ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 137 พวกตำรวจถูกเล่นงาน
จากการวิจัยของเขาตานติ่ง พบว่าการกินซาลาเปาใส่เนื้อเป็นเวลานานจะทำให้ขาดสารอาหาร ร่างกายเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์
เพื่อปรับปรุงอาหารประจำวันของพวกตำรวจ ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวผู้ใจดีจึงตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง
ช่วงเช้า อาจารย์ลู่และอาจารย์เมิ่งผู้ขยันขันแข็งตัดสินใจห่อซาลาเปาใส่เนื้อไปทั้งหมด บังคับให้พวกตำรวจกินมังสวิรัติ เพื่อสารอาหารสมดุล และกระตุ้นให้พวกตำรวจออกกำลังกายมากขึ้น วิ่งเป็นประจำ ขยับร่างกาย
พวกตำรวจยินดีรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งสอง และแสดงว่าจะต้องติดตามก้าวของผู้เชี่ยวชาญให้ทัน เพื่อขอบคุณด้วยตัวเอง
ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองไม่ได้แค่พูดลอยๆ พวกเขาต้องการพิสูจน์ว่าทฤษฎีสุขภาพของตนเป็นไปได้จริง จึงลงมือวิ่งด้วยตัวเอง
พวกตำรวจซาบซึ้งใจมาก จึงเริ่มวิ่งออกกำลังกาย วิ่งกันทั้งช่วงเช้า
พวกตำรวจรู้สึกว่าคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญถูกต้อง จึงช่วยโฆษณาชื่อเสียงผู้เชี่ยวชาญทั้งสองฟรี ไม่นานทั้งเมืองเล็กก็ได้ยินเสียงตะโกนของพวกตำรวจ
“มีฝีมือก็หยุดสิ!”
“ไอ้พวกบ้า ข้ารับรองว่าจะไม่ตีให้ตาย!”
“ซาลาเปาใส่เนื้อไม่กินแล้วเอาไปทำไม!”
พวกตำรวจโกรธจนกระโดดตัวลอย ไล่ตามลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวไม่ลดละ
ลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจวไม่กล้าให้พวกตำรวจตามทัน รีบวิ่งหนี ให้พวกตำรวจกินฝุ่น
ขณะวิ่ง ลู่หยางพูดไป:
“กฎไม่ได้หลอกเราจริงๆ ดูพวกตำรวจสิ อันตรายขนาดไหน พวกเราไม่ได้ทำอะไรก็ไล่ตามพวกเรา ห้ามโดนตามทันเชียว”
เมิ่งจิ่งโจวเห็นด้วยอย่างยิ่ง:
“นั่นสิ โชคดีที่พวกเราขั้นสร้างฐาน ถ้าเป็นคนอื่นคงถูกตามทันไปแล้ว”
พวกตำรวจพยายามอ้อมไปดักสองคน แต่สองคนคุ้นเคยกับแผนที่เมืองเล็กดีแล้ว จึงดักไม่ได้เลย
สองคนพาพวกตำรวจวิ่งตั้งแต่เช้าจนถึงพลบค่ำ วิ่งไปเรื่อยๆ พวกตำรวจชัดเจนว่าวิ่งไม่ไหวแล้ว ทุกคนหอบแฮ่กๆ เดินเซ
พอถึงยามไฮ่ สองคนแบกซาลาเปาใส่เนื้อกลับโรงเตี๊ยม พวกตำรวจจ้องพวกเขาอย่างโกรธแค้น ไม่พอใจกลับที่ว่าการ
ตาม “กฎของตำรวจเมืองปู่อี้” พวกเขาต้องอยู่ในที่ว่าการตั้งแต่ยามไฮ่ถึงยามเฉิน
สองคนรู้สึกเสียดาย พวกเขาเตรียมการในโรงเตี๊ยมไว้มากมาย ถ้าพวกตำรวจเข้ามาในโรงเตี๊ยมได้ คงให้พวกเขาระหลาดใจได้แน่ น่าเสียดาย
วันที่ห้า ยามจือ พวกตำรวจที่ปกติขี้เกียจมาถึงร้านอาหารตรงเวลา
ปกติพวกเขาจะมาช้าหนึ่งเค่อ รอให้คนมารวมตัวที่นี่มากขึ้น พวกเขาจะปรากฏตัวทันที ทำให้คนตกใจ โชคดีก็อาจได้บิดคอใครสักคน
ตอนนี้เพื่อจะได้กินซาลาเปาใส่เนื้อ พวกเขาเปลี่ยนนิสัยนี้
เมื่อวานวิ่งทั้งวันก็ไม่ได้กินซาลาเปาใส่เนื้อ หิวจนท้องร้อง ตอนนี้รีบมาก่อน ก่อนที่สองคนเลวทรามนั้นจะมาป่วนอะไร รีบกินให้เต็มที่
ตอนกินไปครึ่งทาง พวกเขาเห็นลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจวค่อยๆ เดินออกมาจากโรงเตี๊ยม
“ยังกล้ามาปรากฏตัวต่อหน้าพวกเราอีก!”
พวกตำรวจนึกถึงเมื่อวาน โกรธจนควันออกหู ต้องจับสองคนนี้ให้ได้!
ลู่หยางพูดอย่างไม่เร่งร้อน:
“ข้าเตือนพวกเจ้าว่าอย่าไล่ตามข้า ไม่งั้นจะเกิดเรื่องน่ากลัว”
“จะขู่ใคร!”
หัวหน้าตำรวจชัดเจนว่าไม่เชื่อคำพูดลู่หยาง คิดว่านี่แค่ขู่ไปงั้น กฎเมืองปู่อี้มีแค่ยี่สิบเอ็ดข้อ จะไม่มีทางเกิดเรื่องอย่างที่ลู่หยางพูดหรอก
“จับ!”
ลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจวเห็นพวกเขาไม่ฟังคำเตือน ถอนหายใจ หันหลังวิ่ง
พวกตำรวจวิ่งได้ไม่นาน ก็มีคนกุมท้องกลิ้งเกลือกกับพื้น เจ็บจนเหงื่อผุดที่หน้าผาก:
“ท้องน้อยข้าปวดมาก!”
เหมือนเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ ทีละคนๆ กุมท้องร้องเจ็บ แม้แต่หัวหน้าตำรวจก็ทนไม่ไหว ขดตัวบนพื้น พยายามลดความเจ็บปวด ยืนยังยืนไม่ได้
“ซาลาเปาใส่เนื้อมียา…”
หัวหน้าตำรวจจ้องลู่หยางแน่วแน่ มั่นใจว่าพวกเขาใส่ยาพิษ
ลู่หยางค่อยๆ เดินเข้าไป:
“ข้าเตือนพวกเจ้าแล้วว่าอย่าไล่ตามพวกเรา พวกเจ้าไม่ฟัง ตอนนี้ซวยแล้วใช่ไหม?”
“เจ้าได้ยาพิษมาจากไหน!”
หัวหน้าตำรวจไม่เข้าใจ เจ้าของร้านยาไม่มีทางผสมยาพิษให้ลู่หยาง ลู่หยางได้ยาพิษมาจากไหน?
ลู่หยางนั่งยองๆ ตบหัวหัวหน้าตำรวจ พูดอย่างเป็นกันเอง:
“จำไว้ หลังกินข้าวห้ามออกกำลังกายหนัก ไม่งั้นจะเป็นไส้ติ่งอักเสบได้”
“อ่านหนังสือมากๆ หน่อย อย่าคิดว่าอะไรก็เป็นยาพิษ พวกเราเป็นสำนักชั้นนำฝ่ายธรรมะ จะใส่ยาพิษได้อย่างไร?”
ในฐานะหนึ่งในห้าสำนักใหญ่อย่างสำนักเวิ่นเต๋า ทำตรงนั่งตรง ไม่เคยทำเรื่องไร้ยางอายอย่างใส่ยาพิษ
อย่างน้อยศัตรูที่ยังมีชีวิต ก็ไม่เคยเจอสำนักเวิ่นเต๋าใส่ยาพิษ
พวกตำรวจปวดท้องน้อยทรมาน เจ็บจนกลิ้งเกลือกกับพื้น ตำรวจที่ยังไม่เป็นอะไรยืนกลัวลู่หยาง ไม่กล้าขยับ เป็นอย่างนี้ ลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจวจึงเดินหายไปจากสายตาตำรวจอย่างสบายๆ
สองคนไม่ได้สังเกตสายตาของชาวบ้านข้างทาง ที่มองด้วยความหวาดกลัว
“โชคดีที่สองคนนี้ต้องปฏิบัติตามกฎทั่วไป ถ้าพวกเขาสวมเสื้อดำ เป็นตำรวจ พวกเราจะมีทางรอดไหม?”
“ใครจะว่าไม่ใช่ล่ะ พวกเขายังบอกว่าตัวเองเป็นสำนักชั้นนำ ข้าว่าคงเป็นสายลับลัทธิมารที่แฝงตัวเข้ามาในฝ่ายธรรมะแน่ๆ!”
ชาวเมืองปู่อี้โล่งใจที่ลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจวอยู่ฝ่ายพวกเขา ไม่งั้นพวกเขากลัวว่าจะมีชีวิตอยู่ไม่เกินสามวัน
วันที่หก ยามจือ พวกตำรวจฉลาดขึ้น หยิบซาลาเปาใส่เนื้อไว้ก่อนไม่กิน มาดักหน้าประตูโรงเตี๊ยม
ลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจวคาดการณ์ไว้แล้ว จึงปีนหน้าต่างชั้นสองหนี
“ตาม อย่าให้พวกเขาหนีไป!”
ความแค้นสองวันสะสมถึงระดับที่น่ากลัวมาก พวกตำรวจนึกถึงความเจ็บปวดเมื่อวาน อยากฉีกพวกเขาเป็นชิ้นๆ
ลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจววิ่งคล่องขึ้นเรื่อยๆ พวกตำรวจไม่ทันสังเกตว่าพวกเขาไล่ตามไปถึงเขตโรงเรียน
ครูโรงเรียนเห็นลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจว กัดฟันกรอด เขาเรียกคนที่กำลังอ่านหนังสือในโรงเรียนออกมา
คนที่อ่านหนังสือในโรงเรียนไม่อาจเรียกว่าคนอีกต่อไป พวกเขามีขนดำปกคลุมทั้งตัว ปากยาว บางคนหนักถึงขั้นคลานกับพื้น เหลืออีกก้าวเดียวก็จะกลายเป็นหมาดำ
“จับพวกเขา!” ครูโรงเรียนออกคำสั่ง
พวกตำรวจเห็นภาพนี้ก็โกรธ ยังกล้ามาแย่งคนกับพวกเขาอีก!
ครูโรงเรียนจะสบตากับลู่หยาง ลู่หยางเตรียมพร้อมแล้ว หยิบกระจกทองเหลืองออกมาบังหน้า
“ดูหน้าอัปลักษณ์ของตัวเองเถอะ!”
ครูโรงเรียนเห็นใบหน้าไร้ผิวหนังและดวงตาแดงก่ำของตัวเองในกระจก ร้องครวญคราง ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง รีบกลับเข้าโรงเรียน เย็บปากตัวเอง
เมื่อไร้การควบคุมของครูโรงเรียน คนหมาดำก็ทำตามคำสั่งเดิม ปะทะกับพวกตำรวจ
ลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจวฉวยโอกาสจับตำรวจคนหนึ่งออกมา พยายามถอดเสื้อเขา พบว่าถอดอย่างไรก็ไม่ออก
พวกเขาจึงต้องยอมรับความจริง ค้นหา “กฎของตำรวจเมืองปู่อี้” จากตัวตำรวจ
เหมือนเด็กรับใช้ เพื่อป้องกันการลืมกฎ พวกตำรวจจะพกกฎติดตัวตลอด
สองคนได้สิ่งที่ต้องการแล้ว จึงรีบหนีไป ส่วนพวกตำรวจ สองคนเลือกเคารพความต้องการของพวกเขา อยากต่อยก็ต่อยไป