ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 233 ที่แท้ก็อย่างนี้นี่เอง
เมิ่งจิ่งโจวเห็นพี่ไต้ไม่เชื่อ จึงเล่าอย่างมีสีสัน
“เมื่อสองสามวันก่อน พวกเราสองคนออกไปข้างนอก เห็นควันดำลอยขึ้นมาจากลำธาร คิดว่าต้องมีปีศาจกำลังจะก่อกวนโลกมนุษย์ จึงบุกเข้าไปทันที คนร้ายผู้นั้นอ้างว่าตัวเองเป็นประมุขลัทธิจิ่วอิ่ว มีพลังมหาศาล โชคดีที่พวกเราสองคนก็ไม่ใช่คนธรรมดา มีความสามารถบางอย่าง หลังจากต่อสู้เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ในที่สุดก็จับคนร้ายได้ เมื่อพวกเราถอดหน้ากากคนร้ายออก ถึงได้พบว่าคนร้ายก็คือหลี่หาวเหริน!”
“ประมุขลัทธิจิ่วอิ่ว ช่างลึกลับนัก หึๆ พวกเราสองคนจับได้แล้ว พวกเราไม่ขอมาก คนละสามใบบัตรแลกเปลี่ยนตำแหน่งเจ้าสำนักก็พอ”
“…เจ้ารู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรอยู่?”
ไต้ปู้อฟานในฐานะผู้อาวุโสที่สุดในหมู่ศิษย์ มีชีวิตมาเกือบพันปี ไม่เคยรู้สึกว่าสติปัญญาถูกดูถูกเหมือนวันนี้มาก่อน
ลู่หยางยักไหล่ คุกเข่าลงแก้เชือกให้หลี่หาวเหริน พลางพูด
“เห็นไหม ข้าบอกแล้วว่าพี่ไต้ไม่เชื่อ”
สัญญาที่จะให้คะแนนบำเพ็ญหลี่หาวเหรินสามส่วนหลังเรื่องสำเร็จก็คงเป็นไปไม่ได้แล้ว
“ทำไมจะไม่เชื่อล่ะ พวกเราจับประมุขลัทธิจิ่วอิ่วได้จริงๆ นะ”
เมิ่งจิ่งโจวรู้สึกว่าตนพูดความจริงทุกคำ
“พอเถอะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ไต้ปู้อฟานรู้ว่าสองคนนี้แม้จะเป็นตัวตลก แต่จะไม่พูดเล่นในเรื่องแบบนี้ ต้องมีเหตุผลแน่ แน่นอน ถ้าสองคนนี้กล้าบอกว่ามาเพื่อหลอกเอาคะแนนบำเพ็ญ เขาจะมัดทั้งสองคนแขวนไว้ที่หน้าตำหนักภารกิจ
“เอ่อ เรื่องมีอยู่ว่า”
“แรกเริ่มน้องหลี่เห็นคู่หมั้นกังวลนิดหน่อย จึงเรียกพวกเราสองคนไปช่วย ต่อมาพบว่าคู่หมั้นทั้งสวยทั้งใจดี วรยุทธ์ก็สูงกว่าหลี่หาวเหริน ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ หาข้อติไม่ได้ มีปัญหาเดียวคืออายุมากไปหน่อย”
ไต้ปู้อฟานนั่งไขว่ห้าง จิบน้าชาช้าๆ พูดลอยๆ
“อายุมากนิดหน่อยไม่ใช่ปัญหา ฝ่ายหญิงมาจากที่ไหน แก่กว่าหนึ่งปีหรือสองปี?”
“แก่กว่าสองพันปี”
“พรวด!”
ไต้ปู้อฟานพ่นน้ำชาออกมา คิดว่าหูฝาดไป ไอแรงๆ ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงหายใจได้
“เท่าไหรนะ? สองพันปี?”
นั่นไม่ใช่รุ่นเดียวกับอาจารย์เจ้าสำนักหรือ? ไต้ปู้อฟานมองดูหลี่หาวเหรินหลายรอบ แต่ไม่เห็นว่าหลี่หาวเหรินมีเสน่ห์ตรงไหน
“คู่หมั้นของน้องหลี่ชื่อซูอี้เหริน เป็นผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่าง”
“อ๋อ ซูอี้เหริน ได้ยินว่าเป็นหญิงงาม น่าจะบำเพ็ญอยู่ที่เขาเทียนจู้”
ไต้ปู้อฟานดูแลข่าวกรองทั้งหมดของสำนักเวิ่นเต๋า มีสายข่าวทั่วดินแดนกลาง รู้เรื่องของผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างที่คนทั่วไปไม่รู้
“สามีของท่านซูชื่อชิ่นห่าวเหริน ก็เป็นผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่าง ชิ่นห่าวเหรินจากไปตอนพยายามเลื่อนขั้นข้ามพิบัติ เพราะวิชาที่บำเพ็ญมีความพิเศษ จึงกลับชาติมาเกิดใหม่”
ชิ่นห่าวเหริน? ไต้ปู้อฟานนึกถึงผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างที่จำได้ แต่นึกไม่ออกว่ามีคนชื่อนี้อยู่ที่ไหน
“ชิ่นห่าวเหรินกลับชาติมาเกิดเป็นน้องหลี่ ท่านซูต้องการต่อสายสัมพันธ์ในอดีต จึงมาเป็นคู่หมั้นของน้องหลี่ ต่อมาที่มณฑลลั่วเฟิง พวกเราบังเอิญพบร่องรอยการเคลื่อนไหวของสาวกลัทธิจิ่วอิ่ว ท่านซูลงมือ ทำลายแผนการของพวกเขา พาพวกเราเห็นกระบวนการสร้างหินเลือดหงส์”
“พวกเจ้าเห็นการแช่หินเลือดหงส์ด้วยเลือดหงส์ที่มณฑลลั่วเฟิง?”
ไต้ปู้อฟานไม่รู้สึกประหลาดใจกับเรื่องนี้
“พี่ไต้รู้เรื่องนี้?”
ลู่หยางตกใจ
ไต้ปู้อฟานกลอกตา
“คิดก็รู้ได้ มีที่ไหนที่แหล่งแร่ที่เกิดจากการล่มสลายของผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างจะขุดได้สี่พันปี หงส์ไม่มีเนื้อหรือไง มีแต่พลาสมา? ก็เพราะหาเลือดหงส์ยาก กลัวว่าถ้าพูดเรื่องนี้ออกไป ตระกูลหงส์จะอับอายโกรธแค้น ไม่ยอมขายเลือดอีก”
ลู่หยาง “…ก็ได้”
“ต่อมาน้องหลี่เลื่อนขั้น ได้รับเศษความทรงจำในอดีตชาติ รู้ว่าตัวเองเคยเป็นประมุขลัทธิจิ่วอิ่ว”
หลังจากลู่หยางเล่าจบ ไต้ปู้อฟานไม่พูดอะไร นิ้วชี้เคาะโต๊ะเป็นจังหวะ
“การเวียนว่าย กลับชาติมาเกิด ลัทธิจิ่วอิ่ว… ลัทธิจิ่วอิ่วเชื่อว่าในโลกมีสถานที่เวียนว่ายตายเกิดที่เรียกว่าจิ่วอิ่ว และหลี่หาวเหรินก็เป็นการกลับชาติมาเกิดของประมุขลัทธิจิ่วอิ่ว…”
“พี่ไต้ มีการกลับชาติมาเกิดจริงหรือ?”
พี่ไต้ส่ายหน้า
“ไม่รู้ แต่มีเรื่องเล่าลือมากมาย เช่น ทางเหนือมีเด็กศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่ง ทั่วร่างเปล่งรัศมีทอง เกิดมาก็รู้แจ้ง เหาะเหินเดินอากาศได้ เป็นเซียนกลับชาติมาเกิด ชาวบ้านเห็นเป็นเทพเจ้า”
“แล้วความจริงล่ะ?”
“มีคนโง่คนหนึ่งบำเพ็ญไม่ถึงขั้น ทารกแรกกำเนิดหลุดออกมา”
เมิ่งจิ่งโจว “…”
“หรืออย่างในสำนักเล็กๆ แห่งหนึ่งมีเด็กอัจฉริยะ มีพรสวรรค์เหนือคนทั่วไป วันหนึ่งผู้ทรงพลังคนหนึ่งมาเยือนสำนักเล็กๆ เห็นเด็กอัจฉริยะคนนั้นก็ตกใจ พรสวรรค์และรูปร่างหน้าตาของเด็กคนนี้เหมือนสหายเก่าที่จากไปของเขามาก”
“แล้วต่อมา?”
“ต่อมาผู้ทรงพลังพบว่าสหายเก่าของเขาแกล้งตาย เพื่อที่จะกลับมาเป็นเด็กหนุ่มอีกครั้ง ไปที่สำนักเล็กๆ เพื่ออวดโอ้และตบหน้าคนอื่น”
หลี่หาวเหริน “…”
“สรุปแล้วเรื่องเวียนว่ายตายเกิดที่เล่าลือกันเชื่อไม่ได้ทั้งนั้น ไม่ก็เป็นเรื่องที่คิดขึ้นเอง ไม่ก็สร้างข่าวปลอมเพื่อสร้างกระแส รวมถึงเหตุผลแปลกๆ อื่นๆ จากข้อมูลที่ข้ารวบรวมมา ยังไม่เคยมีกรณีการกลับชาติมาเกิดที่เป็นความจริงเลย”
“เรื่องประมุขลัทธิจิ่วอิ่วเกี่ยวข้องกับหลายสิ่ง เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดข้าก็รู้น้อยนัก ตอนนี้คงต้องให้พี่ใหญ่ตัดสินแล้ว”
“งั้นพวกเราไปหาพี่ใหญ่…”
ลู่หยางพูดยังไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงเย็นชาดังมา
“ไม่ต้อง ข้ามาแล้ว”
น้ำเสียงเย็นชา ดุจน้ำแข็งนับหมื่นปี พื้นที่บิดเบี้ยว ร่างงามสายหนึ่งเดินออกมาจากพื้นที่ที่ไม่รู้ที่มา ปรากฏตัวต่อหน้าทั้งสี่คน คือหยุนจือนั่นเอง ช่วงที่พูดคุยกัน ไต้ปู้อฟานได้แจ้งหยุนจือไว้แล้ว
“ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดว่า น้องหลี่จะเป็นการกลับชาติมาเกิดของผู้ทรงพลัง การกลับชาติมาเกิดไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงการพูดเลื่อนลอย หากน้องหลี่เป็นการกลับชาติมาเกิดของประมุขลัทธิจิ่วอิ่วจริง ก็มีความเป็นไปได้เดียวคือฝีมือของผลการบำเพ็ญ”
หยุนจือนึกถึงการคาดเดาเกี่ยวกับบทบาทของสี่ลัทธิมารใหญ่
“หรือว่าลัทธิจิ่วอิ่วสร้างจุดเริ่มของผลการบำเพ็ญวัฏสงสารได้ตั้งแต่นานมาแล้ว?”
“ปล่อยวางจิตใจ อย่าคิดอะไรทั้งสิ้น”
หลี่หาวเหรินรีบทำจิตใจให้ว่างเปล่า ไม่มีฝุ่นละอองแม้แต่น้อย ไม่คิดอะไรเลย
ดวงตาทั้งสองของหยุนจือราวกับบรรจุดวงดาวทั้งฟ้า งดงามยิ่งนัก สะกดจิต ดูเหมือนจะรวมความลึกลับทั้งหมดของโลกไว้ในนั้น ทำให้คนหลงใหล ดวงตาคู่นี้ราวกับดวงตาในตำนานที่มองทะลุทุกสิ่ง หรือเหมือนตาทิพย์หนึ่งในหกอภิญญาของพุทธะ มีเพียงไต้ปู้อฟานที่รู้ว่านี่คือวิชาที่พี่ใหญ่คิดค้นขึ้นเอง ในโลกนี้มีเพียงนางคนเดียวที่ใช้เป็น
หลี่หาวเหรินรู้สึกว่าความลับทั่วร่างของตนถูกพี่ใหญ่มองทะลุปรุโปร่ง ทั้งประสบการณ์การเติบโต กระบวนการบำเพ็ญ เส้นทางจิตใจ … ทุกสิ่งล้วนหนีไม่พ้นดวงตาคู่นี้
หยุนจือเก็บสายตากลับ หลับตาแล้วลืมขึ้น ดวงตากลับมาเป็นปกติ หลี่หาวเหรินถอนหายใจโล่งอก เมื่อครู่แรงกดดันจากพี่ใหญ่รุนแรงเกินไป
“ที่แท้ก็อย่างนี้นี่เอง”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจที่ไม่อาจโต้แย้ง ราวกับหยั่งรู้บางสิ่งบางอย่าง
ลู่หยางรีบถาม “พี่ใหญ่มองเห็นอะไรหรือ?”
หยุนจือพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยและเย็นชา
“ที่แท้ก็มีสิ่งที่ข้ามองไม่เห็นด้วยเหมือนกัน”
ลู่หยาง “…”