ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 538 อาจารย์ป้า
มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ยังมีคำถามหนึ่งที่รบกวนจิตใจลู่หยางอยู่
เสมอ
แค่เพียงเอ่ยชื่อเซียนอมตะก็สามารถทำให้เซียนอมตะฟื้นคืนชีพ
ได้ ทำไมกว่าสามแสนปีผ่านไป จวบจนเขาบังเอิญเรียกชื่อโดยไม่
ตั้งใจ เซียนจึงได้ฟื้นคืนชีพ?
หากพิจารณาวิธีการของรูปแบบผลของการบำเพ็ญเป็นเค้า
สายใยโชคชะตาของอาจารย์หลวง ผู้ลอบสังหารเซียนอมตะอาจใช้
วิธีการคล้ายกัน ลบเลือนความทรงจำของผู้คนที่มีต่อเซียนอมตะ
แต่วิธีการเช่นนี้ จะใช้ได้กับเซียนด้วยหรือ?
ไม่มีใครยืนยันได้
ขณะนี้ร่างของเซียนแห่งกาลเวลาฝังอยู่ใต้สายธาตุไม้ วิญญาณ
เซียนหายไปไม่รู้ที่ไหน ไม่ทราบว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่
เซียนแห่งกาลเวลาเป็นเช่นนี้ แล้วเซียนอิงเทียน เซียนจิ้วชง และ
เซียนฉี่หลิน อยู่ในสถานการณ์เช่นไร พวกเขามีบทบาทอะไรในการ
มรณภาพของเซียนแห่งกาลเวลา เป็นฆาตกร หรือเป็นผู้ถูกลอบ
สังหาร?
“ท่านเซียน ท่านจำไม่ได้เลยหรือว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนที่ท่านจะ
สิ้นชีพ คนร้ายมีลักษณะอย่างไร?”
เซียนอมตะขมวดคิ้ว พยายามนึกถึงเหตุการณ์ในเวลานั้น
“ความทรงจำช่วงนั้นพร่าเลือนนัก ข้าจำได้เพียงวันนั้นข้ากำลัง
นอนหลับ ในห้วงความง่วงงุน รู้สึกว่าวิญญาณของตนลอยขึ้น รู้สึก
สบายมาก ราวกับกำลังละลาย เรื่องหลังจากนั้นข้าไม่จำแล้ว พอตื่น
ขึ้นมาอีกที ก็เพราะเจ้าเอ่ยชื่อของข้า วิญญาณข้าจึงรวมตัวอีกครั้ง
กลับมามีชีวิตได้สำเร็จ”
ลู่หยางถอนหายใจ ดูเหมือนว่าคงไม่ได้ข้อมูลอะไรจากเซียน
อมตะแล้ว
เซียนอมตะประกาศว่าตนเป็นผู้นำแห่งห้าเซียนยุคโบราณ
แน่นอนว่าย่อมมีความสามารถติดตัว ไม่น่าจะถูกลอบโจมตีแล้วไม่มี
ปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ เลย นั่นหมายถึง ผู้ลอบโจมตีต้องแข็งแกร่ง
เกินไปกว่าปกติ หรือว่าเซียนอมตะอยู่ในสภาวะผิดปกติในตอนนั้น
“ฆ่าข้าก็แล้วไป แต่แม้แต่เซียนแห่งกาลเวลาและพวกเขาก็ไม่
ปล่อย อย่าให้ข้ารู้นะว่าใครเป็นคนทำ ข้าจะตีมันให้ตาย!” เซียน
อมตะแค้น นางตายสักครั้งก็ไม่ใช่ปัญหา ในยุคสมัยอันยาวนาน ย่อม
มีคนเอ่ยชื่อของนางโดยบังเอิญ แต่เซียนแห่งกาลเวลาไม่เช่นกัน
แม้แต่ร่างแท้ยังถูกฝังอยู่ที่นี่ คงเป็นเรื่องร้ายแรงยิ่ง
ในการรวบรวมผลของการบำเพ็ญอมตะ เซียนแห่งกาลเวลาได้
ให้ความช่วยเหลือตนมากมาย หนี้บุญคุณนี้จะไม่ทดแทนไม่ได้
“กลับไปแล้วจะบอกศิษย์พี่ใหญ่เรื่องนี้ ให้นางตัดสินใจ” ลู่หยา
งก้มหน้าอย่างเสียใจ เสียดายที่ตนไม่อาจช่วยเหลือเซียนอมตะใน
เวลานี้
“เมื่อสถานการณ์ของเซียนแห่งกาลเวลายังไม่แน่ชัด ทำไม
ต้นไม้แห่งสวรรค์ยังสามารถแผ่กระจายพลังชีวิตได้?” ลู่หยางชี้ไปที่
แผ่นไม้ที่เพิ่งได้รับมา
เซียนอมตะมองภาพจำลองต้นไม้แห่งสวรรค์ที่ตนสร้างขึ้นด้วยสี
หน้าซับซ้อน ถอนหายใจเบาๆ “อย่างต้นไม้แห่งสวรรค์ วัตถุ
มหัศจรรย์เช่นนี้ เพียงแค่มีเศษเล็กเศษน้อยหลงเหลืออยู่ ก็สามารถ
ค่อยๆ ฟื้นฟูพลังชีวิต ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากความตายสู่ชีวิต
อาจถือเป็นการฟื้นคืนชีพอีกรูปแบบหนึ่ง แต่นั่นก็คือต้นไม้แห่ง
สวรรค์ใหม่ ไม่เกี่ยวข้องกับเซียนแห่งกาลเวลาแล้ว”
“ต้นไม้แห่งสวรรค์ใต้เท้าพวกเรา กำลังอยู่ในสภาวะฟื้นฟูพลัง
ชีวิตอย่างช้าๆ อีกสองสามหมื่นปีหรือสองสามแสนปีข้างหน้า ต้นไม้
แห่งสวรรค์จะฟื้นคืนชีพสมบูรณ์ แทงทะลุพื้นดินขึ้นมา เติบโตเป็น
ต้นไม้แห่งสวรรค์ทะลุฟ้าต้นใหม่”
“เจ้าดูต้นไม้ที่เด็กซางกวนยืนอยู่เมื่อกี้สิ ปกติไม่ควรโตถึงขนาด
นั้น นี่คือผลจากอิทธิพลของพลังชีวิตต้นไม้แห่งสวรรค์ หากข้าไม่
คาดผิด รากของต้นไม้ใหญ่นั้นคงอยู่ใกล้ตำแหน่งของต้นไม้แห่ง
สวรรค์มาก”
“เซียนแห่งกาลเวลาเคยกล่าวไว้เองว่า ต้นไม้แห่งสวรรค์ครั้งหนึ่ง
เคยประสบภัยพิบัติใหญ่ ถูกฟันขาดกลางลำต้น สูญสิ้นพลังชีวิต
ต้นไม้แห่งสวรรค์ใหม่งอกออกมาจากต้นเก่า นั่นก็คือตัวเขาเอง”
“พอกันเถอะ เด็กๆ พวกเจ้าเที่ยวชมมากพอแล้ว คืนนี้พักผ่อน
เถิด” ซางกวนอวี่ตบมือ ให้ไป๋หมิงพาพวกเขาไปที่พัก พรุ่งนี้จะเริ่ม
เรียนรู้ “รวมบทห้าธาตุ”
แม้นางจะไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ใต้สายธาตุไม้คือร่างแท้ของเซียนแห่ง
กาลเวลา แต่ก็รู้ถึงความล ้าค่าของต้นไม้แห่งสวรรค์ นางไม่ได้แจกให้
ใครง่ายๆ นางรู้สึกว่าทั้งห้าคนนี้อนาคตต้องเป็นผู้มีความสามารถ จะ
ทิ้งรอยประทับอันแจ่มชัดไว้ในประวัติศาสตร์การบำเพ็ญ จึงสร้าง
สัมพันธ์อันดีกับคนรุ่นหลัง
สำนักธาตุทั้งห้าจัดที่พักให้ที่จุดบรรจบของห้าสายธาตุ ซึ่งก็คือ
เขตของชิวจิ้นอัน ตำแหน่งของมันเทียบได้กับยอดเขาเทียน
“โอะโอ เจอกันทั้งหมดแล้วหรือ เจ้าสำนักลู่ ไม่ได้พบกันนานนะ”
เสียงที่ฟังดูคุ้นเคยดังขึ้น ล้อเลียนลู่หยาง
ลู่หยางมองดู เป็นศิษย์คนโตของชิวจิ้นอัน หลินเสี่ยวโหย่ว
รากฐานไม้ เพียงขั้นรวมร่างระดับต้นก็มีพลังเทียบเท่าขั้นรวมร่าง
ระดับปลาย เป็นอัจฉริยะในระดับเดียวกับศิษย์พี่ไต้ปู้ฟาน
คราวก่อนที่สำนักธาตุทั้งห้ามาเยือนสำนักเวิ่นเต๋า เจ้าสำนักผู้
รักษาการแทนลู่หยางเป็นผู้ต้อนรับหลินเสี่ยวโหย่ว
หลินเสี่ยวโหย่วยังคิดว่าศิษย์พี่ใหญ่ยังทำหน้าที่ผู้รักษาการแทน
เจ้าสำนัก จึงขอท้าทายคนรุ่นเดียวกัน แล้วศิษย์พี่ใหญ่ก็เงียบๆ ยืน
ออกมา หลินเสี่ยวโหย่วเงียบๆ ถอยกลับ เรื่องจึงไม่มีอะไรต่อ
“ขอคารวะพี่หลิน” ทั้งห้าคนประสานมือคำนับ
“เอาเถอะๆ อย่าเคร่งเครียดกันนัก ผ่อนคลายหน่อย ข้าแค่ฝึก
วิชาอาคมจนเหนื่อยออกมาสูดอากาศ พอดีพวกเจ้ากลับมาพอดี
เลยทักทาย”
“เอ๊ะ อาจารย์ป้าให้แผ่นไม้พวกเจ้าด้วยหรือ?” หลินเสี่ยวโหย่ว
สังเกตเห็นแผ่นไม้ที่ห้อยอยู่ที่อกของทั้งหกคน
สีหน้าไป๋หมิงเปลี่ยนไปทันที รีบดึงลู่หยางและคนอื่นออกห่าง
ลู่หยางและคนอื่นๆ ไม่เข้าใจ แต่ก็ยอมเชื่อฟังออกห่างจาก
บริเวณนั้น
ได้ยินเสียง “แคร็ก” ฟ้าผ่าลงมา ฟาดหลินเสี่ยวโหย่วจนเหลือแต่
ซากไหม้ดำ ทั้งร่างมีควันลอยฟุ้ง
ไป๋หมิงอธิบายเบาๆ “ผู้อาวุโสซางกวนไม่ชอบคนเรียกว่าแก่มาก
ที่สุด ถ้าใครรู้แล้วยังดื้อดึง ก็จะเป็นแบบนี้”
“ไอ ไอ ไม่เป็นไร เรื่องเล็ก” ซากไหม้ดำฟื้นคืนมามีชีวิต ดวงตา
เป็นประกายวาววับ
เสียง “แคร็ก” เบาๆ ดังขึ้น ซากไหม้ดำมีรอยแยกนับไม่ถ้วน
หลินเสี่ยวโหย่วเดินออกจากซากไหม้ดำอย่างปลอดภัย ราวกับไม่มี
อะไรเกิดขึ้น แม้แต่เสื้อผ้ายังใหม่เอี่ยม
ไป๋หมิงอธิบายเบาๆ อีกครั้ง “เสื้อผ้าของพี่ใหญ่ล้วนทำจากใบไม้
ที่งอกออกมาจากร่างกาย แล้วหลอมใบไม้เป็นเสื้อผ้า คนทั่วไปยากที่
จะเห็นการเคลื่อนไหวนี้ ข้าเองก็รู้เพราะอาจารย์บอกเท่านั้น”
ดวงตาเมิ่งจิ่งโจวเป็นประกาย หลินเสี่ยวโหย่วอยู่รุ่นเดียวกับไต้ปู้
ฟาน ก็คือรุ่นเดียวกับศิษย์พี่ใหญ่ และที่นี่ก็ไม่ใช่สำนักเวิ่นเต๋า
“พี่หลิน ท่านอายุ……”
พูดยังไม่ทันจบ ลู่หยางก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว ใช้มือปิดปาก
เมิ่งจิ่งโจวจากด้านหลัง ดึงเขากลับมา
เจ้าจะทำบ้าไม่ต้องลากพวกเราลงเหวไปด้วย
ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่เข้าใจว่าทำไมลู่หยางถึงมีปฏิกิริยา
รุนแรงเช่นนี้
แม้แต่หลินเสี่ยวโหย่วยังถามตรงๆ “น้องเมิ่งมีอะไรจะถามหรือ?”
“ไม่มีๆ เมื่อกี้เขาละเมอไป” ลู่หยางตอบแทนเมิ่งจิ่งโจว
“พี่ใหญ่ เมื่อกี้ได้ยินว่าท่านเพิ่งฝึกวิชาอาคมได้สำเร็จ ทำไมยัง
ต้องฝึกวิชาอาคมอีกล่ะ?”
“ฮ่าๆ พี่ใหญ่ของเจ้านับเป็นอัจฉริยะเช่นไร มีความคิดใหม่ ฝึก
วิชาอาคมใหม่ก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ?”
“แล้วครั้งนี้ท่านฝึก……”
“ผสมผสานวิชาปลูกต้นไม้กับวิชาวาดวงล้อมขัง เพิ่มความ
แข็งแกร่งให้วิชาวาดวงล้อมขัง พูดให้เข้าใจยากหน่อย ดูข้าแสดงให้
ดูสักรอบจะได้เข้าใจ”
หลินเสี่ยวโหย่วหยิบเมล็ดพันธุ์ไม้หลายเมล็ด หมุนวนหว่าน
เมล็ด เมล็ดพันธุ์หยั่งรากทันทีที่ตกดิน เติบโตอย่างรวดเร็ว ล้อมหลิน
เสี่ยวโหย่วไว้ กิ่งก้านใบไม้โค้งงอเข้าด้านใน ดูคล้ายกรงนก
ต้นไม้เปล่งประกายโลหะ คล้ายกับต้นไม้ที่เติบโตในสายธาตุทอง
“ดูสิ แบบนี้แหละ” หลินเสี่ยวโหย่วชกกำปั้นใส่ต้นไม้เหล็ก ต้นไม้
เหล็กไม่สะเทือนแม้แต่น้อย เขากระทืบเท้าอย่างแรง พื้นดินก็ไม่
สั่นสะเทือน
รากไม้เชื่อมต่อกันเป็นผืนเดียวข้างล่าง มั่นคงไม่สั่นคลอน
แข็งแกร่งผิดปกติ
“เก่งมาก” ไป๋หมิงอุทานด้วยความชื่นชม เพียงวิชานี้ก็สามารถ
โจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว กักขังคู่ต่อสู้ระดับเดียวกันได้ไม่มีปัญหา
“ข้าเห็นพี่ใหญ่ใช้ได้คล่องแคล่วนัก ทำไมยังต้องฝึกอีก มีจุด
ไหนที่ยังไม่สมบูรณ์หรือ?”
“วิชาอาคมผสมผสานนี้มีปัญหาเล็กน้อยที่ยังไม่ได้แก้ไข”
“คืออะไรหรือ?”
“ข้าไม่รู้วิธีถอนวิชาเอง”
ไป๋หมิง “……”
ไป๋หมิงค่อยๆ ยกมือขึ้น ประสานกำปั้นอย่างแรง “พี่ใหญ่ โปรด
รักษาตัวด้วย!”
ไป๋หมิงเรียกทุกคนให้จากไป หลินเสี่ยวโหย่วถอนหายใจอย่าง
เศร้าสร้อย ดูเหมือนต้องพึ่งตัวเองแล้ว
“อาจารย์ป้า ช่วยด้วย!”
โครม โครม โครม——
สายฟ้าสามสายฟาดลงมา หลินเสี่ยวโหย่วไม่เป็นอันตรายแม้แต่
น้อย
“เอ? นี่หลักการอะไรกัน”