปมของไอ้หมอนี่คืออะไรกันแน่?
สิ้นประโยคของเวอร์โก้ ทหารหนุ่มร่างกายกำยำคนหนึ่งก็เดินก้าวออกมา เหนือศีรษะของเขาปรากฏข้อความระบบเด่นชัด
[นักรบมานา เลเวล 40]
หลังจากนั้น… การรุณกรรมก็เริ่มต้นขึ้น
แม้ทหารคนนี้จะมีเลเวลห่างจากผมแค่ 16 เลเวล แต่ช่องว่างด้านความแข็งแกร่งทางกายภาพกลับมีมากกว่าผมหลายเท่าตัว แถมทักษะการใช้ดาบของเขายังจัดว่าเฉียบคมและหนักหน่วงมาก
หลังจากเริ่มลงมือได้ไม่นาน ผมก็ถูกดาบไม้หวดฟาดจนลงไปนอนกลิ้งคลุกฝุ่นอยู่บนพื้น ร่างกายเริ่มระบมและเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ
ส่วนเวอร์โก้ที่นั่งกินมื้อเช้าพลางเฝ้ามองดูอยู่ห่างๆ ก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเป็นพักๆ ทุกครั้งที่เห็นผมโดนอัดจนร่วง มันจะคอยตะโกนเยาะเย้ยถากถางอย่างสนุกสนาน
ดูท่าไอ้ขุนนางนี่คงจะว่างจัดจนไม่มีอะไรทำ ถึงต้องหาเรื่องทรมานคนเล่นเพื่อฆ่าเวลาไปวันๆ
ทว่าถึงแม้จะถูกหวดจนลงไปนอนกลิ้งคลุกฝุ่น แต่ผมกลับไม่ได้แสดงท่าทางหวาดกลัวออกมาเลย
ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะมีทักษะสมาธิคอยช่วยกรองความเจ็บปวดหรอกนะ… แต่เป็นเพราะผมกำลังรู้สึกตื่นเต้นต่างหาก!
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เผชิญหน้ากับคนที่ใช้วิชาดาบจริงๆ แม้จะเป็นแค่วิชาดาบขั้นพื้นฐานแต่มันกลับน่าสนใจมาก
ก่อนหน้านี้เวลาจับอาวุธ ผมก็แค่เหวี่ยงมันออกไปด้วยพละกำลังล้วนๆ โดยไม่มีการจัดท่าทางที่ถูกต้องหรือใช้เทคนิคใดๆ เข้ามาเสริมเลย
ซึ่งมันก็ไม่แปลกหรอก ในโลกปัจจุบันที่ผมจากมา ใครเขาจะไปเรียนวิชาดาบกันล่ะ
ดังนั้นเมื่อโอกาสที่หาได้ยากมาอยู่ตรงหน้า ผมจึงไม่ลังเลที่จะเปิดใช้งานทักษะสมาธิคู่ขนานทันที เพื่อช่วยวิเคราะห์และจดจำรูปแบบการโจมตีของนักรบมานาคนนี้
การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง และในทุกวินาทีที่ผ่านไป ผมก็เริ่มเข้าใจทักษะดาบของชายตรงหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ
ผมเริ่มมองเห็นกลไกการเคลื่อนไหว การจัดระเบียบร่างกาย การทรงตัว และรวมไปถึงจังหวะการกระตุ้นมานาเพื่อเสริมความแรงในการโจมตี
จากการสังเกตอย่างละเอียด นอกจากทักษะดาบและสมรรถภาพร่างกายที่เหนือกว่าแล้ว ผมกลับพบว่าทักษะการควบคุมมานาของเขานั้นไม่ได้สูงไปกว่าผมเลย มันดูหยาบกร้านและขาดความละเอียดอ่อนอย่างเห็นได้ชัด
ซึ่งการโคจรมานาที่ไร้ความประณีตแบบนี้แหละที่ทำให้ผมพอจะจับทางได้ และเริ่มเอี้ยวตัวฉากหลบคมดาบไม้ของเขาได้บ้าง
ทว่าถึงอย่างนั้น ด้วยค่าเลเวลที่ยังต่างกันเกินไป สุดท้ายผมก็ยังคงถูกฟาดจนล้มกลิ้งอยู่ดี
เคร้ง!
เสียงแก้วทองเหลืองกระแทกบนโต๊ะดังแทรกขึ้นมากลางคัน ส่งผลให้ทหารร่างกำยำชะงักมือลงทันที เขาละความสนใจจากผมแล้วถอยฉากออกไปก้มหน้าลงต่ำ
“พอแล้ว… ข้าเบื่อแล้ว”
เวอร์โก้เอ่ยปากขึ้นลอยๆ ก่อนจะลุกพรวดเดินจากไป
ผมมองตามแผ่นหลังของไอ้ขุนนางนั่นพลางพยุงตัวเองลุกขึ้นยืน
พฤติกรรมของหมอนี่ชัดเจนมากว่ามันแค่อยากเห็นผมโดนกระทืบ แต่พอเห็นว่าผมเริ่มจะตั้งหลักและจับทางได้ มันก็เกิดอาการเบื่อหน่ายขึ้นมาดื้อๆ
ผมหรี่ตาลงพลางครุ่นคิด… นิสัยขี้เบื่อและไร้ความอดทนแบบนี้แหละ คือช่องว่างสำคัญที่ผมจะใช้ตลบหลังมันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า