ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 197 สารภาพแล้วผ่อนผัน
“ไม่ใช่ ข้าหมายถึงข้าชื่อปู่เย่าเหลียน ปู่เป็นผ้า เย่าเหลียนเป็นต้องการหน้า”
เซียนอมตะถูกตีจนยอมรับความจริง ถามอะไรก็ตอบ ท่าทีดีมาก
เซียนอมตะน้อยขมวดคิ้ว “ทำไมถึงมีชื่อแปลกประหลาดเช่นนี้?”
ลู่หยางคิดในใจว่าเจ้าเองก็ไม่มีสิทธิ์ว่าชื่อคนอื่นแปลกนี่
เซียนอมตะถอนหายใจ “ข้าก็ไม่อยากชื่อนี้หรอก แต่จะอธิบายเรื่องนี้ก็ต้องเล่ายาว”
“เจ้าค่อยๆ เล่าไป”
เซียนอมตะน้อยเนรมิตม้านั่งเล็กๆ ตัวหนึ่ง นั่งลง เท้าคางด้วยมือ จะฟังว่าเซียนอมตะจะพูดอย่างไร
หยุนจือและลู่หยางก็ยืนฟังเงียบๆ อยู่ด้านข้าง
เซียนอมตะเล่าตามความจริง
“ข้าไม่รู้ว่าจิตสำนึกของข้ามาจากไหน ไม่รู้ว่าข้าเกิดมาอย่างไร ในอดีตนานมาแล้ว ข้ามีจิตสำนึกแรก
จิตสำนึกนั้นบางเบามาก เพียงรับรู้สถานการณ์ตนเองได้อย่างคลุมเครือ ราวกับมองดอกไม้ในหมอก มองไม่ค่อยชัด”
“ข้ารู้สึกถึงพลังที่ไม่รู้ที่มาไหลมารวมตัวบนร่างข้าไม่หยุด ทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นทีละน้อย
แต่จิตสำนึกของข้ายังคงเลือนราง มองไม่ชัด แยกแยะเรื่องภายนอกไม่ได้”
“ข้ายังรู้สึกได้ว่ามีความทรงจำมากมายไหลเข้ามาในจิตสำนึกข้า
แต่ตอนนั้นข้าไม่มีความสามารถในการคิด ได้แต่รับความทรงจำอย่างเดียว ไม่อาจจัดระเบียบและประมวลผลความทรงจำมหาศาลเหล่านั้น”
“จิตสำนึกของข้าค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น มีเสียงแว่วๆ ดังขึ้นรอบจิตสำนึก เรียกว่า ‘เซียนอมตะ’
ในความทรงจำของข้ามีคำว่า ‘เซียนอมตะ’ แต่ข้าก็ยังไม่อาจประมวลผลความทรงจำ ไม่รู้ว่าอะไรคือ ‘เซียนอมตะ’”
“ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร อาจเป็นหลายร้อยปี หรืออาจเป็นหลายพันปี จู่ๆ จิตสำนึกของข้าก็แจ่มชัดขึ้น
ราวกับคนจมน้ำถูกช่วยขึ้นมา ฟื้นการรับรู้โลกภายนอกอีกครั้ง”
“และประโยคแรกที่ข้าได้ยินหลังจิตสำนึกแจ่มชัดคือ – เซียนอมตะผู้ยิ่งใหญ่ปู่เย่าเหลียน ขอท่านช่วยศรัทธาผู้ภักดีของท่าน ช่วยโลกใบนี้ด้วยเถิด”
“‘ปู่เย่าเหลียน’ กลายเป็นชื่อของข้า แต่เดิมข้าไม่มีชื่อ เพราะประมุขลัทธิเรียกข้าว่า ‘ปู่เย่าเหลียน’ ข้าจึงได้ชื่อ”
“หลังจากได้ชื่อ ข้าจึงสามารถประมวลผลความทรงจำมหาศาลในอดีตได้ รู้ความหมายที่ความทรงจำเหล่านั้นแสดง”
“ในความทรงจำ ข้าเห็นคนผู้หนึ่งบังเอิญพบแดนลี้ลับ หลงเข้าไปข้างใน รู้ว่าในยุคโบราณมีเซียนผู้คุ้มครองมนุษย์นามว่าเซียนอมตะ
เซียนอมตะมีผลการบำเพ็ญอมตะ สามารถตายแล้วเกิดใหม่ได้ หลังจากผู้นั้นออกจากแดนลี้ลับ ก็ก่อตั้งลัทธิอมตะ พยายามชุบชีวิตเซียนอมตะ”
“ลัทธิอมตะเริ่มแข็งแกร่ง มีศรัทธาเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ ใช้การสังหารเพื่อเอาใจเซียนอมตะ เรียกนามจริงของเซียน ฟื้นคืนชีพเซียน”
“ตอนนั้น ข้าเข้าใจแล้ว ข้าคือเซียนอมตะที่ลัทธิอมตะฟื้นคืนชีพ เพียงแต่ผู้ที่ศรัทธาข้าอย่างแท้จริง สวดอ้อนวอน บูชา ข้าก็จะได้รับความทรงจำของพวกเขา”
“ประมุขลัทธิสวดอ้อนวอนข้า ข้าปรากฏกายผ่านรูปปั้น ตอบสนองความคาดหวังของประมุขลัทธิ”
“ข้ามีความทรงจำของประมุขลัทธิ สิ่งที่ประมุขลัทธิรู้ ข้าก็รู้ ข้าเห็นว่าเขาบาดเจ็บสาหัส ต้องพักฟื้นร้อยปี
เมื่อคำนึงว่าเขาเป็นศรัทธาที่จงรักภักดีและแข็งแกร่งที่สุดของข้า ข้าจึงลงมือรักษา”
“หลังจากได้ชื่อ ข้ารู้สึกได้ว่าข้าครอบครองแสงสีทองกลุ่มหนึ่ง จากความทรงจำ ข้าเดาว่านี่คือผลการบำเพ็ญอมตะ”
“ข้าใช้พลังบางส่วนของผลการบำเพ็ญอมตะรักษาอาการบาดเจ็บของประมุขลัทธิ”
“แต่ข้าไม่รู้ว่าข้าเป็นเซียนอมตะจริงหรือไม่ ความทรงจำแรกสุดของข้ามาจากศรัทธาคนแรก นั่นคือความทรงจำเมื่อหมื่นกว่าปีก่อน ข้าไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับยุคโบราณแม้แต่น้อย”
“เช่น เมื่อประมุขลัทธิถามข้าว่าใครคือผู้หลอมดวงดาราให้เป็นแผ่นดิน ข้าตอบคำถามนี้ไม่ได้
แต่ก็พูดไม่ได้ว่าข้าไม่รู้ จึงบอกเขาว่าเรื่องนี้ระดับสูงเกินไป ไม่ใช่สิ่งที่เขาควรรู้”
“ข้าไม่แน่ใจว่าหากบรรดาศรัทธารู้สภาพของข้าจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ข้าจึงได้แต่แสร้งทำเป็นฟื้นคืนจากยุคโบราณอันยาวนาน”
“และข้าอยู่ในสภาพวิญญาณมาตลอด หากเป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่ได้ จึงบอกประมุขลัทธิว่า ข้าต้องแย่งร่าง ต้องกลับสู่จุดสูงสุด ต้องช่วยโลกใบนี้”
“ประมุขลัทธิเชื่อคำพูดข้า เรียกรวมผู้บำเพ็ญขั้นฝึก ลมปราณ ขั้นสร้างฐานทั้งหมด จัดการแข่งขัน ให้ข้าเลือกร่างที่เหมาะสมสำหรับแย่งร่าง”
“แล้วก็เลือกข้าสินะ?”
ลู่หยางถาม
เซียนอมตะพยักหน้าอย่างจนใจ ใช่แล้ว ตอนนั้นจะเลือกใครก็ได้ แต่กลับตาไม่ดี เลือกเจ้า โดนซ้อมใหญ่
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น ข้าคงแย่งร่างสำเร็จไปแล้ว
สิ่งที่เซียนอมตะสารภาพ อธิบายปัญหาบางอย่างได้ เช่น ทำไมเขาถึงไม่รู้วิชาโบราณ ทำไมต้องแย่งร่าง ทำไมชื่อปู่เย่าเหลียน
แต่ยังมีปัญหาบางอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองก็อธิบายไม่ได้
เช่น เขาคือใครกันแน่ ? มาจากไหน? ผลการบำเพ็ญอมตะเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ลู่หยางมองศิษย์พี่ใหญ่และเซียนอมตะน้อยด้วยสายตาคาดหวัง ยามนี้ต้องอาศัยผู้อาวุโสที่รอบรู้มาช่วยแล้ว
เซียนอมตะน้อยขมวดคิ้วเรียวบาง ไม่รู้กำลังคิดเรื่องอะไร ดูท่าจะพึ่งพาไม่ค่อยได้
ศิษย์พี่ใหญ่ตั้งแต่ต้นจนจบล้วนตั้งใจฟังประสบการณ์ของเซียนอมตะเงียบๆ พิจารณาว่าประสบการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องจริงหรือแต่งขึ้น
ศิษย์พี่ใหญ่เชื่อว่าประสบการณ์โดยรวมคงเป็นเรื่องจริง
นางสังเกตเห็นสายตาของลู่หยาง รู้ว่าศิษย์น้องคนนี้ยังมีคำถามมากมาย หวังจะได้คำตอบจากนาง
นางจึงเอ่ยขึ้น
“ท่านเต๋าเยี่ยนผู้อาวุโสผู้เฒ่าแห่งสำนักเทียนเช่อเคยตั้งสมมติฐานไว้ว่า แต่เดิมในโลกไม่มีเซียนอมตะ ไม่มีผลการบำเพ็ญอมตะ ลัทธิอมตะกำลังสร้างเซียน”
ลู่หยางพยักหน้าเบาๆ ผู้อาวุโสช่างเชื่อถือได้จริงๆ
เซียนอมตะได้ยินคำพูดของหยุนจือ พลันเงยหน้าขึ้น ท่านเต๋าเยี่ยนโผล่มาจากที่ไหนกัน กล้าสงสัยว่าผลการบำเพ็ญของข้าไม่มีจริง
ไม่รู้หรือว่าข้าต้องใช้ความพยายามมากเพียงใดกว่าจะสร้างผลการบำเพ็ญได้!
เซียนอิงเทียนและอีกสามคนล้วนอิจฉาข้ายิ่งนัก!
ลู่หยางแนะนำให้เซียนอมตะน้อยฟังศิษย์พี่ใหญ่พูดก่อน ค่อยไปชำระบัญชีกับท่านเต๋าเยี่ยนทีหลัง
หยุนจือพูดต่อ
“วิญญาณมาจากไหน และจะไปที่ใด เป็นปริศนาที่โลกบำเพ็ญเซียนไม่สามารถอธิบายได้จนถึงทุกวันนี้
ท่านเต๋าเยี่ยนเชื่อว่า จิตนึกของมนุษย์เป็นพลังอย่างหนึ่ง หากมีจิตนึกมากพอ แข็งแกร่งพอ ก็อาจเกิดเป็นวิญญาณได้”
“แน่นอน นี่เป็นเพียงสมมติฐาน และไม่สามารถอธิบายได้ว่าวิญญาณแรกเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่สถานการณ์ของเจ้าตรงกับสมมติฐานนี้”
“ลัทธิอมตะตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน รวมหนึ่งหมื่นสี่พันปี ในช่วงหนึ่งหมื่นสี่พันปีนี้ มีศรัทธาอย่างน้อยหลายแสนคนสวดอ้อนวอนต่อเซียนอมตะที่ไม่มีตัวตน
กาลเวลาอันยาวนาน จิตนึกมหาศาล ย่อมสามารถสร้างวิญญาณหนึ่งดวงได้ ซึ่งก็คือเจ้า เซียนอมตะ”
“แต่การปรากฏตัวของเจ้า อาจต้องเพิ่มเงื่อนไขอีกข้อ – การฆ่าคน”
“เจ้าเคยคิดบ้างไหม พลังที่เจ้าใช้เมื่อครู่ พลังมารที่เต็มไปด้วยความแค้นเหล่านั้นมาจากที่ใด?”
“มนุษย์เป็นยอดของสรรพสิ่ง เป็นบุตรที่สวรรค์โปรดปราน ตั้งแต่เกิดมาก็มี ‘จิตวิญญาณ’
วิธีของผู้บำเพ็ญฝ่ายมารคือใช้การสังหาร ดึง ‘จิตวิญญาณ’ ของมนุษย์ออกมา เปลี่ยนเป็นพลังของตน”