ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 486 การแข่งขันรอบสุดท้ายเริ่มขึ้น
อาจารย์หลวงซ่อนตัวได้อย่างแนบเนียน แม้การแข่งขันรอบ
สุดท้ายจะเริ่มขึ้นแล้ว ศิษย์พี่ใหญ่ก็ยังตามหาไม่พบ
บรรดาอัจฉริยะทั้งหลายได้รับประทานอาหารและเที่ยวเล่นอย่าง
เต็มที่ พักผ่อนเต็มวัน และเข้าร่วมการแข่งขันรอบสุดท้ายด้วยท่าที
เปี่ยมพลัง
บรรยากาศในสนามแข่งขันรอบสุดท้ายคึกคักเป็นพิเศษ ผู้
อาวุโสจากสำนักต่างๆ พากันเชียร์ศิษย์ของตน หวังว่าพวกเขาจะได้
อันดับที่ดี
แม้เพียงการปรากฏตัวในรอบสุดท้ายก็ถือเป็นความภาคภูมิใจ
และเกียรติที่น่าโอ้อวดในโลกภายนอก
เหล่าอัจฉริยะเดินตามคำแนะนำ มาจับฉลากเพื่อแบ่งกลุ่มและ
กำหนดคู่แข่ง
เมิ่งจิ่งโจว ไป๋หมิง เหยียนเทียนจื้อ และหลานถิง สี่คนที่เป็น
ตัวแทนจากสำนักเซียนในระดับขั้นแก่นทองคำตอนกลาง รวมตัวกัน
“คู่แข่งของพวกเจ้าเป็นใครบ้าง?” ไป๋หมิงถามเพื่อให้แน่ใจว่า
พวกเขาจะไม่ต้องเจอกันในรอบแรก
“คู่แข่งของข้าเป็นศิษย์จากสำนักบังลม”
“ข้าได้พบกับศิษย์จากประตูเสวียน”
หลังจากยืนยันแล้วว่าจะไม่ต้องเจอกันในรอบแรก ทุกคนก็ถอน
หายใจด้วยความโล่งอก
“ไม่เห็นศิษย์จากวัดเสวียนคงเลยนะ ไม่ใช่ว่าสำนักเซียนจะส่ง
ศิษย์ทุกระดับมาหรอกหรือ?” เมิ่งจิ่งโจวมองไปรอบๆ มีพระอยู่หลาย
รูป แต่ดูไม่เหมือนจะเป็นคนของวัดเสวียนคง
ไป๋หมิงก็ขมวดคิ้ว เขาเป็นคนที่รู้เรื่องของวัดเสวียนคงมากที่สุด
“ตามหลักการแล้วไม่น่าจะเป็นแบบนี้ พระซื่อฉันควรจะอยู่ในเกณฑ์ที่
เข้าร่วมการแข่งขันรอบสุดท้ายได้ด้วยซ ้า”
“อาจจะมีธุระจึงไม่ได้มา?” หลานถิงคาดเดาอย่างมีเจตนาดี
“เป็นไปได้”
“ข้านึกว่าจะได้พบกับลู่หยางในการแข่งขันครั้งนี้เสียอีก” ไป๋หมิง
ส่ายหน้า เขาถูกลู่หยางเอาชนะมาแล้วสองครั้ง อยากจะใช้โอกาสนี้
ล้างแค้น แต่กลับพบว่าตัวแทนจากสำนักเวิ่นเต๋าในขั้นแก่นทองคำ
ตอนกลางคือเมิ่งจิ่งโจว ไม่ใช่ลู่หยาง
เหยียนเทียนจื้อก็รู้สึกเสียดายเช่นกัน เขายังไม่เคยประลองกับลู่
หยาง และอยากจะวัดฝีมือดู
เมิ่งจิ่งโจวบิดปาก “วางใจเถิด พวกเจ้าจะต้องได้พบเขาแน่ เขาก็
เข้าร่วมการแข่งขันรอบสุดท้ายเช่นกัน”
ไป๋หมิงชะงักไปครู่หนึ่ง “เขาบรรลุขั้นแก่นทองคำตอนปลายแล้ว
รึ?”
“ดูที่ฝั่งกรรมการสิ” เมิ่งจิ่งโจวชี้แนะอย่างมีน ้าใจ
ไป๋หมิง เหยียนเทียนจื้อ และหลานถิงทั้งสามคนเงยหน้ามอง
บรรดาประมุขสำนักเซียนทั้งห้าแห่งนั่งอยู่บนฝั่งกรรมการ ส่วนลู่
หยางนั่งอยู่ตรงกลาง กำลังโบกมือทักทายทั้งสามคนด้วยรอยยิ้ม
สดใส
ไป๋หมิง: “???”
เขารู้สึกคุ้นตาแปลกๆ
เหมือนว่าครั้งที่แล้วที่มาสำนักเวิ่นเต๋า ลู่หยางก็นั่งอยู่ในตำแหน่ง
นี้มิใช่หรือ?
เมิ่งจิ่งโจวถอนหายใจ ประณามลู่หยางที่ไม่รู้จักความเป็นคน “ลู่
หยางเจ้าหมาบ้านี่ใช้อำนาจในทางที่ผิด รังแกคนใต้บังคับบัญชา
ประจบประแจงผู้บังคับบัญชา ทำตัวไร้กฎหมาย ให้ข้าออกรบ ตัวเอง
กลับไปนั่งสบายบนเวที เมื่อข้าได้เป็นผู้รักษาการเจ้าสำนัก จะต้องแก้
แค้นให้ได้!”
…
บนที่นั่งกรรมการ ลู่หยางเหลือบมองไปยังเมิ่งจิ่งโจว แล้วหันไป
มองพระเจี๋ยซาด้วยความสงสัย “ท่านพระ ไม่เห็นวัดเสวียนคงส่งคน
มาเลยหรือ?”
พระเจี๋ยซาเงียบงัน มองลู่หยางด้วยสายตาที่สื่อว่าให้พิจารณา
เอาเอง
ลู่หยางเข้าใจแล้ว ส่งสายตาตอบพระเจี๋ยซาเป็นเชิงให้พิจารณา
เอาเองเช่นกัน
ลู่หยางไม่เข้าใจความหมายของพระเจี๋ยซา และพระเจี๋ยซาก็ไม่
เข้าใจความหมายของลู่หยาง
ในขณะนั้น กรรมการคนสุดท้ายก็มาถึง ผู้มาเยือนสวมเสื้อคลุม
สีเหลืองสดใส ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“ข้าเจียงชุนยินดีที่ได้พบผู้อาวุโสทุกท่าน” ชายหนุ่มที่มีชื่อว่า
เจียงชุนคำนับทั้งห้าคน
“มิบังควรที่พระชายใหญ่ต้องมากล่าวคำคารวะ” หลัวหงเซียตอบ
พลางโอบกล่องสมบัติเอาไว้ ตลอดทางที่เดินมา มีผู้คนมากมายถาม
ไถ่ถึงกล่องใบนี้ กลัวว่ากล่องจะเป็นอันตราย
เจียงชุนรู้สึกสงสัยว่าทำไมประมุขหลัวถึงต้องโอบกล่องสมบัติไว้
แต่คิดว่าเป็นความลับส่วนตัวของอีกฝ่าย จึงไม่ได้ถามอะไรมาก
การแข่งขันเป็นงานที่ราชสำนักจัดขึ้น แน่นอนว่าราชสำนักต้อง
ส่งคนมา
ลู่หยางรู้จักผู้มาเยือน เขาคือเจียงชุน พระชายใหญ่แห่งแคว้นต้า
เซี่ย ตอนงานฉลองแคว้นชิงเขาใช้นามแฝงว่าเซี่ยชุน เป็นผู้ช่วยของ
ผู้ปกครองแคว้นชิง
“ท่านเจ้าสำนักลู่ช่างอายุน้อยแต่มีความสามารถสูงนัก” เจียงชุน
ยิ้มและกล่าว ท่าทีสนิทสนมกับลู่หยางมาก
เขามีวิทยายุทธ์ขั้นรวมร่างตอนต้น ในบรรดาหกคน เขามีวิทยา
ยุทธ์อยู่อันดับรองสุดท้าย แน่นอนว่าต้องสนิทสนมกับคนที่อยู่อันดับ
สุดท้ายมากหน่อย
ถ้าลู่หยางหนีไป เขาก็จะกลายเป็นคนอันดับสุดท้ายเอง
นอกจากนี้ ฝ่าบาทยังได้กำชับเขาก่อนออกเดินทางว่า ให้
พยายามสานสัมพันธ์ที่ดีกับสำนักเวิ่นเต๋า และสานสัมพันธ์ที่ดีกับลู่
หยาง
การที่ทรงเน้นย ้าถึงลู่หยางเป็นพิเศษ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญ
ที่พระบิดามีต่อลู่หยาง
“ข้า… ข้าเหนื่อยยากมาก จึงสมควรได้เป็นผู้รักษาการเจ้า
สำนัก” ลู่หยางกล่าวด้วยน ้าเสียงเรียบๆ พอเห็นสีหน้าเจียงชุนชะงัก
ไป ลู่หยางจึงกล่าวต่อว่า “ท่านเจียงชุนก็ช่างเหน็ดเหนื่อยเช่นกัน”
“ท่านเจ้าสำนักลู่กล่าวเช่นนี้ช่างไม่ถ่อมตนเลย” ครู่ใหญ่เจียงชุน
จึงเค้นเอาประโยคนี้ออกมาได้
แน่นอนว่าเจ้าสำนักลู่ไม่ถ่อมตน เพราะตอนนี้ผู้ที่ควบคุมร่างกาย
คือเจ้าสำนักฮวงลู่ฮวงเจ้าสำนัก
เจ้าสำนักลู่ตัวจริงถูกกักขังในพื้นที่จิตวิญญาณ ร้องขอความ
ช่วยเหลือแต่ไร้คนตอบรับ ชะตากรรมช่างโหดร้ายน่าเศร้า ใครได้
เห็นก็ต้องร้องอุทานว่าดีจริงๆ
“การแข่งขันขั้นฝึกลมปราณกำลังจะเริ่มแล้วใช่ไหม”
ระดับชั้นทั้งหมดแบ่งเป็นระยะต้น กลาง และปลาย มีเพียงขั้นฝึก
ลมปราณที่มีเพียงระดับเดียว ไม่มีการแบ่งย่อย
ที่สำคัญ จุดประสงค์หลักของการแข่งขันครั้งนี้คือการคัดกรองผู้
บำเพ็ญโบราณที่สลายพลังเริ่มบำเพ็ญใหม่
ผู้บำเพ็ญโบราณคงไม่อยู่แค่ขั้นฝึกลมปราณชั้นเจ็ดหรือแปด
พวกเขาไม่จำเป็นต้องเสียเวลามากในขั้นฝึกลมปราณ อย่างน้อย
ที่สุดก็ต้องอยู่ในขั้นฝึกลมปราณสมบูรณ์ หรืออาจไม่ได้อยู่ในขั้นฝึก
ลมปราณเลยด้วยซ ้า
ผู้ที่เข้าถึงรอบสุดท้ายล้วนเป็นผู้บำเพ็ญขั้นฝึกลมปราณสมบูรณ์
ห่างจากขั้นสร้างฐานเพียงก้าวเดียว
มีผู้บำเพ็ญขั้นฝึกลมปราณชั้นเก้าบางคนที่สามารถเอาชนะผู้
บำเพ็ญขั้นฝึกลมปราณสมบูรณ์ได้ในการแข่งขันระดับเมืองและ
ระดับแคว้น แต่พวกเขาก็ถูกคัดออกอย่างรวดเร็ว
ผู้บำเพ็ญขั้นฝึกลมปราณชั้นเก้าเหล่านี้ไม่ได้เผชิญหน้ากับผู้
บำเพ็ญขั้นฝึกลมปราณสมบูรณ์ธรรมดา แต่เป็นผู้บำเพ็ญขั้นฝึก
ลมปราณสมบูรณ์ที่หาคู่แข่งได้ยากในระดับเดียวกัน
“น่าเสียดายที่ไม่มีผู้ฝึกลมปราณในยุคนี้แล้ว ไม่เช่นนั้นข้าคงได้
ให้เจ้าชมความสามารถของผู้ฝึกลมปราณที่เอาชนะผู้บำเพ็ญขั้น
แก่นทองคำหรือแม้แต่ขั้นทารกแรกกำเนิดได้” เซียนอมตะกล่าวด้วย
ความเสียดาย
“ผู้ฝึกลมปราณหรือ?” ลู่หยางไม่เคยได้ยินแนวคิดนี้มาก่อน
“ผู้ฝึกลมปราณคือระบบการฝึกฝนที่ผู้บำเพ็ญรุ่นแรกสร้างขึ้น
มุ่งฝึกฝนลมปราณหนึ่งสายในท้อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มพลังให้แก่ตนเอง
ในทางทฤษฎีแล้ว การบำเพ็ญจนเป็นเซียนก็เป็นไปได้”
“ผู้ฝึกลมปราณแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น แล้วทำไมจึงหายไปใน
ภายหลัง?”
“ผู้ฝึกลมปราณแข็งแกร่งก็จริง แต่มีข้อจำกัดมากเกินไป มีเพียง
คนส่วนน้อยมากที่สามารถฝึกฝนได้ อาจหลายล้านคนก็ยังไม่พบผู้ที่
เหมาะกับการฝึกสักคน อีกทั้งยุคนั้นยังอยู่ในช่วงพัฒนาระบบการ
บำเพ็ญ ระบบผู้ฝึกลมปราณจึงถูกละทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ขั้นฝึก
ลมปราณในปัจจุบันก็วิวัฒนาการมาจากผู้ฝึกลมปราณนั่นเอง”
“ในทางกลับกัน ผู้ฝึกลมปราณมีน้อยมาก แต่หากเป็นผู้ฝึก
ลมปราณได้ ความเร็วในการบำเพ็ญก็จะเร็วผิดธรรมชาติ”
มีศิษย์สำนักเวิ่นเต๋าส่งเสียงสื่อจิตแจ้งเซียนอมตะว่า ประกาศเริ่ม
การแข่งขันรอบสุดท้ายอย่างเป็นทางการแล้ว
“การแข่งขันขั้นฝึกลมปราณช่างน่าเบื่อ ไม่สนุกเท่าขั้นสร้าง
ฐานเลย” หยางติ่งแอบหาวอย่างอดไม่ได้ พยายามไม่ให้ผู้อื่นเห็น
บนเวทีประลอง อัจฉริยะขั้นฝึกลมปราณสองคนขึ้นเวที
“ศิษย์น้องผู้นี้ ขอเชิญท่านก่อน”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ไม่เกรงใจแล้ว”
คู่ต่อสู้หัวเราะร่าเริง กวัดแกว่งกระบี่ แทงเข้าหาอีกฝ่าย
ฝ่ายตรงข้ามเป็นประกายแวววาวในม่านตา ราวกับแผนการลับ
ได้ผล พลังของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ทะลวงสู่ขั้นสร้างฐาน!
ดูซิว่าเจ้าจะรับมือข้าได้อย่างไร!
คู่ต่อสู้ยิ้มน้อยๆ ขณะแทงกระบี่เข้าใส่อีกฝ่าย พลังของเขาพุ่ง
สูงขึ้นอย่างฉับพลันเช่นกัน ทะลวงสู่ขั้นสร้างฐาน!
ข้าอยากเห็นเหมือนกันว่าเจ้าจะรับมือข้าได้อย่างไร!
ความปรารถนาของหยางติ่งเป็นจริง การแข่งขันขั้นฝึกลมปราณ
กลายเป็นการแข่งขันขั้นสร้างฐาน