ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 362 ออกจากบ้านอย่าบอกว่าเป็ นศิษย์ท่านเต๋าปู้ อวี่
- Home
- ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ!
- บทที่ 362 ออกจากบ้านอย่าบอกว่าเป็ นศิษย์ท่านเต๋าปู้ อวี่
เมิ่งจิ่งโจวกลั้นความอยากใช้หมัดสาปโสด แม้จะถูกหลอก แต่ก็ไม่ถึงกับต้องสาปให้คนอื่นโสด
ไม่มีจริยธรรม
เมื่อหลานถิงยอมแพ้เอง การประลองก็จบลง ผู้บาเพ็ญด้านล่างเวทีดูท่าทางยังไม่จุใจ
นี่คือการต่อสู้ระหว่างอัจฉริยะหรือ ดูแล้วยังไม่หนำใจเลย
“ต่อไปข้าไม่กล้าบอกว่าตัวเองอยู่ขั้นแก่นทองคาตอนต้นแล้ว รู้สึกว่าข้าสิบคนรวมกันก็ยังสู้พวกเขาไม่ได้”
“ใช่ไหมล่ะ ตอนสร้างแก่นทองส าเร็จ ข้ายังคิดว่าตัวเองเป็ นผู้ยิ่งใหญ่ขั้นแก่นทองคา เป็ นบุคคลสาคัญ แต่ดูการต่อสู้ของพวกเขาจบ ข้าคงต้องกลับไปบ าเพ็ญต่อดีกว่า”
บาเพ็ญถึงขั้นแก่นทองคา สามารถทาให้ตระกูลรุ่งเรืองได้ห้าร้อยปี ในท้องถิ่นเล็กๆ สามารถเป็ นผู้ยิ่งใหญ่ได้ เช่น มณฑลเหยียนเจียง มีผู้บาเพ็ญขั้นแก่นทองคาเพียงสามคน
ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงตื่นเต้นที่สร้างแก่นทอง ตื่นเต้นที่มาร่วมงานชมแก่นทองเพื่อผูกมิตร สุดท้ายความมั่นใจถูกการต่อสู้ของลู่หยางและคนอื่นๆ ทาลายจนแหลกละเอียด
ผู้เฒ่าขงค านวณไว้นานแล้วว่าพวกเขาจะเห็นช่องว่าง ความแตกต่างมากเกินไปย่อมยากจะยอมรับได้ “พวกเจ้าไม่จ าเป็ นต้องดูถูกตัวเอง การเป็ นผู้บาเพ็ญขั้นแก่นทองคา ก็เหนือกว่าผู้บาเพ็ญเก้าสิบเก้าในร้อยแล้ว อีกอย่าง พวกเจ้ามีแก่นทองระดับสามกลาง มีโอกาสถึงขั้นทารกแรกกาเนิด จะปฏิเสธตัวเองเพราะการต่อสู้ครั้งเดียวได้อย่างไร?”
หยวนจื้อยิ้มขื่น “ไม่ใช่พวกเราปฏิเสธตัวเอง แต่ช่องว่างระหว่างพวกเรามันใหญ่เกินไป รู้สึกไม่ได้เลยว่าพวกเราเหนือกว่าผู้บ าเพ็ญเก้าสิบเก้าในร้อย”
ผู้เฒ่าขงส่ายหน้า “พวกเจ้าอย่าไปเทียบกับศิษย์ส านักเซียน โดยเฉพาะห้าคนวันนี้ หลายร้อยปีหลายพันปีถึงจะมีอัจฉริยะแบบนี้สักคน แต่กลับมารวมตัวกันในยุคนี้ เพราะอะไร เพราะพวกเขาเกิดมาตามวาสนา สามารถเด่นดังในยุคทอง หรือแม้แต่เป็ นตัวละครหลักที่นาพายุคทอง!”
ผู้เฒ่าขงพูดชัดเจนแล้ว พวกเจ้าถือว่าเก่งในหมู่ผู้บาเพ็ญทั่วไป ในดินแดนกลางมีเยอะแยะ ลู่หยางทั้งห้าเป็ นอัจฉริยะที่พันปีถึงจะมีสักครั้ง ไม่มีอะไรให้เปรียบเทียบ อย่าหาเรื่องให้ตัวเองเดือดร้อนเลย
ทายาทตระกูลเหยียน กู้ชีเซิง และคนอื่นๆ ที่ถูกคัดออก ล้วนสังเกตการต่อสู้บนเวทีประลอง ตาเป็ นประกาย
ทุกคนอายุไม่ถึงสิบแปด พวกเขาไม่เพียงสร้างแก่นทองแล้ว ยังสามารถท้าสู้ข้ามขั้นได้ แต่ดูพวกตน ยังกังวลเรื่องสร้างแก่นทอง ช่องว่างเห็นได้ชัด
แต่พวกเขาไม่ท้อแท้ ช่องว่างใหญ่เกินไปท าให้ไม่เกิดความคิดจะเทียบชั้น เพียงแต่รู้สึกว่าลู่หยางและคนอื่นๆ เก่งมาก ผ่านการดูการต่อสู้ครั้งนี้ พวกเขาตระหนักถึงข้อบกพร่องของตน ตัดสินใจว่ากลับไปต้องบ าเพ็ญต่อ
…
ลู่หยางไม่ทันสังเกตสถานการณ์ทางเมิ่งจิ่งโจว ได้ยินว่าเขาจบการต่อสู้เร็วที่สุด รู้สึกประหลาดใจมาก
“เจ้าแพ้เร็วขนาดนี้ได้อย่างไร?”
เมิ่งจิ่งโจวหน้าดาไล่ลู่หยาง “ไปๆๆ อย่ามาพูดเรื่องนี้กับข้า ระวังข้าจะใช้หมัดสาปโสดกับเจ้าสักชุด”
ลู่หยางไม่กลัวคาขู่ของเมิ่งจิ่งโจว เขามีเซียนคุ้มครอง จะถูกเมิ่งจิ่งโจวสาปได้อย่างไร?
ขณะพูดคุย หลานถิงเดินเข้ามา ในมือถือก้อนหินสามสีขนาดฝ่ามือ
“นี่คืออะไร?”
หลานถิงยิ้มพูด “ศิษย์พี่ลู่หยางลืมแล้วหรือ? รางวัลที่หนึ่ง วัตถุวิเศษสร้างแก่นทอง สามารถเพิ่มโอกาสสร้างแก่นทองได้ห้าส่วนสิบ”
ลู่หยางเคยได้ยินของแบบนี้ เป็ นที่ต้องการของผู้บาเพ็ญครึ่งขั้นแก่นทองคา ขั้นแก่นทองเสมือน และอื่นๆ ราคาแพงจนสามารถทาให้พวกเขาหมดตัวได้
สานักเวิ่นเต๋ามีทุกอย่าง แต่ไม่มีวัตถุวิเศษสร้างแก่นทอง สถานการณ์นี้เกิดขึ้นกับสี่สานักที่เหลือเช่นกัน
ล้วนเป็ นอัจฉริยะ จะใช้ของนอกกายช่วยสร้างแก่นทองท าไม?
ลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจวได้ที่หนึ่งและที่สอง สามารถได้รับวัตถุวิเศษสร้างแก่นทองสองชิ้นและคู่มือสร้างแก่นทองสองเล่ม
“หลานถิงอย่าล้อเล่นเลย ข้ากับเมิ่งจิ่งโจวเอาของพวกนี้ไปทาอะไร ให้ที่สามกับที่สี่เถอะ”
หลานถิงยิ้มเก็บวัตถุวิเศษสร้างแก่นทอง นี่เป็ นของสะสมส่วนตัวของนาง นาออกมาแกล้งลู่หยาง วัตถุวิเศษสร้างแก่นทองที่เป็ นรางวัลจริงๆ มอบให้ที่สามและที่สี่ไปแล้ว
ไป๋ หมิงและเหยียนเทียนจื้อก็เดินเข้ามา เชิญชวน “นานๆ จะได้เจอกันสักที หาที่นั่งคุยกันไหม?”
“ได้สิ” ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวตอบรับ
ล้วนเป็ นศิษย์ห้าส านักเซียน ไม่พ้นต้องติดต่อกัน
“ผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ปกครองแคว้นแนะน าร้านอาหารให้พวกเราหลายร้าน ล้วนเป็ นร้านดังในเมือง เปิดสาขาชั่วคราวที่นี่”
ไป๋ หมิงพาทั้งสี่มาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง สามชั้น แม้จะสร้างชั่วคราวด้วยเวทมนตร์ แต่ตกแต่งเหมือนร้านเก่าแก่พันปี เห็นได้ว่าใส่ใจ
เซี่ยวเอ้อเห็นไป๋ หมิงเข้ามา ถามอย่างกระตือรือร้น “ท่านอาจารย์ ท่านต้องการบิณฑบาตหรือ?”
“…ข้ามากินข้าว”
“กินเจหรือ?”
ไป๋ หมิงโกรธ “ข้าไม่ใช่พระ!”
เซี่ยวเอ้อนึกถึงข่าวลือหนึ่ง ในยุทธภพมีวิชายุทธ์ชนิดหนึ่ง ใช้เส้นผมเป็ นอาวุธ เส้นผมแต่ละเส้นสามารถใช้เป็ นอาวุธได้ พลังมหาศาล แต่วิชานี้มีข้อเสีย คือเส้นผมที่ใช้แล้วจะไม่งอกใหม่ ใช้ไปหนึ่งเส้นหายไปหนึ่งเส้น
มีคนเก็บคัมภีร์วิชานี้ได้ บาเพ็ญจนแตกฉาน เจอศัตรูที่แข็งแกร่ง ต่อสู้กับศัตรูจนผมร่วงหมด จึงออกบวช
ดังนั้นจึงมีคนสงสัยว่าวิชานี้เป็ นวิชาที่พุทธสานักแพร่ออกมา เพื่อหาคนบวช
เซี่ยวเอ้อมองไป๋ หมิงด้วยสายตาสงสาร อีกคนที่ยอมรับไม่ได้ที่ผมร่วงหมด
“อ้อใช่ นี่ให้เจ้า ใช้ไปก่อน” เห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ลู่หยางจึงหยิบวิกผมออกมา ส่งให้ไป๋ หมิง
ตั้งแต่เรียนรู้หมัดอรหันต์ ลู่หยางมักเตรียมวิกผมไว้ เผื่อไว้ไม่เสียหาย นี่ไง ตอนนี้ก็ได้ใช้แล้ว
ไป๋ หมิงมองวิกผมที่ต้นเหตุของเรื่องยื่นมาให้ กลั้นความอยากชักหอกแทงลู่หยางให้ตาย หงุดหงิดสวมวิกผม
หมัดอรหันต์ของลู่หยางไม่ถึงกับท าให้ผมร่วงแล้วไม่งอกใหม่ สวมวิกผมประทังไปหนึ่งเดือนก็พอ
“แนะนาหน่อย นี่คือเหยียนเทียนจื้อจากสานักเจี้ยนอวี่ เขาไม่ค่อยชอบพูด” ไป๋ หมิงแนะน า
เหยียนเทียนจื้อพยักหน้า ไม่พูดอะไร
ดูเหมือนเป็ นคนพูดน้อย ลู่หยางทักทาย “ข้าชื่อลู่หยาง มาจากสานักเวิ่นเต๋า เป็ นศิษย์ของท่านเต๋าปู้ อวี่”
“เมิ่งจิ่งโจว พวกเราเคยต่อสู้กันแล้ว”
เหยียนเทียนจื้อได้ยินที่มาของลู่หยาง ตาเบิกโต “เป็ น เจ้า นี่เอง อา อาจารย์ ท า ท าให้ อาจารย์ข้า ตาย!”
“อาจารย์ข้าท าให้อาจารย์เจ้าตาย?” ปฏิกิริยาแรกของลู่หยางคือไม่เชื่อ ท่านเต๋าปู้ อวี่จะไม่น่าไว้ใจแค่ไหน ก็คงไม่ทาเรื่องแบบนี้
หลานถิงกระแอมเบาๆ อธิบายว่า “เหยียนเทียนจื้อพูดติดอ่าง พูดสั้นๆ เรื่องไม่ได้เป็ นอย่างที่เจ้าคิด”
“อาจารย์ของเหยียนเทียนจื้อคือประมุขสานักเจี้ยนอวี่ ตอนหนุ่มมีปัญหากับท่านเต๋าปู้ อวี่มาก เมื่อเขารู้ว่าท่านเต๋าปู้ อวี่ได้เป็ นประมุขสานักเวิ่นเต๋า ก็ไม่พอใจ คิดว่าท่านเต๋าปู้ อวี่มีความสามารถอะไรถึงได้เป็ นประมุข พูดว่าขอยอมอายุสั้นลงแปดพันปี ก็จะทาให้ท่านเต๋าปู้ อวี่ต้องลงจากตาแหน่งประมุขให้ได้”
ผู้บาเพ็ญขั้นรวมร่างมีอายุขัยแปดพันปี
“ตอนนี้ประมุขคือศิษย์พี่ใหญ่อวี้จือของเจ้าไม่ใช่หรือ อาจารย์ของเหยียนเทียนจื้อรู้สึกว่าตนเองผิดคาพูดไม่ได้ จึงสร้างป้ ายหลุมศพให้ตัวเอง ยามว่างก็ฝังตัวเองลงไป มีธุระก็ปีนออกมา พบใครก็บอกว่าตัวเองตายแล้ว”
ลู่หยาง: “…”
เขานึกถึงคาพูดของศิษย์พี่ใหญ่ ออกจากบ้านอย่าบอกว่าเป็ นศิษย์ท่านเต๋าปู้ อวี่ มักจะก่อเรื่องยุ่งยาก