ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 243 บันทึกการผจญภัยของเซียนอมตะ
“เก็บๆ เก็บๆ เก็บเห็ด เก็บได้ดอกเห็ดเล็กๆ…”
เสียงเพลงโบราณดังก้องในป่าทึบ เสียงไพเราะอ่อนหวาน สดใส ร่าเริง ฟังปุ๊บก็รู้ว่าเจ้าของเสียงเป็นเด็กสาวที่ร่าเริงสดใส
แต่ถ้ามีใครได้เห็นรูปลักษณ์ของเจ้าของเสียง จะต้องตกใจมากแน่ๆ เจ้าของเสียงเป็นชายหัวโล้น หน้าตาสง่างาม สวมเสื้อผ้าที่ทำจากใบไม้ปกปิดร่างกาย ยากที่จะจินตนาการว่าคนแบบนี้จะร้องเพลงเด็กได้
เซียนอมตะนั่งยองๆ อยู่ริมทะเลสาบ มองดูรูปร่างของร่างกาย กลอกตาไปมา
“ไอ้หนูลู่หยางนี่หน้าตาก็ไม่ได้น่าเกลียด แต่ก็เป็นผู้ชายนี่นา ในเมื่อลู่หยางไม่อยู่ เปลี่ยนเป็นรูปร่างของข้าดีกว่า?”
เซียนอมตะคิดแล้วก็ทำเลย ในเมื่อได้ออกมาเที่ยว ไม่มีใครควบคุม ก็ทำอะไรตามใจชอบสิ นางชูนิ้วสองนิ้วขึ้นมาจรดริมฝีปาก เอ่ยพึมพำบางอย่างเบาๆ ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนของสวรรค์และพิภพ ทำให้พื้นที่โดยรอบพร่าเลือนบิดเบี้ยว
เมื่อพื้นที่กลับคืนสู่สภาพเดิม คนที่นั่งยองๆ อยู่ริมทะเลสาบไม่ใช่ลู่หยางหัวโล้นอีกต่อไป แต่เป็นเด็กสาวอายุราวสิบหกสิบเจ็ด เด็กสาวมีใบหน้าไร้เดียงสา ดวงตาโตเป็นประกาย ผมยาวสยายถึงเอว สวมชุดกระโปรงสีเหลืองนวล เท้างามเปลือยเปล่า เหมือนคุณหนูบ้านไหนแอบหนีออกมา แม้แต่เสื้อผ้ายังไม่ได้แต่งตัวให้เรียบร้อย
“ฮิๆ ข้าน่ารักจัง”
เซียนอมตะเห็นตัวเองกลับมาเป็นรูปร่างเดิมในทะเลสาบ ยิ้มอย่างมีความสุข นางนั่งอยู่ริมทะเลสาบ เท้าเปลือยเปล่า เตะน้ำเล่นเป็นระยะๆ ทำให้เกิดระลอกคลื่นเป็นวงกลม
ปลาตัวเล็กถูกคลื่นบนผิวน้ำดึงดูด นึกว่ามีอาหาร ว่ายเข้ามาใกล้ พอเห็นว่าเป็นมนุษย์เล่นน้ำ ก็ว่ายจากไปอย่างผิดหวัง
แม้ว่าเซียนอมตะจะสามารถเนรมิตอะไรก็ได้ในห้วงจิตของลู่หยาง แต่นั่นก็เป็นแค่สิ่งที่สร้างขึ้นในจิต เล่นไปก็ไม่มีความรู้สึก ไม่เหมือนตอนนี้ แค่เตะน้ำสองทีก็รู้สึกสนุก น้ำในทะเลสาบเย็นฉ่ำ เท้าเล็กๆ แช่อยู่ในน้ำ สบายจนทำให้นางยิ้มหน้าบาน
นางเก็บกิ่งไม้ยาวๆ กิ่งหนึ่งจากริมทะเลสาบ ใช้พลังเซียนของตนเป็นเส้นเบ็ด พันรอบกิ่งไม้ ทำเป็นคันเบ็ดอย่างง่ายๆ
“เฮ้โย!”
นางไม่ได้ใส่เหยื่อด้วยซ้ำ โยนเบ็ดลงไปเลย เน้นที่ความสบายใจ เส้นเบ็ดที่รวมตัวจากพลังเซียนมีแค่เส้นเดียว แต่นั่นก็คือพลังเซียน เป็นพลังเฉพาะของเซียน ไม่จำเป็นต้องใช้เหยื่อ เส้นเบ็ดนั่นแหละคือเหยื่อที่ดีที่สุด
เซียนอมตะหรี่ตานอนเอกเขนกอยู่ริมทะเลสาบ ไม่รู้ใช้วิชาอะไร ริมทะเลสาบเป็นโคลน แต่นางนอนอยู่ตรงนั้น บนตัวไม่มีคราบสกปรกแม้แต่นิดเดียว ถ้าลู่หยางอยู่ตรงนี้ก็จะจำได้ว่า นี่คือคาถาซักผ้าที่เขาคิดถึงมาก แต่คาถาซักผ้าที่เซียนอมตะใช้นั้นเหนือกว่าที่หลันถิงสอนหลายระดับ เข้าขั้นวิชาเซียนแล้ว ใช้แทบไม่ต้องใช้พลังเลย
ไม่นานก็มีปลาตัวใหญ่ติดเบ็ด กัดเส้นเบ็ดแน่น ปลาตัวใหญ่อยากจะแปรร่างเอาพลังเซียนเส้นนี้ แต่ระดับต่างกันมากเกินไป ไม่สามารถแปรร่างได้
“ติดเบ็ดแล้วหรือ?”
เซียนอมตะลุกพรวดขึ้นมา ดวงตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น มือขวาออกแรงดึง ปลาหัวโตตัวหนึ่งกระโดดพ้นผิวน้ำ
“อ้าว เป็นปลาหัวโตนี่เอง ไม่สวยก็ไม่อร่อย ไม่มีคุณค่าทางอาหารด้วย”
เซียนอมตะส่ายหน้าอย่างผิดหวัง ตบหน้าปลาหัวโตเบาๆ บอกให้มันคายเบ็ด แล้วโยนกลับลงทะเลสาบ
“ชาติหน้าเกิดใหม่เป็นสัตว์ที่อร่อยๆ นะ”
เซียนอมตะเตือนปลาหัวโต ไว้ชีวิตมัน สัตว์น้ำต้องรู้จักตอบแทนบุญคุณ ปลาหัวโตยังไม่มีสติปัญญา จะฟังเข้าใจได้อย่างไร
หลังจากปลาหัวโตจากไป สัตว์น้ำนานาชนิดก็ติดเบ็ดมา ทั้งปลา กุ้ง ปู หอย รวมถึงสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังยุคโบราณอีกมากมาย เซียนอมตะไม่รู้จักพวกมันด้วยซ้ำ ไม่รู้จักก็ไม่เป็นไร นางมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการทำอาหารมากมาย อะไรกินได้ อะไรกินไม่ได้ แค่ลองชิมครั้งเดียวก็รู้ ไม่นานข้างๆ เซียนก็เต็มไปด้วยสัตว์น้ำ นางกลัวสัตว์น้ำจะหนี จึงเอาน้ำกับดินดำมานวดเข้าด้วยกันทำเป็นโคลน แล้วใช้โคลนล้อมเป็นวงเล็กๆ กักสัตว์น้ำทั้งหมดไว้
ทันใดนั้น เงาดำสายหนึ่งพุ่งขึ้นมาจากผิวน้ำอย่างรวดเร็ว ทั้งตัวเต็มไปด้วยหนาม เหมือนเม่น แต่หนามสั้นกว่าเม่นมาก ทะเลสาบนี้ใหญ่กว่าทะเลสาบที่เต่าแก่ควบคุมหลายเท่า เจ้าของทะเลสาบที่ควบคุมที่นี่ได้ก็ต้องมีพลังไม่ธรรมดา
เงาดำคือเจ้าของทะเลสาบ พลังขั้นแก่นทองคำระดับสูง ไม่รู้ว่ามีมนุษย์และปีศาจกี่คนถูกมันกลืนกินตอนที่มาดื่มน้ำ มันเห็นเซียนอมตะ น้ำลายไหลยืด แม้จะดูเหมือนเด็กสาวขั้นสร้างฐานระดับสูง แต่ไม่รู้ทำไม มันรู้สึกว่าถ้ากินเด็กสาวคนนี้ได้ มันจะสามารถทำลายแก่นและกลายเป็นทารก กลายเป็นสัตว์ปีศาจขั้นทารกแรกกำเนิดได้ทันที ตอนนั้น มันก็จะสามารถขยายอาณาเขต แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
ลู่หยางมีพลังขั้นสร้างฐานระดับสูง ร่างแยกต้นโพธิ์สามารถรับช่วงพลังได้แปดส่วน นั่นก็หมายความว่าตอนนี้เซียนอมตะมีระดับพลังแค่ขั้นสร้างฐานระดับสูงเท่านั้น
เซียนอมตะกะพริบตาที ก็ถูกเจ้าของทะเลสาบกลืนเข้าไปในท้อง เจ้าของทะเลสาบไม่กังวลว่าเซียนอมตะจะโจมตีจากภายใน มันกินยาที่มีพิษกัดกร่อนรุนแรง คนที่ถูกมันกลืนเข้าไป ต่อให้อยากจะโจมตี พลังของวิชาก็จะถูกน้ำย่อยกัดกร่อน ทำอันตรายมันไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
“วิชาหลบน้ำ…ช่างมันเถอะ ใช้มวยยี่หร่าดีกว่า”
หมัดนุ่มนิ่มกระแทกเข้าที่ผนังกระเพาะ เจ้าของทะเลสาบรู้สึกแค่ว่าในท้องคล้ายมีคลื่นยักษ์ถาโถม หรือจะพูดให้หนักกว่านั้น เหมือนมีพลังมหาศาลคนละชนิดกำลังปั่นป่วนร่างกายมัน
“เดี๋ยวก่อน ปล่อยข้า…”
เจ้าของทะเลสาบยังพูดคำขอร้องไม่ทันจบ พลังจากมวยยี่หร่าก็ฉีกร่างมันออกเป็นหลายส่วน เซียนอมตะถือเนื้อชิ้นหนึ่งของเจ้าของทะเลสาบ ว่ายกลับขึ้นผิวน้ำ ตอนแรกนางตั้งใจจะใช้วิชาหลบน้ำจัดการเจ้าของทะเลสาบ แต่นางคิดอีกที เจ้าของทะเลสาบเป็นสิ่งมีชีวิตที่นางไม่เคยเห็น ไม่รู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร ถ้าใช้วิชาหลบน้ำทำให้เจ้าของทะเลสาบแห้งเหือด จะกินอย่างไร? นี่จึงเปลี่ยนใจกะทันหัน ใช้มวยยี่หร่าแทน
มวยยี่หร่า ปรับลมปราณ บำรุงกระเพาะ ต่อยใส่ร่างกายคนอื่น สามารถบำรุงร่างกายเขาได้ แต่ถ้าร่างกายเขาแข็งแรงดีอยู่แล้ว มวยยี่หร่านี้ก็กลายเป็นยมทูต
“วิชามวยเก่งขนาดนี้ ทำไมลู่หยางไม่ยอมเรียนนะ? เปียกแฉะไปหมด ไม่สบายตัวเลย วิชาหลบน้ำ”
พอคำว่า “วิชาหลบน้ำ” หลุดจากปาก น้ำบนตัวและรอบๆ ก็ถูกผลักออกไปอย่างรวดเร็ว ยังมีพลังล่องหนช่วยพยุงนางไว้ นางเดินบนผิวน้ำ มือไพล่หลัง หิ้วเนื้อชิ้นหนึ่งของเจ้าของทะเลสาบ ฮัมเพลงเดินกลับริมทะเลสาบ สบายอกสบายใจ
“ไม่รู้ว่ารสชาติของเจ้าของทะเลสาบจะเป็นอย่างไร”
สัญชาตญาณของพ่อครัวเซียนบอกนางว่า รสชาติของเจ้าของทะเลสาบน่าจะไม่เลว
“ไม่มีหม้อเลย”
เซียนอมตะเกาหัว แถวนี้ไม่มีเครื่องครัวเหมือนจริงๆ สักชิ้น นางเห็นใบบัวบนผิวน้ำ ตาเป็นประกาย
“มีแล้ว! ใช้ใบบัวห่อไว้แล้วเอาโคลนพอกด้านนอก เอาไฟย่าง ก็กินได้แล้ว!”
นางไม่ได้เอาเครื่องปรุงมา ก็ต้องหาของในที่นี้ ใช้พืชริมทะเลสาบที่ดูคล้ายเครื่องปรุงมาแทนเครื่องปรุงจริง
“เพลิงอมตะ”
นางพ่นเปลวไฟแท้ออกมา เป็นไฟที่ชาวโลกไม่รู้จัก แยกออกมาต่างหากจากไฟแท้หนึ่งร้อยแปดชนิด เพลิงอมตะอ่อนโยน เผาผลาญอาหาร ความร้อนแผ่จากในสู่นอก ไม่นานก็ส่งกลิ่นหอมสดชื่น
ตอนที่เซียนอมตะกำลังจะเริ่มกิน เสียงอ่อนโยนเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหลังนาง
“น้องสาวน้อย ทำไมมาอยู่ที่นี่คนเดียวล่ะ? ที่นี่อันตรายนะ”
เซียนอมตะหันไปมอง บนใบหน้าเขียนไว้ด้วยความไร้เดียงสาและความไม่รู้ บนแก้มยังมีรอยโคลนติดอยู่สองสามจุด เป็นโคลนที่กระเด็นขึ้นมาตอนทำปลาห่อใบบัว ข้างหลังนางมีคนยืนอยู่สี่คน ล้วนมีพลังขั้นแก่นทองคำ ไม่รู้ว่าเป็นความคิดไปเองหรือไม่ เซียนอมตะรู้สึกว่าพวกเขายิ้มอย่างมีเลศนัยแวบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มใจดีมีเมตตา
“น้องสาวน้อย คนที่บ้านของเจ้าล่ะ?”