ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 284 สายสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างท่านเต๋าปู้อวี่กับคุก
- Home
- ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ!
- บทที่ 284 สายสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างท่านเต๋าปู้อวี่กับคุก
ลู่หยางได้ยินว่าท่านเต๋าปู้อวี่ถูกขังอยู่ในคุก หลุดปากออกมาว่า “อาจารย์เข้าคุกอีกแล้วหรือ?”
เดี๋ยวก่อน เหตุใดข้าจึงพูดคำว่า “อีก”?
หยุนจือถอนหายใจเบาๆ พยักหน้า “ถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่มันก็เป็นเรื่องจริง”
“ข้าเคยบอกอาจารย์หลายครั้งแล้วว่า ‘หากภายหน้าท่านไปก่อเรื่องอะไรขึ้นมา ก็อย่าได้บอกว่าพวกข้าเป็นศิษย์ของท่านก็แล้วกัน’”
“แต่ถึงอย่างไรก็เป็นศิษย์อาจารย์กัน ต่อให้อาจารย์ไปทำตัวน่าอับอายในที่สาธารณะ หากพวกข้าเจอท่านข้างนอก ก็ต้องเรียกท่านว่า ‘อาจารย์’ ไม่อาจแกล้งทำเป็นไม่รู้จักได้”
“…เมื่อครู่ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำว่า ‘อาจารย์’ กระมัง ไม่ใช่เรื่องที่ว่าเหตุใดท่านถึงเข้าคุก?”
“อาจารย์เขียนจดหมายมาขอให้ส่งคนไปช่วยท่านออกจากคุก ตามธรรมเนียมแล้วผู้อาวุโสที่สี่จะเป็นผู้ไปช่วย คราวนี้ข้าเห็นว่าอาจารย์อยู่ที่มณฑลต้าเอี้ยน พวกเราจัดการเรื่องโบราณสถานอมตะเสร็จแล้ว พอดีจะได้ไปเยี่ยมท่าน ดูซิว่าครั้งนี้ท่านเข้าคุกเพราะเรื่องอะไร”
“อาจารย์เข้าคุกบ่อยหรือขอรับ?”
“จะว่าบ่อยก็ไม่เชิง แต่ท่านอยู่ในคุกนานกว่าผู้คุมส่วนใหญ่เสียอีก”
“…”
“ด้วยประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของอาจารย์ ท่านคิดว่าผู้คนเกิดมาชาติหนึ่ง ต้องทิ้งอะไรไว้บ้าง ท่านจึงเขียนหนังสือตามประสบการณ์ตรงของตัวท่านเอง ได้รับการสนับสนุนจากราชสำนัก”
ลู่หยางถามอย่างสงสัย “อาจารย์เขียนอะไรหรือขอรับ?”
“‘สองพันปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของคุกในราชวงศ์ต้าเซี่ย’”
หยุนจือยกตัวอย่างมาสองสามเรื่อง “ข้าได้ยินมาว่าในยุคเก้าผู้กล้าแห่งสำนักเวิ่นเต๋า สิ่งที่อาจารย์ทำบ่อยที่สุดคือขับกระบี่ตอนเมา ถูกข้อหาขับขี่อันตราย ต้องติดคุกคราวละหลายเดือน”
หยุนจือยังอธิบายต่อ เพื่อให้ลู่หยางเข้าใจสถานการณ์กฎหมายในปัจจุบันของราชวงศ์ต้าเซี่ย “นี่เป็นกฎหมายอาญาที่ผู้บำเพ็ญละเมิดบ่อยที่สุด ไม่ใช่แค่ขับกระบี่ ยังรวมถึงขับน้ำเต้า ขับขลุ่ยหยก และอื่นๆ ผู้บำเพ็ญหลายคนดื่มสุราแล้วไม่ยอมใช้พลังขจัดฤทธิ์สุรา เมามายลอยไปบนท้องฟ้า ราชวงศ์ต้าเซี่ยห้ามปรามเท่าไรก็ไม่เชื่อ”
“อาจารย์เคยปลอมตัวเป็นหมอดูด้วย นั่งทำท่าขลังบอกลูกค้าว่าวันนี้ท่านจะถูกผู้คนโกงเงิน หากไม่อยากถูกโกงต้องจ่ายหินวิเศษมาแก้เคล็ด ลูกค้าเชื่อคำพูดอาจารย์ จ่ายหินวิเศษให้อาจารย์แก้เคล็ด อาจารย์รับหินวิเศษแล้วบอกว่าเห็นหรือไม่ ข้าทำนายถูกใช่หรือไม่ว่าวันนี้ท่านจะถูกโกง?”
“แล้วท่านก็ถูกจับเข้าคุก”
เรื่องที่ท่านเต๋าปู้อวี่ทำมีมากมาย หยุนจือเล่าให้ลู่หยางฟังได้เพียงสองสามเรื่อง
“น้องเล็กเคยได้ยินหรือไม่ว่าอาจารย์เคยคิดค้นวิชาหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า ‘วิชาย่อขยาย (ฉบับเฉพาะส่วน)’ เรียนรู้ง่าย ใช้ได้ไว”
ลู่หยางพยักหน้า นั่นคือวิชาที่บุรุษขยายส่วนล่าง สตรีขยายส่วนบน เป็นวิชาประหลาดที่เขาเคยได้ยินมา และยังใคร่จะเรียนรู้สักครั้ง แต่ยังไม่มีโอกาส
“แต่เดิมราชสำนักจะตั้งข้อหาอาจารย์ว่าผลิต ทำซ้ำ จัดพิมพ์ จำหน่าย และเผยแพร่สื่อลามกเพื่อหากำไร ผู้อาวุโสที่สี่ยืนหยัดต่อสู้อ้างเหตุผลว่าวิชานี้ของอาจารย์เป็นวิชาบำรุงร่างกาย ไม่มีเจตนาลามก ถกเถียงกันไปมา สุดท้ายราชสำนักยอมถอยหนึ่งก้าว ไม่ตัดสินว่าอาจารย์มีความผิด แต่ก็ขอให้อาจารย์เลิกเผยแพร่วิชานี้ และให้จ่ายภาษีขายหนังสือย้อนหลัง”
“ผู้อาวุโสที่สี่น่าชื่นชมยิ่งนัก!” ลู่หยางไม่คิดว่าผู้อาวุโสที่สี่ที่ปกติมองอาจารย์ไม่ค่อยดี ในยามคับขันกลับยืนหยัดปกป้อง ช่วยให้อาจารย์พ้นจากโทษจำคุก
หยุนจือมองลู่หยางแวบหนึ่ง พูดเรียบๆ ว่า “เพราะผู้อาวุโสที่สี่ก็มีส่วนร่วมในการขาย หากอาจารย์มีความผิด ท่านก็หนีไม่พ้น”
“หรืออีกนัยหนึ่งคือ หากอาจารย์มีความผิด เก้าผู้กล้าแห่งสำนักเวิ่นเต๋าจะต้องพบกันในคุกทั้งหมด”
“ไม่ว่าจะอย่างไร ครั้งนั้นอาจารย์รวยเละ เป็นช่วงที่มีเงินมากที่สุด ใช้หินวิเศษอย่างไม่คิดชีวิต”
“อาจารย์เคยเลียนแบบผู้อาวุโสผู้เฒ่าไปเที่ยวหอนางโลม ตอนนั้นอาจารย์สวมทองประดับเพชร ทำตัวเหมือนเศรษฐีใหม่ แม่เล้าดีใจจนยิ้มไม่หุบ คิดว่าได้ลูกค้ารายใหญ่ ต่อมาอาจารย์ขอใบเสร็จ แม่เล้าหน้าบึ้ง คิดว่าอาจารย์มาก่อกวน ปฏิเสธที่จะออกใบเสร็จ”
“อาจารย์เห็นว่าการกระทำของหอนางโลมเป็นการหลบเลี่ยงภาษี จึงไปแจ้งความกับทางการ สุดท้ายทางการตัดสินว่าหอนางโลมหลบเลี่ยงภาษี จับแม่เล้าเข้าคุก และตัดสินว่าอาจารย์เที่ยวหอนางโลมเสเพล จึงจับอาจารย์เข้าคุกด้วย”
“หลังจากยุคเก้าผู้กล้าแห่งสำนักเวิ่นเต๋าจบลง ผู้อาวุโสผู้เฒ่าถอนตัว อาจารย์กับอีกแปดคนได้ควบคุมอำนาจสำนักเวิ่นเต๋า อาจารย์ก็ยังไม่สงบเสงี่ยม”
“ท่านคงรู้ว่าผู้อาวุโสที่หนึ่งชอบสร้างสุสาน อาจารย์ก็ไปเป็นเพื่อนท่านออกไปสร้างสุสานทั่วทุกที่ ขณะขุดหลุมสร้างสุสาน สองคนบังเอิญขุดเจอสุสานจริง ถูกผู้คนแจ้งความว่าเป็นโจรขุดสุสาน ทางการส่งคนมาจับ สองคนนึกว่าเป็นผีดิบมา เกือบจะต่อสู้กัน”
เซียนอมตะที่อยู่ในห้วงจิตฟังแล้วทึ่งจนต้องเอ่ยออกมา สำนักเวิ่นเต๋าช่างมีผู้คนประหลาดและอัจฉริยะมากมาย การได้อยู่ในห้วงจิตของลู่หยาง ช่างทำให้ได้เห็นโลกกว้าง
ลู่หยาง: “…”
ลู่หยางรู้สึกว่าตัวข้าที่มีเซียนอมตะอยู่ข้างหน้าและท่านเต๋าปู้อวี่อยู่ข้างหลัง ภายใต้อิทธิพลของคนทั้งสอง ที่ข้ายังคงยึดมั่นในหลักการทำงานอย่างจริงจัง เป็นคนดีมีศีลธรรม นับเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย
“อาจารย์เป็นถึงขั้นรวมร่างนะขอรับ เหตุใดถึงถูกจับได้?”
ในฐานะเจ้าสำนักเวิ่นเต๋า ผู้ทรงพลังขั้นรวมร่างสูงสุด อาจเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในขั้นรวมร่าง ต่อให้เอาผู้คนทั้งมณฑลต้าเอี้ยนมารวมกัน ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของท่านเต๋าปู้อวี่
แล้วยังจะถูกจับได้อีก?
“อาจารย์บอกว่าการติดคุกเป็นส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญในโลกมนุษย์”
“แล้วการแหกคุกเป็นส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญในโลกมนุษย์ด้วยหรือไม่ขอรับ?”
หยุนจือเงียบไปนาน มองลู่หยางลึกๆ “อย่าถามอาจารย์คำถามนี้ ข้ากลัวท่านจะคิดถึงจุดนี้”
ลู่หยางเกาศีรษะแกรกๆ อ้อไปคำหนึ่ง “ข้ายังมีคำถามอีกข้อ”
“อะไร?”
“พวกเราไม่ควรจะไปเยี่ยมอาจารย์ในคุกหรือขอรับ เหตุใดพวกเรานั่งกินข้าวกันอยู่?”
ตอนนี้ ลู่หยางกับหยุนจืออยู่ในห้องส่วนตัว ตรงหน้ามีอาหารเลิศรสมากมาย
หลังจากออกจากโบราณสถานอมตะ หยุนจือไม่ได้ไปที่คุกโดยตรง แต่พาลู่หยางมาที่ภัตตาคารที่ดีที่สุดในมณฑลต้าเอี้ยน สั่งอาหารพื้นเมืองทั้งหมด ทำให้ลู่หยางตกใจ
เขาใคร่จะถามว่า อาจารย์ถูกขังอยู่ใกล้ๆ แต่พวกเราสองคนมานั่งกินดื่มกันเช่นนี้ ดูจะไม่เหมาะสมไปหน่อยหรือ?
แต่พิจารณาแล้วว่าผู้ที่นั่งตรงหน้าคือพี่ใหญ่ สุดท้ายก็ไม่กล้าถาม
หยุนจือกินลูกชิ้นเนื้อนึ่งคำหนึ่ง ลูกชิ้นเนื้อนุ่มแน่น กัดลงไปน้ำซุปไหลทะลัก นางพอใจมาก
หยุนจือวางตะเกียบลง อธิบายอย่างไม่แสดงอารมณ์ “น้องเล็ก เจ้าต้องเข้าใจ อาจารย์คืออะไร ท่านคือผู้อาวุโสของพวกเรา สิ่งที่ผู้อาวุโสหวังที่สุดคือการเห็นลูกหลานมีสุขภาพดี เติบโตแข็งแรง พวกเราอยู่ที่นี่ กินดีอยู่ดี หากอาจารย์ในคุกรู้ความเป็นอยู่ของพวกเรา ท่านคงจะยิ้มแย้มแจ่มใส”
ลู่หยางรู้สึกว่าที่พี่ใหญ่พูดมาก็มีเหตุผล แต่ก็ยังรู้สึกว่ามีบางสิ่งแปลกประหลาด
รู้สึกว่าช่วงนี้สมองไม่ค่อยดี เป็นผลข้างเคียงจากการต่อสู้ด้วยมวยหวงโต้วโต้วหรือไม่?