ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 335: แก่นที่ตัดขาดสายใยโชคชะตา
แม้จะไม่ค่อยเหมาะที่จะพูดเรื่องพ่อเที่ยวโสเภณีต่อหน้าลูกสาว แต่พอนึกถึงว่าตนเองทนทุกข์ทรมานกับความทรงจำของชิ่นห่าวเหรินมาขนาดไหน หลี่หาวเหรินก็ปลดภาระทางจิตใจ เล่าประวัติด่างพร้อยของชิ่นห่าวเหรินต่อ
ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวแอบสังเกตชิ่นเหยียนเหยียน พบว่านางไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคืองหรือผิดหวังแต่อย่างใด
ชิ่นเหยียนเหยียนสังเกตเห็นท่าทางแอบๆ ของทั้งสอง จึงย้อนถาม “พวกเจ้าสองคนมองข้าทำไม คนในลัทธิมารจะเป็นคนดีได้อย่างไร ข้าถึงกับคาดการณ์สถานการณ์แบบนี้ไม่ได้หรือ?”
ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวคิดดู ก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองก็เป็นคนของลัทธิมารเหมือนกัน
หลี่หาวเหรินเล่าต่อ “ตอนนั้นชิ่นห่าวเหรินยังไม่ได้เป็นประมุข มักจะใช้เงินเท่าไรก็ได้เท่านั้น ไม่เคยเก็บออม ยึดหลักมีสุราวันนี้ก็ดื่มวันนี้”
“ดังนั้นเวลาไม่มีเงิน เขาก็มักจะขายร่างกาย ก็คือขายเลือดนั่นแหละ”
“แน่นอนว่าเขาก็มีความระมัดระวัง ก่อนขายเลือดก็ลบร่องรอยของตัวเองในเลือดก่อน เพราะมีวิชาที่ใช้เลือดสาปแช่งได้ ชิ่นห่าวเหรินก็หลีกเลี่ยงสถานการณ์แบบนั้น”
“หลังจากประมุขรุ่นก่อนหน้าสองรุ่นสิ้นใจไปด้วยความโมโหฉุนเฉียว ชิ่นห่าวเหรินคิดว่าลัทธิจิ่วอิ่วมีทั้งคนมากและเงินมาก เป็นประมุขแล้วจะใช้เงินอย่างไรก็ได้สินะ?”
“เขากวาดล้างอุปสรรคมากมาย เอาชนะคู่แข่ง ได้เป็นประมุขสมใจ แต่กลับพบว่าลัทธิจิ่วอิ่วไม่ได้รวยอย่างที่คิด”
“และตอนนี้จะถอนตัวก็ไม่ทันแล้ว”
ลู่หยางนึกภาพออกว่าตอนนั้นชิ่นห่าวเหรินคงสิ้นหวังแค่ไหน:
เขาดีใจที่ได้เป็นประมุข คิดว่าจะได้เรียกลมเรียกฝน ใช้ชีวิตในสระสุราทะเลเนื้อ แต่กลับพบว่าลัทธิจิ่วอิ่วจนถึงขั้นจ่ายเงินเดือนศิษย์ไม่ไหว และคนข้างล่างก็ไม่รู้เรื่องนี้เลย ถึงเขาจะพูดความจริงว่าประมุขคนก่อนเอาไปลงทุน คนก็จะคิดว่าชิ่นห่าวเหรินเอาเงินหนีไปเอง
เงินของประมุขคนก่อนถูกหลอกไปหมด? เป็นไปได้อย่างไร ปกติพวกเขาลัทธิมารเป็นฝ่ายหลอกคนอื่น เมื่อไรจะมีคนมาหลอกลัทธิมารของพวกเขาได้?
ต้องเป็นชิ่นห่าวเหรินโกหกแน่ๆ!
ด้วยเหตุนี้ หลังจากชิ่นห่าวเหรินเป็นประมุข จึงต้องเปลี่ยนนิสัย แก้ไขความเคยชินเก่าๆ ตั้งหน้าตั้งตาพัฒนา… หรือพูดให้ถูกคือประคองลัทธิจิ่วอิ่วไว้
ลู่หยางสงสัยว่าประมุขลัทธิจิ่วอิ่วคนปัจจุบันก็คงมีความรู้สึกแบบเดียวกัน: คิดว่าการเป็นประมุขเป็นเรื่องดี พอได้เป็นถึงพบว่านี่มันภาระชัดๆ ใครเป็นประมุขคนนั้นก็ซวยแปดชาติ
ประมุขคนปัจจุบันก็พูดความจริงไม่ได้ ทุกคนจะคิดว่า ตอนชิ่นห่าวเหรินเป็นประมุข ลัทธิจิ่วอิ่วยังดำเนินการปกติ ทำไมพอเจ้าขึ้นมาถึงบอกว่าลัทธิจิ่วอิ่วไม่มีเงิน เงินหายไปไหน?
ลู่หยางมีข้อสงสัย ประมุขคนปัจจุบันหาเงินด้วยวิธีไหน เลียนแบบชิ่นห่าวเหรินกู้เงินหรือ?
คำพูดของหลี่หาวเหรินตัดความคิดของลู่หยาง “แน่นอนว่าการงอกใหม่ของชิ่นห่าวเหรินไม่ได้มีไว้แค่ขายเลือด ยังสามารถตัดขาดสายใยโชคชะตาได้ด้วย แต่ข้าเพิ่งสร้างแก่น ยังใช้วิชานี้ไม่ได้”
“อธิบายให้ฟังหน่อย?” ลู่หยางไม่คิดว่าการงอกใหม่จะเชื่อมโยงกับเรื่องล้ำลึกอย่าง “สายใยโชคชะตา” ได้
หลี่หาวเหรินอธิบาย “พวกเจ้าลองคิดดู การงอกใหม่ แขนขาดไปก็งอกใหม่ได้ใช่ไหม?”
“ใช่” ลู่หยางพยักหน้า
“ขาขาดไปก็งอกใหม่ได้ใช่ไหม?”
“ใช่” เมิ่งจิ่งโจวพยักหน้า
“ลำตัวและอวัยวะภายในก็งอกใหม่ได้ใช่ไหม?”
“ใช่” ชิ่นเหยียนเหยียนพยักหน้า
“หัวถูกตัดไปก็งอกใหม่ได้ใช่ไหม?”
“ใช่” ผู้อาวุโสที่ห้าพยักหน้า
หลี่หาวเหรินยิ้มบางๆ ถามว่า “หัว ลำตัว แขนขา ทั้งหมดงอกใหม่ นั่นไม่เท่ากับว่าข้าเปลี่ยนร่างกายทั้งหมดแล้วหรือ?”
“ข้ายังเป็นข้าคนเดิมหรือไม่?”
“!!!”
“เปลี่ยนร่างกายใหม่ทั้งหมด ข้าไม่ใช่ข้าคนเดิมแล้ว สายใยโชคชะตาจะตามหาข้าเจอได้อย่างไร?”
ลู่หยางคิดในใจว่าสมแล้วที่เป็นคนที่ขึ้นเป็นประมุขลัทธิจิ่วอิ่วได้ ช่างเป็นคนใจกล้า วิธีนี้ใครจะคิดออก?
“แต่นี่ก็เกี่ยวข้องกับสายใยโชคชะตา ข้ายังไม่มั่นคงในระดับพลัง รอให้ระดับพลังมั่นคงแล้ว บางทีข้าก็อาจทำได้เหมือนกัน”
หลี่หาวเหรินรู้สึกว่าแก่นทองคำของตนดีมาก ไม่เพียงช่วยในการต่อสู้ ยังตัดขาดสายใยโชคชะตาได้ สมกับชื่อ “กลับชาติมาเกิด”
ระหว่างพูดคุย กระสวยเหาะก็กลับถึงสำนักเวิ่นเต๋า ผู้อาวุโสที่ห้าจับหลี่หาวเหรินไปพบผู้อาวุโสคนอื่นและหยุนจือ ให้พวกเขาดูว่าการสร้างแก่นของหลี่หาวเหรินมีปัญหาหรือไม่
“น้องลู่ น้องเมิ่ง พี่ไต้ปู้ฟานตามหาพวกเจ้า” ศิษย์พี่คนหนึ่งเห็นลู่หยางทั้งสองก็บอก
ทั้งสองคนตกใจ “ตามหาพวกเรา?”
พวกเขาออกไปข้างนอกไม่ได้ทำเรื่องเสียหายอะไรนี่นา?
“หลานสาว เจ้าอยู่ที่ยอดเขาร้อยเซียนก่อน พวกเราขอแยกตัวไปสักครู่” ลู่หยางให้ชิ่นเหยียนเหยียนอยู่ที่ยอดเขาร้อยเซียนก่อน จะบำเพ็ญหรือเดินเที่ยวชมบรรยากาศของสำนักเวิ่นเต๋าก็ได้
ที่ดีที่สุดคือไปเที่ยวที่โรงอาหาร
…
ทั้งสองไปที่หอประชุมรับภารกิจ
“พี่ไต้ พี่ตามหาพวกเรา?”
“ครั้งนี้พวกเรามีผู้อาวุโสที่ห้าไปด้วย ไม่ได้ทำอะไรเกินเลยเลยนะ!” ลู่หยางรีบแสดงความบริสุทธิ์
ไต้ปู้ฟานถอนหายใจโล่งอก “งั้นก็ดี พวกเจ้าสองคนทุกครั้งที่ออกไปข้างนอกก็สร้างเรื่องมากมาย ข้ากลัวว่าสักวันพวกเจ้าจะจัดการลัทธิมารจนหมด แล้วข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเจ้าทำอะไรไป”
ไต้ปู้ฟานเป็นตัวแทนของผู้อาวุโสใหญ่ในการดูแลข่าวกรองของสำนักเวิ่นเต๋า ทุกครั้งที่ลู่หยางทั้งสองออกไปข้างนอกแล้วได้ผลลัพธ์อะไรกลับมา ก็ทำให้ไต้ปู้ฟานต้องจัดระเบียบข่าวกรองใหม่
เขากลัวว่าสักวันสองคนนี้จะมารายงานอย่างร่าเริงว่า “พี่ไต้ ข่าวดีขอรับ สี่ลัทธิมารใหญ่พวกเราจัดการหมดแล้ว”
ไม่มีกระบวนการอะไรเลย ให้ผลลัพธ์มาเลย แบบนั้นเขาในฐานะผู้ดูแลข่าวกรองก็แย่เกินไป
เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์แบบนี้ เขาคิดว่าจำเป็นต้องรู้ว่าทุกครั้งที่พวกเขาออกไปทำอะไรบ้าง
“ครั้งนี้พวกเราแค่ทำให้ลัทธิจิ่วอิ่วเชื่อว่าลัทธิสวรรค์ของพวกเราก่อตั้งโดยผู้ทรงพลังยุคโบราณ และถือโอกาสนี้สร้างความร่วมมือระยะยาวเชิงกลยุทธ์กับลัทธิจิ่วอิ่ว เปิดร้านปิ้งย่างด้วยกัน พวกเราให้เทคนิค พวกเขาให้คน พวกเราได้กำไรหกส่วน พวกเขาได้สี่ส่วน”
“ข้าคาดว่าอีกสักพัก พอพวกเขาเรียนรู้กฎการเปิดร้านต่างๆ ก็จะเร่งความเร็วในการเปิดร้านได้ เชื่อว่าไม่นานคงเปิดร้านปิ้งย่างเครือข่ายไปทั่วทวีปแล้ว”
ไต้ปู้ฟานชื่นชมแผนการของลู่หยางทั้งสองอย่างสูง “นี่เป็นข่าวดีนะ ดูเหมือนลัทธิจิ่วอิ่วจะสงบได้สักพัก อ้อใช่ พวกเจ้าเชิญผู้อาวุโสที่ห้าไป ให้ตำแหน่งอะไรท่าน?”
ตอนนี้มีเรื่องวุ่นวายมากมาย ลดได้เรื่องก็ลดไป
เมิ่งจิ่งโจวตอบอย่างจริงใจ “หนึ่งในเก้าผู้พิทักษ์ของลัทธิสวรรค์ ราชาทรัพย์สมบัติ”
ไต้ปู้ฟานขยับคอ “อ้อ ราชาทรัพย์สมบัติ เป็นตำแหน่งที่ไม่เลว ผู้อาวุโสที่ห้าคงชอบ… เดี๋ยวก่อน เก้าผู้พิทักษ์? เก้าผู้พิทักษ์มาจากไหน?”
ลู่หยางนับนิ้วไปทีละคน “ผู้อาวุโสแปดท่าน อาจารย์ รวมกันก็เก้าคน พวกเรายังเตรียมจะเชิญพี่ใหญ่เป็นประมุขด้วย ถึงอย่างไรลัทธิสวรรค์ก็ประกาศว่าเป็นกลุ่มอำนาจที่ครอบคลุมทั่วฟ้า มีกำลังพลระดับนี้ก็ไม่เกินไปนะ”
“นี่เจ้าเตรียมจะให้ผู้บริหารระดับสูงของสำนักทั้งหมดเข้าร่วมลัทธิสวรรค์ของพวกเจ้าเลยสินะ?!”