ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 206 วาดวงล้อมขัง
หลังจากส่งเจ้าสำนักทั้งห้าแล้ว ฮ่องเต้ได้ยินเสียงเรียกจากบรรพบุรุษ ให้ไปพบที่สถานที่ต้องห้าม ท่านมีเรื่องสำคัญจะบอก
“บรรพบุรุษ มีอะไรหรือ?”
ฮ่องเต้มาถึงสถานที่ต้องห้าม คำนับบรรพบุรุษอย่างนอบน้อม
รอนานมาก ฮ่องเต้ก็ไม่ได้ยินการตอบสนองจากบรรพบุรุษ จึงแอบเงยหน้าขึ้นมอง
เมื่อเงยหน้าขึ้น เห็นใบหน้าของบรรพบุรุษที่ยิ้มแย้มแต่ไม่ถึงดวงตา โดยสัญชาตญาณจึงถอยหลังไปหลายก้าว
“ได้ยินว่าเมื่อครู่เจ้ายุหยุนจือ บอกให้นางสั่งสอนข้าสักหน่อย?”
ฮ่องเต้ตกใจมาก วังหลวงถูกค่ายกลเซียนปกคลุม ที่นั่นมีแค่พระองค์กับหยุนจือ บรรพบุรุษรู้ได้อย่างไร?!
“พูดเหลวไหล ค่ายกลเซียนข้าเป็นคนวาง ข้าอยากฟังอย่างไรก็ฟังได้อย่างนั้น!”
“ไอ้เด็กเปรต ข้าว่าตอนเด็กๆ ตีเจ้าน้อยไปหน่อย!”
บรรพบุรุษยื่นมือใหญ่มา จับฮ่องเต้เข้าไปในสถานที่ต้องห้าม
“บร…บรรพบุรุษ เบามือหน่อย ข้าเป็นคนที่ท่านเลี้ยงดูมา ตีลงบนตัวข้า เจ็บถึงใจท่านนะ!”
“วางใจเถอะ ใจข้าแข็งเป็นเหล็ก!”
ไม่นานก็มีเสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากสถานที่ต้องห้าม
ไม่แปลกที่วังหลวงมีข่าวลือว่า ในสถานที่ต้องห้ามมีสิ่งอัปมงคลอมตะถูกกักขัง สิ่งอัปมงคลนั้นมักถูกค่ายกลบั่นทอน จึงส่งเสียงร้องอย่างทรมาน
แน่นอน มีขันทีและนางกำนัลบอกว่าอาจเป็นเสียงของฮ่องเต้ แต่การคาดเดาเช่นนี้เป็นการไม่เคารพ จึงไม่ได้แพร่กระจายออกไป
แม้จะแพร่กระจายออกไป ผู้คนคงคิดว่าเป็นข่าวลือ
…
“พี่ลู่ ท่านจะเรียนวิชาใหม่ไหม พี่จี๋หงเหวินจะสอน”
ลู่หยางกำลังสวมชุดขาวกระชับร่างฝึกกระบี่ หม่านกู่ก็มาหา พร้อมกับเมิ่งจิ่งโจว
“ข้าก็ถูกหม่านกู่เรียกมา”
เมิ่งจิ่งโจวอธิบายพลางยิ้ม ได้เรียนวิชาเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง จะไม่ดีได้อย่างไร?
“ทำไมพี่จี๋หงเหวินอยู่ดีๆ คิดจะสอนวิชาพวกเรา?”
ลู่หยางสงสัย จี๋หงเหวินเป็นศิษย์คนโตของผู้อาวุโสสี่ผู้บำเพ็ญแบบขงจื๊อ เชี่ยวชาญวิถีจิตรกรรม วรยุทธ์เทียบเท่าพี่ไต้ปู้ฟาน
“อ๋อ เป็นอย่างนี้”
หม่านกู่อธิบาย “ข้าคิดว่าการต่อสู้ของผู้บำเพ็ญแบบขงจื๊อควรสง่างามกว่านี้ อย่างข้าที่ถือค้อนเหล็กใหญ่ต่อสู้ ไม่ใช่ท่าทางที่ผู้บำเพ็ญแบบขงจื๊อควรมี จึงอยากเรียนวิชาที่สุภาพกว่านี้”
ลู่หยางมองหม่านกู่อย่างแปลกใจ ตกตะลึงราวกับเห็นเทวดา หรือว่าหม่านกู่กำลังจะทำลายคำสาปที่เซียนอมตะสาปชนเผ่าโบราณ? น่ายินดี น่ายินดีจริงๆ
“อีกอย่าง ค้อนของข้าส่งไปให้หลี่หาวเหรินอัพเกรด ตอนนี้ฝึกวิชาค้อนไม่ได้ชั่วคราว ไปหาอย่างอื่นทำดีกว่า”
“แล้วข้าก็ไปเจอพี่จี๋ ถามว่าสอนวิชาของผู้บำเพ็ญแบบขงจื๊อให้ข้าสักหนึ่งสองท่าได้ไหม เขาบอกได้ ข้าถามว่าชวนพวกเจ้าสองคนมาเรียนด้วยได้ไหม เขาบอกได้ นี่ไง ข้าเลยมาตามเจ้ากับพี่เมิ่ง”
ลู่หยางพยักหน้า “มีน้ำใจจริงๆ”
หม่านกู่รีบพูด “พี่ลู่พูดอะไรอย่างนั้น ข้าอยู่ข้างกายท่านกับพี่เมิ่งได้เรียนรู้หลักการมากมาย นี่ข้าแค่ฉวยโอกาส ให้พี่จี๋สอนข้าพร้อมสอนพวกท่านด้วย”
เมิ่งจิ่งโจวตบไหล่หม่านกู่ “เรียกว่าตามน้ำต่างหาก”
“พี่เมิ่งช่างรอบรู้”
เมิ่งจิ่งโจว “…”
สามคนมาถึงป่าไผ่ พี่จี๋หงเหวินกำลังงีบในศาลาโปร่ง พอสามคนย่างเท้าเข้าป่าไผ่ เขาก็ตื่นขึ้น
ลู่หยางส่ายหน้า คุณภาพการนอนสู้เซียนอมตะไม่ได้เลย จนถึงตอนนี้เซียนอมตะยังหลับอยู่ หลับสนิทมาก
“มาแล้วหรือ?”
พี่จี๋ทักทายพลางยิ้ม
“สวัสดีพี่จี๋!”
สามคนประสานมือ พูดพร้อมกัน
พี่จี๋เปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจัง
“น้องหม่านกู่ขอให้ข้าสอนวิชาของผู้บำเพ็ญแบบขงจื๊อหนึ่งท่า ก็ไม่มีอะไรขัดข้อง แต่วิชาของผู้บำเพ็ญแบบขงจื๊อแต่ไหนแต่ไรยากที่จะเรียนรู้ ไม่แน่ว่าจะเรียนได้ พวกเจ้าสามคนล้วนเป็นอัจฉริยะ ข้าหวังว่าแม้เรียนไม่ได้ ก็อย่าท้อใจ”
หม่านกู่มั่นใจในตัวลู่หยางเต็มที่ “พรสวรรค์ด้านวิชาของพี่ลู่สูงกว่าข้ามาก เขาต้องเรียนได้แน่นอน!”
พี่จี๋ส่ายหน้าหัวเราะ รู้สึกว่าคำพูดของหม่านกู่เกินจริงไป นอกจากศิษย์พี่ใหญ่แล้ว ใครจะรับประกันได้ว่าตนเองต้องเรียนวิชาได้แน่นอน?
“วิชาที่ข้าจะสอนพวกเจ้าท่านี้ ชื่อว่าวาดวงล้อมขัง”
“วิชานี้พวกเจ้าคงเคยได้ยิน เพียงแค่วาดวงกลมบนพื้น ก็จำกัดคู่ต่อสู้ไว้ในวงได้ เมื่อผนวกกับการโจมตีอันรุนแรง คู่ต่อสู้อยากหนีก็ไม่มีที่ให้หนี ต้องรับการโจมตีของเจ้า!”
สามคนตาเป็นประกาย ไม่คิดว่าจะเป็นวิชานี้ วาดวงล้อมขังมีชื่อเสียงมากทีเดียว
เพียงวาดวงกลมเบาๆ ก็ขังคู่ต่อสู้ได้ ช่างสง่างามเหลือเกิน เป็นวิธีของเซียนชั้นเยี่ยม!
“ข้าจะสาธิตให้ดู”
พี่จี๋ยื่นนิ้วชี้ออกมา ใช้มือเป็นพู่กัน เบาๆ วาดวงกลมรอบลู่หยางสามคน สามคนก็พบว่าตนเองถูกกำแพงมองไม่เห็นขวางกั้น ออกไปไม่ได้
หม่านกู่และเมิ่งจิ่งโจวลองใช้กำลังทำลายกำแพง แต่ไม่ได้ผล ลู่หยางคิดจะใช้วิชาย่นพื้นที่หนีออกไปทางใต้ดิน แต่เขาชนพื้นเต็มแรง ก็ไม่สำเร็จ
“ฮ่าๆ นี่แหละวาดวงล้อมขัง”
พี่จี๋โบกมือยกเลิกวงกลม
“การจะเรียนรู้วาดวงล้อมขังให้ได้ อันดับแรกต้องวาดวงกลมด้วยมือเปล่าให้ได้ อันดับที่สองต้องจำคาถา”
พี่จี๋ให้สามคนวาดวงกลม สามคนวาดออกมาคดเคี้ยว เหมือนหนอนหลายตัวเรียงกันเป็นวง
“ดูสิ่งที่เจ้าวาดสิ เหมือนไข่ไก่”
เมิ่งจิ่งโจวล้อลู่หยาง
ลู่หยางชำเลืองมองสิ่งที่เมิ่งจิ่งโจววาด “เจ้ายังสู้ข้าไม่ได้ วาดเหมือนไข่ต้มใบชา”
“ไข่ต้มใบชาแพงกว่าไข่ไก่นะ”
“แต่ทำยากกว่า”
สองคนโต้เถียงเรื่องที่ห่างไกลจากการวาดรูปไปเรื่อยๆ
“ฝึกไปเรื่อยๆ ในฐานะผู้บำเพ็ญ การควบคุมร่างกายวาดรูปไม่ใช่เรื่องยาก”
พี่จี๋แนะนำสามคน ลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจวจึงหยุดการโต้เถียงที่ไร้สาระ
เป็นดังที่พี่จี๋ว่า เพียงแค่ตั้งใจควบคุมร่างกาย ก็สามารถวาดวงกลมด้วยมือเปล่าได้อย่างรวดเร็ว
“ต่อไปจะสอนคาถา พวกเจ้าฟังให้ดี ไม่เพียงต้องจำตัวอักษร ยังต้องจำเสียงของแต่ละตัวอักษรด้วย!”
“ไม่อาจเข้า ไม่อาจต้าน…”
สามคนตั้งใจฟัง พยายามจดจำทุกตัวอักษรและเสียงของมัน ลองผิดลองถูกหลายครั้ง จึงจำได้ทั้งหมด
“สุดท้าย และเป็นส่วนที่ยากที่สุด ต้องเข้าใจคาถาอย่างถ่องแท้ เปลี่ยนเป็นเส้นทางการไหลเวียนของพลังวิเศษในร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ จึงจะใช้วิชาได้สำเร็จ!”
จี๋หงเหวินเตือนสามคนว่า การเรียนวาดวงล้อมขังต้องไม่มีจิตใจประมาท
หม่านกู่ท่องคาถาในใจ พยายามใช้วิชาวาดวงล้อมขัง เขาเดินวนรอบตัวเองไปมา ก็ยังไม่สำเร็จ
เมิ่งจิ่งโจวเก่งกว่าหม่านกู่ คงเพราะพรสวรรค์ในการเข้าใจดีกว่า หลังจากลองหลายครั้ง บางครั้งก็สร้างคุกที่มองไม่เห็นได้ แต่อัตราความสำเร็จต่ำเกินไป ตอนนี้แน่นอนว่าใช้ในการต่อสู้จริงไม่ได้
“พวกเจ้าไม่ต้องรีบร้อน นึกดูตอนที่ข้าเรียนวิชานี้อยู่ในขั้นแก่นทองคำ แม้จะเป็นเช่นนั้น ก็ใช้เวลาถึงห้าวันจึงเรียนได้”
จี๋หงเหวินกลัวจะทำลายกำลังใจสามคน จริงๆ แล้วเขาใช้เวลาแค่สองวันก็เรียนได้
“ดูลู่หยางเรียนเป็นอย่างไรบ้าง?”
ตอนนี้ลู่หยางหลับตา คาถาวนเวียนอยู่ในสมอง เขาจินตนาการว่าตัวเองเป็นคนที่สร้างวิชานี้ จินตนาการว่าตอนนั้นสร้างวิชานี้ด้วยจิตใจเช่นไร
ลู่หยางลืมตา เปล่งประกายแน่วแน่
“ข้าได้แล้ว!”
ลู่หยางพูดอย่างมั่นใจเต็มที่ สงบนิ่ง ราวกับอาจารย์ยุทธ์ที่ฝึกฝนมาห้าสิบปี ขึ้นเวทีประลอง หัวเราะพลางเอาชนะศัตรูที่แข็งแกร่ง
เสียงของลู่หยางดึงดูดความสนใจของเมิ่งจิ่งโจวและหม่านกู่ พวกเขาหยุดฝึก อยากดูสถานการณ์ของลู่หยาง
จะสำเร็จในครั้งเดียวได้หรือ?
แม้แต่หม่านกู่ที่เชื่อว่าพี่ลู่มีพรสวรรค์ด้านวิชาน่าตกใจ ก็ไม่คิดว่าลู่หยางจะสำเร็จ อย่างน้อยก็ควรฝึกหลายครั้งก่อน
ลู่หยางเลียนแบบพี่จี๋ ชูนิ้วชี้วาดวงกลมสมบูรณ์แบบรอบตัวเอง
“วาดวงล้อมขัง!”
แล้วลู่หยางก็พบว่าทิวทัศน์รอบข้างเปลี่ยนไป
มืดมิด เงียบสงัด เสาหินขังเขาไว้ ด้านบนเป็นดินหนาทึบ
ที่นี่คือคุกใต้ดิน
ลู่หยาง “…งั้นข้าเรียนได้วิชาวาดคุกสินะ?”