ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 497 สามไม้ตายของลู่หยาง
ลู่หยางมีไม้ตายอยู่สามอย่าง ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะนำออกมาใช้
หนึ่ง มวยเลียนแบบของศิษย์พี่ใหญ่ เรียกศิษย์พี่ใหญ่มาช่วย
สอง วิชาทรงเซียนม้า เชิญเซียนอมตะมาสิงร่าง
สาม แก่นทองอมตะ สามารถกำหนดแผนการชัยชนะได้
การใช้ไม้ตายเพียงหนึ่งในสามนี้ ก็ถือเป็นการโจมตีถึงตาย
สำหรับผู้บำเพ็ญระดับเดียวกัน
หากคู่ต่อสู้ไม่แข็งแกร่งเกินไป หรือคู่ต่อสู้ไม่ใช้กลโกงก่อน ลู่
หยางจะไม่เปิดไพ่ตาย
ขงฮ่าวจัดอยู่ในประเภทหลัง
พลังที่ขงฮ่าวใช้อยู่นั้นอย่างเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ของเขาเอง คาด
ว่าคงมีวิญญาณผู้ทรงพลังอยู่ในร่างของเขา กลเช่นนี้ลู่หยางคุ้นเคย
ดี เพราะในร่างของเขาเองก็มีเช่นกัน
แบบนี้ก็สู้ไม่ได้แล้ว
วิญญาณผู้ทรงพลังนั้นอย่างน้อยต้องเริ่มจากขั้นรวมร่าง ลู่หยาง
เอาหัวไปสู้กับอีกฝ่ายได้อย่างไร
เขาจึงตัดสินใจใช้แก่นทองอมตะทันที และคำตอบที่แก่นทอง
อมตะให้มาก็ชัดเจน ตรงกับที่เขาคาดการณ์ไว้ นั่นคือประท้วงต่อ
กรรมการ
“นี่คือสิ่งที่เรียกว่าอัจฉริยะงั้นหรือ อาศัยพลังภายนอกมาต่อสู้กับ
ข้า?” รองประมุขลู่เยาะเย้ย “หากพวกท่านไม่จัดการเรื่องนี้ ในมือข้า
ยังมีวัตถุวิเศษที่ประมุขและอาจารย์มอบให้ แม้แต่ผู้บำเพ็ญขั้นข้าม
พิบัติก็ต้านทานการโจมตีจากวัตถุวิเศษไม่ได้”
“เพราะคำนึงว่าวัตถุวิเศษนั้นเกินกฎ ข้าจึงไม่ได้ใช้ในการต่อสู้
หากขงฮ่าวไม่ละเมิดกฎ ข้าก็คงไม่ต้องใช้วิธีนี้”
กรรมการเมื่อได้ยินลู่หยางประท้วง ก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ ยังไม่
ทันตั้งสติ แม้ว่าเขาจะเห็นมามากในชีวิต แต่ก็ไม่เคยเห็นใครใช้พลัง
ของวิญญาณอีกดวงในร่างออกมาต่อสู้มาก่อน
เมื่อได้ยินลู่หยางพูดเช่นนั้น เขาจึงรู้สึกว่าพลังของขงฮ่าวมี
ปัญหา นี่ไม่ใช่พลังของตัวเขาเอง
แน่นอนว่านี่ถือว่าผิดกฎ
“ผู้แพ้ คือขงฮ่าว”
ขงฮ่าวเพิ่งจะนำพลังใหม่ออกมาใช้ ก็ได้ยินกรรมการประกาศผล
การแข่งขัน จึงต้องยอมลงจากเวทีอย่างหดหู่
เพียงแค่ก้าวลงจากเวที ผู้ที่มาต้อนรับเป็นคนแรกไม่ใช่เจ้าสำนัก
น ้าตก แต่เป็นบรรกระบี่รรพบุรุษขั้นข้ามพิบัติทั้งหลาย
“หลบไปให้หมด ให้ข้าดูว่าในร่างเด็กน้อยผู้นี้มีใครอยู่”
“วิชายึดครองร่างข้าเป็นคนคิดค้น ข้าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ข้า
ขอเป็นคนแรก”
“ข้ามีวิทยายุทธ์สูงสุด ให้ข้าเป็นคนดู”
เจ้าสำนักน ้าตกอยากเข้าไปด้านหน้า แต่ถูกบรรดาผู้ทรงอำนาจ
เหล่านี้เบียดจนต้องถอยไปด้านหลัง
“กลิ่นอายนี้คล้ายกับสี่อสูรร้าย” ป้าเยี่ยนผู้ไวต่อกลิ่นมากที่สุด
เป็นคนแรกที่ให้ข้อสรุป
“เด็กน้อย เจ้าอย่าต่อต้าน ข้าจะเข้าไปดูในศาลาเรือนร่างของ
เจ้า”
ป้าเยี่ยนกล่าวจบ วิญญาณร่างเล็กก็ลอยออกจากศาลาเรือนร่าง
บินเข้าไปในศาลาเรือนร่างของขงฮ่าว
“โอ้ เป็นสัตว์ใหญ่เสียด้วย”
ศาลาเรือนร่างของขงฮ่าวใหญ่กว่าผู้บำเพ็ญในระดับเดียวกัน
มาก นี่ไม่ใช่ผลจากการฝึกฝน แต่เป็นเพราะสิ่งมีชีวิตมหึมาภายใน
ร่างขยายมันออกไป
ลูกกรงเหล็กแบ่งศาลาเรือนร่างออกเป็นสองส่วน ส่วนเล็กคือ
พื้นที่กิจกรรมของขงฮ่าว ส่วนใหญ่คือที่กักขังของสิ่งมีชีวิตมหึมา
ตรงกลางลูกกรงเสริมด้วยตราปิดผนึกเก้าชั้น แน่นหนาไม่อาจ
ทำลายได้ สิ่งมีชีวิตมหึมากำลังจ้องป้าเยี่ยนอย่างแน่วแน่ ในดวงตา
อันใหญ่โตนั้นมีความหวาดกลัวอันเล็กน้อยแฝงอยู่
สิ่งมีชีวิตมหึมาเป็นราชสีห์ขนาดเท่าภูเขาน้อย ขนยาวสีขาว
สะอาด บิดไหวดั่งเกล็ดหิมะที่ปลิวไหว พลิ้วไหวตามลมหายใจ เขี้ยว
สองซี่ที่งอกยาวขึ้นดุจกระบี่กว้างสีขาววาววับ หางยาวเท่ากับลำตัว
“ที่แท้ก็เป็นเทาเที่ยรุ่นเก่าตัวหนึ่ง”
ป้าเยี่ยนเยาะหยัน เทาเที่ยรุ่นเก่าตัวนี้ไม่ธรรมดา มีวิทยายุทธ์ขั้น
ข้ามพิบัติ แค่ให้เป็นหัวหน้าเผ่าเทาเที่ยก็เพียงพอแล้ว ไม่รู้ว่าเหตุใด
จึงถูกผนึกอยู่ที่นี่
“นี่ไม่ใช่จี๋อู๋หรอกหรือ ข้านึกว่าเจ้าแข่งขันตำแหน่งหัวหน้าเผ่า
แล้วพ่ายแพ้จนถูกกำจัด ไม่คิดว่าจะอยู่ที่นี่”
มีผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติบินเข้าไปในศาลาเรือนร่างของขงฮ่าว
เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัตินั้นหายาก และไม่นานก็มีคนจำ
เทาเที่ยรุ่นเก่าได้
ขงฮ่าวไม่เคยเห็นผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติมากมายเช่นนี้มาก่อน
ในชีวิต
เมื่อรู้วิทยายุทธ์และตัวตนของเทาเที่ยรุ่นเก่า หัวใจเขาก็สั่น
สะท้าน
เขาคิดว่าเทาเที่ยรุ่นเก่าอยู่ในขั้นรวมร่าง ไม่คิดว่าจะเป็นขั้นข้าม
พิบัติอันน่าหวาดกลัวสูงสุด
เขาไม่มีทั้งพ่อและแม่ นับตั้งแต่มีสติรู้ตัว เทาเที่ยรุ่นเก่าก็อยู่ใน
ร่างของเขา ถูกผนึกไว้โดยใครบางคน
ขงฮ่าวไม่กล้าเปิดเผยตัวตนของเทาเที่ยรุ่นเก่า กลัวว่าผู้ทรง
อำนาจจะโลภอยากได้ จึงเข้าร่วมสำนักน ้าตกที่ไม่โดดเด่นแม้แต่ใน
หมู่สำนักอันดับสอง
ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายเรื่องก็ยังถูกเปิดเผยอยู่ดี
ผู้ทรงอำนาจเหล่านี้จะปฏิบัติกับตนเช่นไร?
หวังให้เทาเที่ยรุ่นเก่าพูดความจริงคงเป็นไปไม่ได้ บรรพบุรุษขั้น
ข้ามพิบัติเหล่านั้นสอบถามเรื่องที่ขงฮ่าวรู้ ประกอบกับข้อมูลเกี่ยวกับ
เทาเที่ยรุ่นเก่าที่พวกเขาจำได้ ก็สรุปเหตุการณ์โดยรวมได้ว่า:
หลังจากเทาเที่ยรุ่นเก่าแข่งขันตำแหน่งหัวหน้าเผ่าแล้วพ่ายแพ้ ก็
ถูกไล่ล่า ร่างกายถูกกำจัด วิญญาณบาดเจ็บ หนีมาถึงอาณาเขต
แคว้นต้าเซี่ย มีผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างสูงสุดผู้ชำนาญวิชาปิดผนึกคน
หนึ่งได้ผนึกเทาเที่ยรุ่นเก่าไว้ในร่างของขงฮ่าว
จากระดับการปิดผนึก ดูเหมือนว่าผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างสูงสุดผู้
นั้นมีเจตนาดีต่อขงฮ่าว เพียงแค่ขงฮ่าวมีพลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ก็จะ
ค่อยๆ ทลายตราปิดผนึก และใช้พลังของเทาเที่ยรุ่นเก่าได้
“เจ้ามีสองทางเลือก” ป้าเยี่ยนแนะแนวทางให้ขงฮ่าว
“ทลายตราปิดผนึก พวกเราจะออกมือจับกุมเทาเที่ยรุ่นเก่า และ
ในทางกลับกัน พวกเราจะมอบผลตอบแทนที่เหมาะสมให้ ทั้งวัตถุดิบ
ล ้าค่า วัตถุวิเศษ และยาวิเศษ ถือว่าซื้อมันไป นี่เป็นทางที่ปลอดภัย
ที่สุด”
การรับมือกับเทาเที่ยรุ่นเก่าขั้นข้ามพิบัตินั้นยาก แต่คนที่มาใน
ที่นี้ล้วนเป็นขั้นข้ามพิบัติด้วยกันทั้งนั้น หากรวมพลังกัน เทาเที่ยรุ่น
เก่าย่อมไม่มีทางเลือกนอกจากยินยอมจำนน
“หรือเจ้าจะยังคงปิดผนึกเทาเที่ยรุ่นเก่าต่อไป พร้อมกับทลาย
ตราปิดผนึกทีละชั้นเมื่อพลังเจ้าแข็งแกร่งขึ้น แต่ในกระบวนการนี้
เจ้ามีความเสี่ยงที่จะถูกการย้อนกลับ”
“เจ้าเลือกทางไหน?”
…
ขณะที่บรรดาผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติกำลังสังเกตเทาเที่ยรุ่นเก่า
ราวกับกำลังดูสัตว์หายากอยู่นั้น การแข่งขันก็ดำเนินไปอย่างสงบ
เรียบร้อย
หลานถิงกลัวว่าเมิ่งจิ่งโจวจะใช้หมัดสาปโสด จึงต่อสู้อย่างลังเล
และหวาดกลัว ถูกเมิ่งจิ่งโจวเอาชนะ
เมิ่งจิ่งโจวได้เข้ารอบชิงชนะเลิศ
เหยียนเทียนจื้อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์ เมื่อเจอคนจากสำนัก
ธาตุทั้งห้าจะต่อสู้อย่างเต็มกำลัง เอาชนะไป๋หมิง ผ่านเข้ารอบรอง
ชนะเลิศ
“สำนักเจี้ยนอวี่ เหยียนเทียนจื้อ”
“ลัทธิสวรรค์ รองประมุข”
ลู่หยางและเหยียนเทียนจื้อพบกันในรอบรองชนะเลิศ
เหยียนเทียนจื้อ ลวดลายแห่งสงครามเทาเที่ยและลวดลายแห่ง
สงครามมังกรเขียวเปล่งประกาย ร่างเงาสัตว์ประหลาดสองตัวปรากฏ
เลือนราง กดดันอย่างหนักหน่วง
นี่คือวิชาบำเพ็ญรอยสักอันเป็นเอกลักษณ์ของสำนักเจี้ยนอวี่
เป็นวิชาที่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักคิดค้นขึ้นเอง
ลู่หยางเห็นลวดลายแห่งสงครามทั้งสอง ปรบมือชื่นชม “ในที่สุด
ก็ได้พบคู่ต่อสู้ที่น่าสนใจ นานแล้วที่ได้ยินกิตติศัพท์ของระบบ
ลวดลายแห่งสงครามว่าเป็นสุดยอดวิชา แม้แต่ประมุขยังกล่าวชื่นชม
ไม่ขาดปาก วันนี้ได้พบกับตาเสียที่ ไม่ผิดจากที่กล่าวไว้จริงๆ”
“ในยุคโบราณ มนุษย์เรามีประเพณีการวาดลวดลายบนใบหน้า
หากวาดได้เหมาะสม จะได้รับพลังอันไร้ที่สิ้นสุด นี่คือวิธีที่มนุษย์ใช้
รับมือกับอสูรร้ายและสัตว์ป่าในยุคแรกเริ่ม ประมุขเคยคิดว่าลวดลาย
เช่นนี้สูญหายไปแล้ว แต่ไม่คิดว่าในยุคใหม่นี้ จะมีผู้สืบสานและ
พัฒนาต่อยอดจากลวดลายพื้นฐาน คิดค้นวิชาบำเพ็ญรอยสัก
ขึ้นมา”
“ประมุขกล่าวว่าผู้คิดค้นวิชานี้มีความสามารถยิ่ง น่าเสียดายที่
เกิดผิดกาลเวลา เกิดในยุคที่แคว้นต้าเซี่ยและแคว้นต้าอวี๋สลับเปลี่ยน
อำนาจ หากเกิดในยุคโบราณ คงได้แย่งชิงตำแหน่งเซียนและได้รับ
อนาคตอันรุ่งโรจน์ เกียรติยศก้องทั่วอดีตและปัจจุบัน!”
ลู่หยางถอนหายใจอย่างไม่อยากหยุด ราวกับกำลังย้อนนึกถึงคำ
ประเมินของประมุขที่มีต่อปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักเจี้ยนอวี่
บนที่นั่งกรรมการ ชิวจิ้นอันและหลัวหงเซียมองหยางติ่งด้วย
ความตกตะลึง
ไม่เคยพูดไว้ก่อนว่าจะมีเหตุการณ์เช่นนี้นี่นา เจ้าหมอลู่หยางนี่
เกือบจะยกปรมาจารย์ของพวกเจ้าสำนักเจี้ยนอวี่ขึ้นไปไว้บนสวรรค์
แล้ว
หยางติ่งเกาศีรษะอย่างเคอะเขิน “ก็แค่อยากใช้โอกาสนี้โฆษณา
สำนักเจี้ยนอวี่ของพวกเราหน่อยน่ะ”