ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 167 ผู้บำเพ็ญขงจื๊อปะทะผู้บำเพ็ญขงจื๊อ
“ตู้เสวียอี้เด็กคนนี้ยังขาดประสบการณ์การต่อสู้ แพ้ก็ถือเป็นบทเรียน”
ชิวจิ้นอันส่ายหน้า ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจกับความพ่ายแพ้ในรอบแรก ลู่หยางคิดในใจ เจ้าสำนักชิว อย่าทำเป็นปกติไปหน่อยเลย ท่านบีบถ้วยชาแตกไปแล้วยังจะพูดว่าแพ้ก็แพ้ไป
การส่งเมิ่งจิ่งโจวลงแข่งรอบแรกนั้นเป็นความคิดของลู่หยาง เขาต้องการให้เมิ่งจิ่งโจวขู่ขวัญสำนักธาตุทั้งห้า
เซียนอมตะลังเลเล็กน้อยก่อนกล่าว
“ท่านเจ้าสำนักชิว ข้าคิดว่าการที่เมิ่งจิ่งโจวฝึกร่างกายจนถึงเส้นผม แล้วใช้ผมกระแทกศีรษะคู่ต่อสู้นั้น ไม่อาจเรียกว่า ‘ขาดประสบการณ์การต่อสู้’ ได้แล้ว”
อย่างน้อยในยุคโบราณ เซียนอมตะก็ไม่เคยเห็นการฝึกร่างกายแบบประหลาดเช่นนี้มาก่อน หรือนี่คือผู้ฝึกร่างกายยุคใหม่?
ชิวจิ้นอันถูกความตรงไปตรงมาของเซียนอมตะจนพูดไม่ออก ขอเปลี่ยนคนที่นั่งข้างข้าได้ไหม? ชิวจิ้นอันทำสีหน้าไม่ใส่ใจ
“ที่ข้าให้ตู้เสวียอี้ลงแข่งคนแรกก็เพื่ออุ่นเครื่องเท่านั้น คนต่อไปที่จะขึ้นเวทีไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ง่ายเหมือนตู้เสวียอี้แล้ว”
บนลานประลอง ผู้บำเพ็ญขงจื๊อท่าทางสง่างามก้าวขึ้นมา สวมมงคลบนศีรษะ ถือพัดกระดาษ สวมชุดขงจื๊อสีฟ้าอ่อน มีท่าทีไม่เร่งไม่ช้า
“นี่คือผู้บำเพ็ญขงจื๊อที่เก่งที่สุดในขั้นสร้างฐานของสำนักเรา ฟางหาว”
ชิวจิ้นอันพูดคำโอ้อวดออกไป แต่คนในสำนักธาตุทั้งห้าต่างรู้ว่าฝีมือของฟางหาวนั้นแทบไม่ต่างจากตู้เสวียอี้เท่าไร
“บังเอิญจริง พวกเราก็เป็นผู้บำเพ็ญขงจื๊อเหมือนกัน”
อีกด้านของลานประลอง หม่านกู่ที่ถือค้อนเหล็กใหญ่เดินมาอย่างเชื่องช้า แต่เดิมหม่านกู่อยากจะหิ้วเมิ่งจิ่งโจวมำด้วย แต่กรรมการไม่อนุญาต บอกว่าเมิ่งจิ่งโจวไม่อาวุธ หม่านกู่จึงจำต้องเลือกใช้ค้อนเหล็กอู๋ซาที่เพิ่งแลกมา ด้ามค้อนติดยันต์ที่สามารถท่องบทความ “คำสอนปราชญ์” ได้ทั้งหมด
“ปราชญ์กล่าวว่า การเรียนรู้และฝึกฝนอยู่เสมอ ช่างน่ายินดียิ่งนัก…”
หม่านกู่ค่อยๆ เดินเข้าหาฟางหาว ใบหน้าดุดัน เสียงท่องคำสอนปราชญ์ดังก้องไปทั่วลานประลอง ราวกับโจรที่เพิ่งฆ่าคนทั้งครอบครัวยี่สิบแปดชีวิต แม้แต่หนูก็ไม่ไว้ชีวิต แล้วมาท่องบทสวดให้วิญญาณ ดูไม่เข้ากันเอาเสียเลย
เมื่อเริ่มการแข่งขัน หม่านกู่ก็ยกค้อนเหล็กอู๋ซาฟาดใส่ฟางหาว ฟางหาวก้าวเท้าหลบ หลีกหลบอย่างสง่างาม
หม่านกู่ออกแรงที่ข้อมือ บังคับให้ค้อนเหล็กเปลี่ยนทิศทาง กวาดเข้าใส่ฟางหาว ฟางหาวไม่คิดว่าหม่านกู่จะป่าเถื่อนถึงเพียงนี้ เมื่อเห็นว่าหลบการโจมตีของค้อนไม่พ้น จึงใช้พัดกระดาษป้องกัน พัดแตก และเขาก็ถูกกวาดกระเด็นออกไป
พัดเป็นวัตถุวิเศษ สามารถป้องกันการโจมตีถึงตายได้หนึ่งครั้ง ดังนั้นฟางหาวจึงไม่ได้รับบาดเจ็บ เขาเก็บรอยยิ้ม ตระหนักว่านี่คือคู่ต่อสู้ที่ยากจะรับมือ
รอบตัวฟางหาวเกิดลมหมุนเล็กๆ หลังจากลมหมุนหายไป พลังที่มองไม่เห็นแต่มีอยู่จริงก็ห้อมล้อมรอบตัวเขา
“พลังจิตเที่ยงธรรม?”
เซียนอมตะอุทาน นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นพลังจิตเที่ยงธรรมหลังจากฟื้นคืนชีพ ฟางหาวเป็นผู้บำเพ็ญขงจื๊อที่ถูกต้องตามแบบแผน พลังที่มองไม่เห็นนั่นก็คือพลังจิตเที่ยงธรรม
“ในยุคโบราณก็มีผู้บำเพ็ญขงจื๊อและพลังจิตเที่ยงธรรมด้วยหรือ?” ลู่หยางถาม
“แน่นอน ผู้เขียน ‘คำสอนปราชญ์’ ปรากฏตัวเร็วกว่าที่เจ้าคิดมาก”
“แล้วขงจื๊อบำเพ็ญเป็นเซียนหรือไม่?”
“ข้าไม่รู้”
“ไม่รู้หรือ?”
“ปราชญ์ไม่ใช่ระดับการบำเพ็ญ แต่เป็นสภาวะจิตของ ‘เมตตา’ การใช้ชีวิตทั้งหมดเพื่อปฏิบัติตาม ‘เมตตา’ นั่นคือสภาวะของปราชญ์ ความหมายของ ‘เมตตา’ มีมากมาย แม้ข้าจะพูดสามวันสามคืนก็อธิบายไม่หมด แน่นอน ด้วยความรู้ของข้าก็คงพูดไม่ได้ถึงสามวันสามคืน”
เห็นได้ชัดว่าเซียนอมตะมีความเข้าใจในระดับความรู้ของตนเองเป็นอย่างดี
ฟางหาวใช้พลังจิตเที่ยงธรรมเป็นหมึก ใช้พู่กันขนหมาป่าเขียนในอากาศ – ผู้มีคุณธรรมหยุดก้าว ห้ามผ่าน
หม่านกู่ที่กำลังพุ่งเข้ามาเห็นประโยคนี้ ก็หยุดฝีเท้าโดยไม่ได้ตั้งใจ ร่างกายควบคุมไม่ได้เลย นี่คือวิชาปฏิบัติตามคำสอนที่แม้แต่ในหมู่ผู้บำเพ็ญขงจื๊อก็ยังหาได้ยาก วิชานี้จะบังคับให้ผู้อื่นปฏิบัติตามตัวอักษรที่เขียน ทำให้เกิดการปฏิบัติตามความรู้
แน่นอนว่าวิชานี้ไม่ได้ไร้ขีดจำกัด แม้แต่ผู้มีพรสวรรค์อย่างฟางหาวก็ใช้วิชาปฏิบัติตามคำสอนได้กับผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันเท่านั้น ผู้ที่อยู่ในระดับสูงกว่าหนึ่งขั้นจะมีภูมิต้านทานโดยตรง ตอนนี้ใช้กับหม่านกู่พอดี
ฟางหาวเขียนอีกครั้ง – สิ่งที่ตนไม่ปรารถนา อย่าทำกับผู้อื่น
สิ่งที่ตนเองไม่ต้องการ อย่าทำกับผู้อื่น ใช้ประโยคนี้ หากหม่านกู่ต้องการทำร้ายฟางหาว ก็ต้องทำร้ายตัวเองก่อน ใครจะคิดว่าเมื่อคำสั่งให้หยุดหายไป หม่านกู่ก็ยกค้อนใหญ่ฟาดเข้ามา ทำเอาฟางหาวตกใจจนแทน
“เจ้าหลุดจากการควบคุมของข้าได้อย่างไร!”
“ควบคุม?”
หม่านกู่ไม่เข้าใจความหมายของฟางหาว
“ประโยคนั้นหมายความว่า สิ่งที่ข้าไม่ต้องการ ข้าก็จะไม่ให้เจ้าแน่นอน ไม่ได้จำกัดอิสรภาพข้านี่?”
ฟางหาวโมโหจนเกือบกระอักเลือด วิชาปฏิบัติตามคำสอนจะได้ผลก็ต่อเมื่อเข้าใจความหมายของประโยค แต่อีกฝ่ายช่างเป็นคนป่าเถื่อนเสียจริง!
ฟางหาวพลาดท่าโดนค้อนของหม่านกู่เฉี่ยวไปนิด เลือดไหลไม่หยุด เขารีบถอยหลัง หลบค้อนใหญ่ของหม่านกู่ แล้วจับพู่กันเขียนอีกครั้ง – หากเจ้าต้องการโจมตีข้า เจ้าต้องโจมตีตัวเองก่อน
แม้ภาษาพูดจะมีพลังน้อยกว่าภาษาโบราณหลายเท่า แต่ตอนนี้ก็ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องพวกนี้แล้ว หม่านกู่ยังคงถือค้อนฟาดใส่ฟางหาว ยังคงไม่ถูกควบคุม ฟางหาวไม่อยากเชื่อ เจ้าคนป่าเถื่อนนี่อ่านหนังสือไม่ออกหรือ!
จนกระทั่งหม่านกู่กระโดดพร้อมค้อน ฟาดลงมาที่ศีรษะของฟางหาว ฟางหาวถึงสังเกตเห็นว่า หม่านกู่หลับตาอยู่!
หม่านกู่เรียนรู้กับลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวมาหนึ่งเดือน สมองเริ่มว่องไวขึ้น หลังจากปะทะกันสองครั้ง เขาตระหนักว่าแค่ไม่มองตัวอักษรที่ฟางหาวเขียน ก็จะไม่ติดกับ เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็หลับตาเสียเลย!
เมื่อหม่านกู่ลงค้อน กรรมการก็ออกมาขวางการโจมตีครั้งนี้ไว้ หากโดนค้อนครั้งนี้ ฟางหาวคงไม่มีโอกาสได้จับพู่กันเขียนหนังสืออีกในชาตินี้
“รอบที่สอง หม่านกู่ชนะ”
ชิวจิ้นอันสีหน้าไม่ค่อยดี แต่เขาถูกเก้าผู้กล้าแห่งสำนักเวิ่นเต๋ารังแกมาตั้งแต่เด็ก สีหน้าไม่ดีก็ไม่ใช่ครั้งสองครั้ง ชินเสียแล้ว
เซียนอมตะถอนใจ “สมแล้วที่เป็นชนเผ่าโบราณ เผ่าพันธุ์แห่งการต่อสู้โดยกำเนิด แม้แต่การต่อสู้ด้วยตาปิดก็ยังทำได้”
“เจ้ารู้เรื่องชนเผ่าโบราณมากหรือ?” ลู่หยางถาม
เซียนอมตะมั่นใจมาก
“แน่นอน จะเรียกข้าว่าครูของชนเผ่าโบราณก็ไม่เกินไป พวกชนเผ่าโบราณเจ้ารู้ สมองไม่ค่อยดีนัก บังเอิญพวกเขาได้ยินว่าข้ามีพรสวรรค์ ปัญญาเป็นเลิศ แม้แต่ในหมู่เซียนก็โดดเด่น จึงเชิญข้าไปสอนที่ชนเผ่า”
“ชนเผ่าสอนยากมาก สอนอะไรก็ลืมหมด เรียนวันนี้พรุ่งนี้ก็ลืม โชคดีที่ข้ามีความอดทนน่ายิ่ง มีความอดทนมากพอ ในที่สุดก็เรียนรู้วิธีการยอมแพ้จากชนเผ่า ต่อมาข้าเปลี่ยนกลยุทธ์ ใช้วิธีถ่ายทอดความรู้โดยตรง ถ่ายทอดสติปัญญาของข้าเข้าไปในสมองและสายเลือดของพวกเขา ด้วยวิธีนี้ แม้ข้าจะไม่สอนพวกเขา สติปัญญาของพวกเขาก็จะสูงรองจากข้าเพียงคนเดียว!”
ลู่หยางสูดหายใจเฮือก รู้สึกว่าเซียนช่างบั่นทอนวงศ์ตระกูลมาตลอดหมื่นปี ทันใดนั้น ลู่หยางก็นึกถึงบางอย่าง เซียนอมตะมีคุณูปการต่อชนเผ่าโบราณมากมายถึงเพียงนี้ แต่หม่านกู่ที่เป็นชนเผ่าโบราณกลับไม่เคยได้ยินเรื่องของเซียนอมตะเลย
“เป็นเพราะการสืบทอดของชนเผ่าโบราณขาดหาย หรือมีใครตั้งใจลบการดำรงอยู่ของเซียนอมตะ?”
การทำให้ทั้งโลกลืมเซียนองค์หนึ่ง นี่ต้องเป็นฝีมือที่ยิ่งใหญ่สักเพียงใด?