ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 163 พวกสำนักเวิ่นเต๋าข่มเหงคนเกินไป
หลังจากหยุนจือเป็นรักษาการเจ้าสำนัก นางไปเยี่ยมเยียนสี่สำนักใหญ่ที่เหลือตามธรรมเนียม นำของขวัญพิเศษไปด้วย
นางแจ้งให้ทุกคนทราบว่าท่านเต๋าปู้ อวี่เข้าสู่ภวังค์แล้ว ตอนนี้นางเป็นผู้ดูแลสำนักเวิ่นเต๋า
เมื่อสี่สำนักใหญ่ได้ยินข่าวนี้ ต่างยินดีจนบอกไม่ถูก ในที่สุดก็ไม่ต้องติดต่อกับคนบ้าอีกแล้ว
และการที่หยุนจือเป็นรักษาการเจ้าสำนัก หมายความว่านางจะไม่เข้าร่วมกิจกรรมของศิษย์
ห้าสำนักใหญ่จะจัดกิจกรรมสำหรับศิษย์เป็นครั้งคราว ให้ศิษย์ไปสำรวจถ้ำสวรรค์
นับตั้งแต่หยุนจือปรากฏตัว กิจกรรมแบบนี้ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป
ทำให้อีกสี่สำนักเขินมาก – มากกว่าจัดกิจกรรม ให้รางวัลแก่หยุนจือโดยตรงยังจะประหยัดเวลากว่า
เมื่อเห็นซางกวนอวี่ที่คิดถึงจนฝันถึง ดวงตาของผู้อาวุโสที่สองเบิกกว้าง
แม้ซางกวนอวี่จะเคยปฏิเสธผู้อาวุโสที่สอง แต่เขาก็ยังลืมความบริสุทธิ์งดงามของนางไม่ได้
เห็นผู้อาวุโสที่สองจ้องซางกวนอวี่ตาไม่กะพริบ ชิวจิ้นอันก้าวมาขวาง บังสายตาผู้อาวุโสที่สอง สีหน้าเคร่งเครียด: “เมื่อไหร่จะเริ่มการแข่งขัน?”
ผู้อาวุโสใหญ่พูด: “ตามแผน พวกเราจะจัดพิธีเปิดก่อน แล้วรับประทานอาหาร จากนั้นจึงเริ่มแข่งขัน”
เป็นระเบียบดีนี่ ชิวจิ้นอันคิดในใจ สมกับการจัดการของหยุนจือ ดีกว่าไอ้บ้าปู้ อวี่นั่นเยอะ
ครั้งที่แล้วที่มาเยือนสำนักเวิ่นเต๋า ท่านเต๋าปู้ อวี่โผเข้ามอโอบคอเขาทันที พูดว่า ‘น้องชาย ไปกัน ข้าพาเจ้าไปเที่ยวหอนางโลม ข้าเลี้ยงเอง’
ตอนนั้นชิวจิ้นอันผลักท่านเต๋าปู้ อวี่ออกไปทันที
นี่เป็นเรื่องที่จะพูดต่อหน้าคนได้หรือ! ซางกวนอวี่ยังมองข้าอยู่เลย!
“อ้าว? เด็กหนุ่มที่เข้าใจอารยธรรมยุคโบราณคนนั้นไปไหน?”
ชิวจิ้นอันยังอยากถกเถียงเรื่องความลับยุคโบราณกับลู่หยาง
เช่น ผู้ทรงพลังคนสุดท้ายที่ฝึกวิชาพูดแล้วเป็นจริงตายอย่างไร เซียนอิงเทียนชื่อนี้เป็นเพราะเกิดในวันที่อากาศดีหรือไม่…
ผู้อาวุโสใหญ่อธิบาย: “เขาไปทำอาหาร”
“อ้อ”
ชิวจิ้นอันไม่ได้คิดอะไรมาก
บนเวทีปราศรัย ศิษย์สำนักเวิ่นเต๋าและศิษย์สำนักธาตุทั้งห้ายืนด้วยกัน มองผู้นำบนเวทีกล่าวสุนทรพจน์
ไม่นานพวกเขาก็เริ่มง่วงนอน
ผู้อาวุโสใหญ่อ่านสุนทรพจน์ที่ลู่หยางเขียนไว้บนเวที:
“เพื่อดำเนินนโยบายร่วมมือก้าวหน้าของห้าสำนักใหญ่ ส่งเสริมมิตรภาพระหว่างสำนักเวิ่นเต๋าและสำนักธาตุทั้งห้า
ผลักดันให้ทั้งสำนักเข้าใจถึงมิตรภาพของห้าสำนักใหญ่อย่างลึกซึ้ง วางรากฐานที่มั่นคง ร่วมกันสร้างผลประโยชน์
ที่นี่ ข้าจะพูดถึงห้าประเด็นเกี่ยวกับหัวข้อการแลกเปลี่ยนครั้งนี้”
“หนึ่ง การดำเนินนโยบายร่วมมือก้าวหน้าของห้าสำนักใหญ่ เป็นความต้องการทางประวัติศาสตร์และความต้องการในปัจจุบัน
เมื่อยุคทองโบราณมาถึง ผู้บำเพ็ญโบราณทยอยฟื้นคืนชีพ เผชิญกับสถานการณ์อันเคร่งเครียดในดินแดนกลางและคววามเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้
ห้าสำนักใหญ่ควร และต้องรวมใจเป็นหนึ่ง…”
ชิวจิ้นอันตกใจ แม้จะคาดว่าสุนทรพจน์จะต่างจากครั้งที่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะต่างมากขนาดนี้
ครั้งที่แล้วท่านเต๋าปู้ อวี่พูดแค่สองประโยยค: ยินดีต้อนรับสำนักธาตุทั้งห้า ขอให้ทุกคนทำกิจกรรมอย่างอิสระ
ถึงตาชิวจิ้นอันกล่าว เขากระแอมเบาๆ พูดเสียงดัง:
“ในฤดูกาลที่แสงอาทิตย์สดใส สรรพสิ่งผลิบาน สำนักธาตุทั้งห้ารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มายังสำนักเวิ่นเต๋า
ได้เห็นแนวคิดและทฤษฎีที่ก้าวหน้าที่สุดในโลกผู้บำเพ็ญ ทำให้รู้สึกประทับใจอย่างยิ่ง…”
เมื่อผู้นำทั้งสองฝ่ายกล่าวจบ เสียงปรบมือดังขึ้นบางๆ ตามคำพูดของผู้อาวุโสที่แปด เหมือน “ฉี่ไม่สุด”
บนเวที ผู้นำทั้งสองฝ่ายจับมือกัน
“เจ้าสำนักชิว ขอคำแนะนำด้วยในกิจกรรมแลกเปลี่ยนครั้งนี้”
“ผู้อาวุโสใหญ่พูดเล่น ขอให้สำนักเวิ่นเต๋าเมตตาด้วย”
ผู้อาวุโสใหญ่และชิวจิ้นอันมีรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้า คนอื่นมองไม่ออกเลยว่าพวกเขากำลังใช้พลังจิตสื่อสารกันอยู่
“ชิวจิ้นอัน กลับสำนักธาตุทั้งห้าของเจ้าไป สำนักเวิ่นเต๋าไม่ต้อนรับเจ้า
ดูท่าทางหน้าซื่อใจคดของเจ้าสิ ลืมไปแล้วหรือว่าเก้าผู้กล้าแห่งสำนักเวิ่นเต๋าตีเจ้าอย่างไร!”
“เก้าคนรุมตีข้าคนเดียว พวกเจ้าสำนักเวิ่นเต๋าไม่มียางอายแล้ว เจ้าคิดว่าข้าอยากมาสำนักเวิ่นเต๋าของพวกเจ้าหรือ ที่รวมตัวของผีปีศาจ
รอดูข้าปราบผีปีศาจ ส่งข่าวชัยชนะไปทั่วโลกผู้บำเพ็ญเถอะ!”
ในความเป็นจริง ทั้งสองยิ้มอย่างจริงใจ
“เจ้าสำนักชิว พวกเราไปรับประทานอาหารกันเถอะ?”
“ฮ่าๆ ได้ยินมานานแล้วว่าอาหารของสำนักเวิ่นเต๋าเป็นที่หนึ่ง วันนี้ต้องขอเปิดหูเปิดตาหน่อยแล้ว”
ทุกคนเดินไปที่โรงอาหาร ระหว่างทาง ชิวจิ้นอันเห็นศิษย์ใช้ปาท่องโก๋ตอกตะปู เสียงดังกังวาล เกิดประกายไฟ
เห็นศิษย์โยนแผ่นแป้งขึ้นฟ้า พริบตาเดียวขยายใหญ่ บังทั้งฟ้าดิน
เห็นศิษย์ทำซุปไข่ หม้อเงินกลายเป็นสีดำทันที ค่อยๆ ละลาย ในกระบวนการนี้ ซุปไข่เข้มข้น
ในแง่หนึ่ง เรียกว่าได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ
สำนักเวิ่นเต๋าคงไม่ให้ข้ากินอะไรแบบนี้หรอกนะ?
ชิวจิ้นอันใจเต้นระรัว รู้สึกว่าตนไม่น่าจะทำบาปหนักถึงขนาดนี้
ในที่สุด ทุกคนมาถึงห้องอาหารหรูหรา ได้กลิ่นหอมฟุ้งแต่ไกล
ตรงหน้าชิวจิ้นอันคืออาหารที่ครบรสทั้งสี หอม และรูปลักษณ์
“ดูเหมือนข้าเข้าใจสำนักเวิ่นเต๋าผิดไป” ชิวจิ้นอันโล่งอก
เซียนอมตะสวมผ้ากันเปื้อนสีขาว สวมหมวกสูง ดูมีทีท่า
นางแนะนำอาหารทีละจาน:
“เต้าหู้หมัก ใช้เนื้อสันหลังของช้างน้ำแข็งเกรดดี ส่วนเต้าหู้ใช้น้ำค้างยามเช้าที่เกาะบนสมุนไพรในสวน
ข้าใช้วิชาลับยุคโบราณผสานทั้งสองอย่าง ให้ผลลัพธ์น่าทึ่ง”
เซียนอมตะอยากดูปฏิกิริยาของแขก: “ลองชิมดูไหม?”
ชิวจิ้นอันเปิดฝาที่ปิดจานออก แสงสีทองพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า จนตาพร่า เสียงดนตรีทิพย์ดังไม่ขาดสาย
ชิวจิ้นอันหันไปมอง เห็นกลุ่มคนกำลังบรรเลงดนตรีอยู่ข้างๆ
“นี่กำลังทำอะไร?”
“บรรเลงดนตรี สร้างบรรยากาศ” เซียนอมตะอธิบาย
ชิวจิ้นอันไม่คิดมาก หยิบตะเกียบ คีบเต้าหู้ชิ้นหนึ่ง กำลังจะเข้าปาก ก็เห็นจุดที่ตะเกียบสัมผัสเต้าหู้มีควันขึ้น ละลายอย่างรวดเร็ว
ตุ้บ! เต้าหู้ตกกลับลงจาน
ชิวจิ้นอันกะพริบตาปริบๆ นึกว่าตาฝาดไป
เซียนอมตะเตือนจากด้านข้าง: “เจ้ารีบกินเร็ว ไม่งั้นอีกเดี๋ยวเต้าหู้หมักจะเผาทะลุจานและโต๊ะ”
ชิวจิ้นอันข่มความอยากพลิกโต๊ะ ลองชิมอย่างอื่น
เขอปิดถ้วยชาใบเล็ก ข้างในเป็นซุปปลาสีขาวนวล ลอยด้วยผักใบเขียวสองใบ ช่วยขับให้ซุปดูน่ากินยิ่งขึ้น
เซียนอมตะแนะนำ:
“ในทะเลสาบของสำนักเรามีปลาชนิดหนึ่งชื่อปลาน้ำมรกต เป็นสายพันธุ์โบราณ ปลาชนิดนี้พอออกจากน้ำต้องทำอาหารทันที เกินสามชั่วยามจะเน่าเสีย
วันนี้ยามเช้าข้าตกขึ้นมา ผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถัน รักษาความสดของเนื้อปลาไว้มากที่สุด เจ้าลองชิมดู”
จากนั้นชิวจิ้นอันก็เห็นปลาเล็กสีเขียวว่ายไปมาในซุป แถมยังกระโดดออกมาแล้วกระโดดกลับลงไป ทำให้ผิวน้ำเป็นระลอกคลื่น
ซุปกระเด็นใส่หน้าชิวจิ้นอันหนึ่งหยด
“…เนื้อปลาของเจ้าดูจะมีชีวิตชีวาเกินไปหน่อย”
ชิวจิ้นอันข่มความอยากพลิกโต๊ะอีกครั้ง
เซียนอมตะพูด: “ปลาที่เจ้าเห็นไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แต่เป็นวิญญาณปลาที่ข้าใช้โครงกระดูกปลาน้ำมรกตเป็นฐาน ผ่านวิชายุดโบราณสร้างขึ้น เจ้าใช้ช้อนแตะ มันจะละลายเอง”
ชิวจิ้นอันใช้ช้อนแตะเบาๆ ปลาเขียวละลายจริงๆ ผสานเข้ากับซุปขาว ทำให้ซุปมีรสชาติดียิ่งขึ้น
ที่แท้ข้าเข้าใจผิดไป ชิวจิ้นอันคิด
เขาจิบเบาๆ แล้วพ่นออกมาทันที: “เค็มขนาดนี้ เจ้าใส่เกลือไปเท่าไหร่?!”
เซียนอมตะคิดอย่างจริงจัง: “ยี่สิบช้อน”
ชิวจิ้นอันฟาดโต๊ะ ลุกพรวดขึ้น ตะโกน: “พวกสำนักเวิ่นเต๋าข่มเหงคนเกินไปแล้ว!”