ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 384 ธงวิญญาณหมื่นดวง
กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในพื้นที่นี้ทำให้แม้แต่รองประมุขสี่ยังรู้สึกใจเต้น
เขากังวลว่าที่นี่อาจมีผู้บำเพ็ญโบราณขั้นรวมร่างมากกว่าหนึ่งคน
หากโชคร้ายมากกว่านี้ เกิดเจอผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติ เขาก็คงซวยแล้ว
รองประมุขสี่รู้สึกโชคดีที่ตนเองได้ลากลู่หยางมาด้วย
ถึงตัวเองจะซวย ลัทธิสวรรค์คงไม่ปล่อยให้รองประมุขของพวกเขาต้องมาตายในที่แห่งนี้กระมัง?
“เรื่องพิธีฆ่าพลีของลัทธิมารข้าพอรู้บ้าง แต่ไม่มาก
สภาพของหมู่บ้านนี้ต้องรบกวนรองประมุขสี่ช่วยอธิบายแล้ว”
ลู่หยางกล่าวอย่างจริงจัง นี่เป็นความจริง
รองประมุขสี่ไม่ได้ปฏิเสธ
เขาเดินไปยังกระท่อมหลังแรกสุดที่ชายหมู่บ้าน แล้วผลักประตูเปิด
ว่างเปล่า ไร้ผู้คน
ชามและตะเกียบถูกวางอยู่บนโต๊ะ ราวกับเจ้าของบ้านกำลังจะกินข้าว
แต่จู่ๆ ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ทำให้พวกเขาหายตัวไป โดยไม่มีแม้แต่ร่องรอยการดิ้นรนต่อสู้
รองประมุขสี่ผลักประตูบ้านอีกหลายหลัง โดยภาพรวมแล้วเหมือนกันหมด
มีร่องรอยการใช้ชีวิตอยู่ชัดเจน แต่ผู้คนกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ราวกับมีคนหยุดเวลา พาผู้คนออกไปทีละคน แล้วให้เวลาเริ่มเดินต่อ
เถาเหยาเยี่ยเห็นภาพนี้แล้วรู้สึกขนลุก ฉากนี้คล้ายกับเรื่องผีที่นางเคยห่มผ้าดูตอนเด็กๆ
นางค่อยๆ คว้าชายเสื้อของลู่หยางไว้อย่างระมัดระวัง
ทันใดนั้นความรู้สึกปลอดภัยก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย
“รองประมุขสี่พอจะเห็นว่าที่นี่เคยเกิดอะไรขึ้นหรือไม่?”
รองประมุขสี่วิเคราะห์: “จากที่ข้ารู้มีสองวิธีที่สามารถทำเช่นนี้ได้ คือ การพันธนาการมิติ และการหยุดเวลา
หากเป็นระพันธนาการมิติ ก็ยังพอว่า ผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างที่ชำนาญวิชาอาคมมิติสามารถทำได้
แต่ถ้าเป็นการหยุดเวลา ก็แย่แล้ว ผู้ที่สามารถหยุดเวลาได้ อย่างน้อยต้องเป็นขั้นข้ามพิบัติเลยทีเดียว!
ในความทรงจำของข้า ยังไม่เคยมีใครทำให้เวลาหยุดได้ แม้แต่ขั้นข้ามพิบัติก็เพียงแค่ทฤษฎีว่าอาจทำได้เท่านั้น!”
ลู่หยางพยักหน้า: “เซียนแห่งกาลเวลาสามารถทำได้”
“เซียนแห่งกาลเวลา?”
รองประมุขสี่ตกใจ เขาไม่เคยได้ยินชื่อเซียนผู้นี้มาก่อน
ลู่หยางพยักหน้า: “เซียนแห่งกาลเวลาครอบครองผลแห่งการบำเพ็ญด้านกาลเวลา
ในเรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับเวลา ยุคโบราณไม่มีผู้ใดเทียบได้”
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?!”
รองประมุขสี่อุทานด้วยความตกใจ วิถีแห่งกาลเวลานั้นเข้าใจยากยิ่ง
แม้แต่การเริ่มต้นศึกษาก็ยากเย็นแสนเข็ญ
เขาไม่เคยคิดว่าในยุคโบราณเคยมีเซียนที่ใช้กาลเวลาเป็นผลแห่งการบำเพ็ญ
ผลแห่งการบำเพ็ญเช่นนี้หากแสดงพลัง จะน่ากลัวเพียงใด!
เถาเหยาเยี่ยก็ตกตะลึง ทำไมศิษย์พี่ลู่ถึงพูดถึงเซียนออกมาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้?
เห็นรองประมุขสี่แสดงปฏิกิริยาใหญ่โตขนาดนี้ คงเป็นเรื่องที่แม้แต่รองประมุขลัทธิจิ่วอิ่วยังไม่รู้
ศิษย์พี่ลู่รู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน?
ความต่างระหว่างข้ากับศิษย์พี่ลู่ช่างห่างไกลถึงเพียงนี้แล้วหรือ?
สีหน้าตกใจของรองประมุขสี่ค่อยๆ จางหายไป เขากะพริบตา หันมาถามลู่หยาง:
“เอ่อ เมื่อครู่ข้าเหม่อไปนิด เจ้าพูดอะไรนะ?”
“ไม่มีอะไร”
ลู่หยางนึกว่าผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างจะสามารถต้านทานคุณสมบัติการลืมเกี่ยวกับเซียนได้
แต่ไม่คิดว่าแม้แต่ผู้แข็งแกร่งขั้นรวมร่างตอนปลายอย่างรองประมุขสี่ก็ยังไม่อาจต้านทานคุณสมบัติของเซียนได้
“เป็นไปได้น้อยมากที่ฝ่ายตรงข้ามจะเป็นผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติที่ควบคุมวิถีกาลเวลาได้
ข้าเชื่อว่าน่าจะเป็นผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างที่ใช้การพันธนาการมิติมากกว่า”
ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ คิ้วของลู่หยางก็ไม่เคยคลายออกสักครั้ง
คนตายมากมายเช่นนี้ เสียชีวิตอย่างแปลกประหลาด คนร้ายช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
กล้าฆ่าคนใต้จมูกของทางการ แถมไม่มีใครรู้เห็น
หมู่บ้านฮวยอันเป็นเช่นนี้ แล้วหมู่บ้านอื่นๆ จะเป็นอย่างไร?
คนร้ายฆ่าคนไปมากแค่ไหนกันแน่?
รองประมุขสี่นั่งยองๆ ลง หยิบดินจากพื้นขึ้นมากำหนึ่ง
ดินที่เดิมเป็นสีน้ำตาลเข้มถูกเขาขยี้เบาๆ เผยให้เห็นสีแดงเข้ม
เขาเห็นสีหน้างุนงงของลู่หยางและเถาเหยาเยี่ย จึงอธิบายโดยไม่ต้องรอให้ถาม:
“ที่นี่มีคนตายมากเกินไป ทำให้แม้แต่ดินก็ติดกลิ่นคาวเลือดของคนตาย!
แต่เพราะเหตุนี้ ข้าจึงแน่ใจในอีกเรื่องหนึ่ง!”
“เรื่องอะไร?”
“กลิ่นคาวเลือดที่นี่รุนแรงมาก แต่กลิ่นที่เราได้กลับไม่มากนัก แสดงว่าต้องมีคนย้ายกลิ่นคาวเลือดไปที่อื่นแน่ๆ!”
“ข้าจำได้ว่ากลิ่นคาวเลือดสามารถนำไปหลอมธงวิญญาณหมื่นดวงได้ เป็นอาวุธสำคัญของลัทธิมารใช่หรือไม่?”
ลู่หยางนึกถึงความรู้เกี่ยวกับลัทธิมาร
“ถูกต้อง การหลอมธงเรียกวิญญาณ ธงนำวิญญาณ ธงวิญญาณหมื่นดวง ล้วนขาดไม่ได้ซึ่งกลิ่นคาวเลือดและความแค้น”
รองประมุขสี่ทำท่าเหมือนชำนาญเรื่องพวกนี้
เขาบดดินจนเป็นผง โยนขึ้นไปในอากาศ มือเดียวรวบนิ้วทำอาคมอย่างรวดเร็ว ปล่อยรอยอาคมสีดำออกไป
ผงดินถูกรอยอาคมสีดำรวบรวม ล่องลอยในอากาศราวกับผ้าไหม พุ่งไปยังที่ไกลๆ
“ไปกัน ตามมา หากเขาหลอมกลิ่นคาวเลือดตรงนี้เลย การค้นหาจะยุ่งยาก
แต่เมื่อฝ่ายตรงข้ามย้ายกลิ่นคาวเลือดไปหลอมที่อื่นก่อน
ข้าก็สามารถตามกลิ่นคาวเลือดที่หลงเหลือไปหาจุดหลอมจริงๆ ได้!”
รองประมุขสี่ฉุดลู่หยางและเถาเหยาเยี่ยแล้วบินออกไป
บินไปหลายร้อยลี้ในคราวเดียว ลงจอดกลางเขาแห่งหนึ่ง
“กลิ่นหยุดที่นั่น!”
รองประมุขสี่ชี้ไปยังตำแหน่งไม่ไกลนัก ทั้งสามสบตากัน พยักหน้า กลั้นหายใจเดินเข้าไป
ทันใดนั้น รองประมุขสี่และลู่หยางก็หยุดฝีเท้าพร้อมกัน
ลู่หยางคว้าตัวเถาเหยาเยี่ยที่กำลังจะเดินต่อไว้ทันเวลา
เถาเหยาเยี่ยมองไปข้างหน้า เห็นต้นไม้เขียวชอุ่ม เสียงนกร้อง ดอกไม้หอม ไม่เห็นอะไรแตกต่างจากที่อื่น
รองประมุขสี่มองลู่หยางด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดว่าลู่หยางจะมีปฏิกิริยาเร็วเท่ากับตน
“เจ้าก็เห็นเหมือนกันสินะ ก้าวต่อไปคือค่ายกล!”
ลู่หยางพยักหน้า: “ในสมัยโบราณ นี่เรียกว่าค่ายกลผีหลอก
ผู้ใดก็ตามที่เข้าไปในค่ายกลนี้ จะสูญเสียทิศทาง สับสนวนเวียน และถูกขังตายในนั้นในที่สุด!”
“ปัจจุบันก็ยังเรียกว่าค่ายกลผีหลอก
การวางค่ายกลผีหลอกไว้ที่นี่ เพราะไม่ต้องการให้ใครเข้าไป ย่อมต้องมีความลับแน่นอน!
ไม่เพียงเท่านั้น ภายในค่ายกลผีหลอกยังซ่อนค่ายกลหลายชนิด สามารถตัดขาดการสำรวจจากภายนอก
ขณะเดียวกัน คนข้างในก็ไม่อาจสำรวจคนด้านนอกได้!
น่าจะมีคนกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ในค่ายกล ไม่อยากถูกภายนอกรบกวน!
ข้าได้กลิ่นคาวเลือดบางๆ เป็นกลิ่นที่รั่วออกมาจากค่ายกล!
จากลักษณะการวางค่ายกล ไม่ใช่ฝีมือผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติ
ถ้าไม่ใช่ขั้นข้ามพิบัติก็พอพูดได้”
สองคนวิเคราะห์ค่ายกลด้วยถ้อยคำสลับกันไปมา จนสรุปได้ว่า:
มีผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างวางค่ายกลบนภูเขา หลอมกลิ่นคาวเลือด ไม่ต้องการให้ใครรบกวน
ในค่ายกลกำลังฝึกบำเพ็ญสิ่งที่เกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมที่หมู่บ้านฮวยอัน
เถาเหยาเยี่ยเดินตามหลังเงียบๆ รู้สึกตามไม่ทันจังหวะของลู่หยาง
ทำไมศิษย์พี่ลู่ถึงสามารถสนทนากับผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างได้อย่างราบรื่นแม้แต่ในเรื่องพวกนี้ด้วย?
ตอนเถาเหยาเยี่ยทำภารกิจ นางเคยพบผู้บำเพ็ญขั้นสร้างฐานและขั้นแก่นทองคำที่เก่งกาจในโลกภายนอก
พวกเขาพูดคุยกับนางอย่างคล่องแคล่ว ทำเหมือนรู้ไปเสียทุกเรื่อง
แต่พอเจอผู้บำเพ็ญขั้นแปลงร่างเซียน กลับพูดอ้าอึ้ง ดูขลาดเขลาเหลือเกิน
หากเจอผู้บำเพ็ญขั้นฝึกความว่างเปล่าหรือขั้นรวมร่าง ยิ่งพูดติดอ่าง เทียบกับศิษย์พี่ลู่แล้วช่างแตกต่างลิบลับ
รองประมุขสี่หัวเราะแห้งๆ เขาชอบที่สุดคือการรบกวนคนอื่นฝึกบำเพ็ญ
ยิ่งทำให้ผู้บำเพ็ญโบราณขั้นรวมร่างในนั้นเกิดการฝึกผิดพลาดยิ่งดี!
เขาดึงค้อนแปดเหลี่ยมใบโตออกจากแหวนเก็บของ โยนขึ้นไปในอากาศ
ค้อนใหญ่พองตัวราวกับโดนเป่าลม กลายเป็นขนาดใหญ่เท่าภูเขาเล็กๆ แต่ละเหลี่ยมมุมเป็นประกายระยิบระยับ
ค้อนแปดเหลี่ยมตกลงมา ดุจดังอุกกาบาตตกสู่พื้น อำนาจน่าเกรงขาม
กรอบ——
ค้อนแปดเหลี่ยมมหึมาราวกับพุ่งชนอะไรบางอย่าง ส่งเสียงกรอบออกมา
รองประมุขสี่ถูมือ กดมือลงอีกครั้งด้วยแรงยิ่งกว่าเดิม
ค้อนแปดเหลี่ยมได้พลังใหม่ พุ่งชนทะลุกำแพงมองไม่เห็น
กรอบ——กรอบ——แกร๊ง——
กำแพงแตกสลาย กลิ่นคาวเลือดโชยมาปะทะใบหน้า
เถาเหยาเยี่ยเบิกตากว้าง มองภาพตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อ
จะมีนกร้องเพลง ดอกไม้บานสะพรั่งที่ไหนกัน
ต้นไม้เหี่ยวแห้ง เลือดไหลเป็นแม่น้ำ พื้นดินแดงฉาน เงาผีพวยพุ่ง ลมหนาวหวีดหวิว
ชายชราผอมแห้งนั่งขัดสมาธิอยู่กลางลาน ข้างกายมีธงขาดกระโจมสีเลือดปักอยู่
“เจ้าคือผู้ใด!”
ชายชราเบิกตาขึ้นทันใด มองข้ามลู่หยางและเถาเหยาเยี่ย จ้องรองประมุขสี่เขม็ง ขบกรามแน่น
ค่ายกลที่เขาวางไว้ไม่ควรถูกค้นพบได้ง่ายๆ
ช่องโหว่เพียงอย่างเดียวคือกลิ่นคาวเลือดที่รั่วออกไป ซึ่งมีเพียงมารเฒ่าประสบการณ์สูงเท่านั้นที่จะพบได้
มารเฒ่าที่ไม่มีความแค้นอะไรกับเขา มาทำลายค่ายกลของเขา ทำไมกัน!?
“ข้าคือปู่ของเจ้า!”
รองประมุขสี่หัวเราะลั่น โบกมือเรียกค้อนแปดเหลี่ยมกลับมา ยกค้อนใหญ่ฟาดลงไป
ชายชราผอมแห้งคว้าธงขาดขึ้นมาแล้วหลบเลี่ยง พลางพึมพำคาถา
รองประมุขสี่ไม่สนใจ อีกมือถือเคียวกระดูกขาว ฟาดฟันชายชราผอมแห้งทั้งบดทั้งสับ
เขามองออกว่าการทำลายค่ายกลของตน ทำให้ชายชราได้รับผลสะท้อน สภาพไม่ค่อยดี
ซ้ำเติมคนตกน้ำ!
“แค่นี้เองหรือ? ทำให้ผู้บำเพ็ญโบราณขายหน้าชัดๆ!
จะหลอมอะไรธงวิญญาณหมื่นดวง ของพวกนี้ล้วนเป็นของที่ข้าเล่นจนเบื่อแล้ว!
ตายซะปู่!”
รองประมุขสี่แสดงอิทธิฤทธิ์ ชายชราผอมแห้งถอยร่นต่อเนื่อง แม้แต่การโจมตีที่เหมาะสมยังไม่มีเลย
โครม——
ค้อนแปดเหลี่ยมและเคียวกระดูกขาวฟาดลงพร้อมกัน ซัดชายชราผอมแห้งจมเข้าไปในภูเขา
“ดี ดีมาก คนรุ่นหลังนี่น่าเกรงขามนัก!”
ชายชราโกรธจนข่มไว้ไม่อยู่จึงหัวเราะออกมา เดินออกมาจากถ้ำเขา ธงขาดในมือเปล่งประกาย
รองประมุขสี่ทำเสียงจุ๊: “เผลอไป”
“เผลออะไร?” เถาเหยาเยี่ยถาม
รองประมุขสี่ชี้ไปที่ชายชราผอมแห้ง ถ่มน้ำลาย:
“เมื่อกี้สนุกเกินไป ไม่ทันได้สังเกตว่าตาแก่นี่กำลังหลอมธงวิญญาณหมื่นดวงตอนโดนตี
ตอนนี้ธงวิญญาณหมื่นดวงหลอมเสร็จแล้ว จะสู้ยากหน่อย”
ชายชราสีหน้าเคร่งขรึมจนแทบจะมีน้ำหยดลงมาได้
ถ้อยคำของเขาลอดออกมาจากไรฟัน ให้ความรู้สึกแสนอึดอัด
“ข้าบังเอิญได้รับกลิ่นคาวเลือดมหาศาล พอดีใช้หลอมธงวิญญาณหมื่นดวง
วันนี้จะให้เจ้าอสูรน้อยรุ่นหลังได้รู้ฤทธิ์เดชของข้าเสียที!
ธงวิญญาณหมื่นดวง ขึ้น!”
ลมหนาวหวีดหวิว เย็นยะเยือก ลมรอบข้างพุ่งเข้าหาชายชราผอมแห้ง
เงาวิญญาณนับหมื่นปรากฏอยู่ด้านหลังชายชรา ร่างใหญ่โต จำนวนมากกว่าหมื่นเสียอีก
พร้อมกับเสียงหัวเราะของชายชรา ธงวิญญาณหมื่นดวงหลอมเสร็จสมบูรณ์ เค้าโครงของวิญญาณชัดเจนยิ่งขึ้น
ลู่หยางจำได้ว่าวิญญาณพวกนี้มีรูปร่างเป็น: หมู วัว แพะ…
“หืม?”
ทั้งสี่คนในที่นั้นต่างชะงักงัน