ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 582 ลุงเพิ่งเจอเจ้าครั้งแรก ไม่มีของดีอะไรให้หรอก
- Home
- ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ!
- บทที่ 582 ลุงเพิ่งเจอเจ้าครั้งแรก ไม่มีของดีอะไรให้หรอก
“ท่านเจ้าเผ่าจิ่น ท่านรู้จักพวกเราพี่น้องร่วมสำนักสองคนหรือ?”
ลู่หยางระมัดระวังถามออกไป เจ้าเผ่าจิ่นไม่เพียงร่างกายใหญ่โต การ
ที่ได้เป็นหัวหน้าเผ่าฉงฉี ย่อมต้องเป็นบุคคลที่โหดเหี้ยมเป็นที่สุด
เขาและเมิ่งจิ่งโจวคิดมาก่อนออกเดินทางว่าคนในเขตปีศาจจะ
จำหน้าพวกเขาได้หรือไม่ ข้อสรุปคือคนในเขตปีศาจอย่างมากก็รู้จัก
แค่ชื่อ ไม่เคยเห็นหน้า
เมื่อดูท่าทีของเจ้าเผ่าจิ่น ข้อสรุปก่อนหน้านี้ช่างด่วนสรุปเกินไป!
เจ้าเผ่าจิ่นมองลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจวด้วยรอยยิ้มกึ่งเย้ยหยัน
“ปกติแล้วข้าไม่สนใจว่าอัจฉริยะขั้นแก่นทองคำจะมีตัวตนอยู่ที่
ใด ก่อนที่พวกเขาจะเติบโตขึ้นมา ล้วนแต่เป็นการคุยโว แต่เจ้าลู่หยา
งกลับไม่เหมือนกัน”
“ข้ามีอะไรแตกต่างหรือ?”
ลู่หยางอดไม่ได้ที่จะยิ้มที่มุมปาก นึกในใจว่าพรสวรรค์ตนที่หาได้
ยากในหนึ่งหมื่นปีทำให้ท่านเจ้าเผ่าจิ่นสนใจแล้วหรือ?
“เจ้าเป็นศิษย์ของท่านเต๋าปู้อวี่”
ลู่หยาง: “……”
“เมื่อรู้ว่าผู้ชนะเป็นศิษย์ของท่านเต๋าปู้อวี่ ข้าก็สั่งคนไปหา
ภาพวาดมา”
“ส่วนเมิ่งจิ่งโจว เจ้าเป็นลูกเจ้าตระกูลเมิ่ง ข้าก็ให้คนหาภาพวาด
ของเจ้าเช่นกัน”
“ข้าไม่คิดว่าพวกเจ้าสองคนจะอยู่กับนางแห่งเสียงมาร พวกเจ้ามี
ความสัมพันธ์อะไรกัน?” ท่านเจ้าเผ่าจิ่นหรี่ตามองสำรวจทั้งสามคน
นางแห่งเสียงมารชอบขุดหลุมฝังตัวเอง ชอบกวาดล้างปีศาจ ทำ
ให้มีศัตรูมากมาย แต่นางก็มีวิทยายุทธ์ล ้าเลิศ ไม่มีใครจับตัวนางได้
นางแห่งเสียงมารมีที่มาอันลึกลับ ไม่มีใครรู้รากเหง้าของนาง
ลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจวสามารถเข้าสุสานตระกูลฉงฉีได้ ย่อมต้องมี
นางแห่งเสียงมารช่วยเหลือ
ทำไมนางถึงช่วยเหลือคนทั้งสอง บางทีนางแห่งเสียงมารอาจเป็น
คนของสำนักเวิ่นเต๋า…
ท่านเจ้าเผ่าจิ่นไม่ได้คิดต่อ ตัวตนของนางแห่งเสียงมารไม่เกี่ยว
อะไรกับเขา
ท่านเจ้าเผ่าจิ่นเดินไปพลางปล่อยหมอกหนาออกจากร่างกาย
ในม่านหมอกปรากฏชายวัยกลางคนร่างกำยำมีหูเสือ
“เชิญทั้งสามทางนี้”
อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Nov่l Lucky
เขาพาทั้งสามคนไปยังกระท่อมไม้หลังเล็ก ภายในกระท่อมมี
โครงสร้างอันประณีต แตกต่างจากถ ้าภูเขาหรือโพรงไม้หยาบๆ ที่พบ
เห็นได้ทั่วไปในตระกูลฉงฉี เป็นสถานที่ที่ตอบสนองรสนิยมของ
มนุษย์ คงเตรียมไว้ต้อนรับมนุษย์โดยเฉพาะ
ตระกูลฉงฉีไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่แยกตัวจากโลกภายนอก ตรงกัน
ข้าม เพื่อหาเงิน พวกเขามักมีการติดต่อกับเผ่าปีศาจอื่นๆ และมนุษย์
อยู่เสมอ
ด้วยพรสวรรค์ที่ไม่เพียงพอ พวกเขาล้มเหลวในการค้าขายอยู่
บ่อยครั้ง
ตระกูลฉงฉีมีฐานรากอันมั่นคง หากนำเอาของที่ฝังร่วมในสุสาน
หลักออกมาขายเพียงหนึ่งหรือสองชิ้น ผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติยังต้อง
แย่งชิงกัน อาจขายได้ราคามหาศาล
แต่นั่นเป็นสมบัติที่เก็บไว้ยามคับขัน การนำออกมาขายเท่ากับ
เป็นการสุรุ่ยสุร่าย ท่านเจ้าเผ่าจิ่นไม่อยากถูกต่อว่า
ท่านเจ้าเผ่าจิ่นเรียกให้สมาชิกในเผ่าที่แปลงร่างเป็นมนุษย์มาริน
น ้าชาให้ทั้งสาม เป็นมิตรเสียจนทั้งสามรู้สึกอึดอัด
ศิษย์พี่สามยังกังวลว่าจะมีแผนร้ายซ่อนอยู่ นางสามารถหนีได้
อย่างง่ายดาย แต่ศิษย์น้องทั้งสองจะทำอย่างไร?
ศิษย์พี่ใหญ่ฝากให้นางดูแลศิษย์น้องทั้งสอง จะยอมให้เกิดเหตุ
ผิดพลาดระหว่างอยู่ในการดูแลของนางได้อย่างไร
“ข้ากับผู้เฒ่าเปรดเคยเรียกกันเป็นพี่น้อง เจ้าเรียกข้าว่าลุงจิ่นก็
ได้” ท่านเจ้าเผ่าจิ่นเห็นทั้งสามคนเกร็ง จึงหัวเราะร่า
เมิ่งจิ่งโจวดวงตากระตุก ไม่คิดว่าท่านเจ้าเผ่าจิ่นจะมีท่าทีดีต่อ
พวกเขาถึงเพียงนี้เพราะตัวเขา เมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่าง
ตระกูลเมิ่งกับตระกูลฉงฉีที่ศิษย์พี่คนที่สามเล่าให้ฟัง ท่าทีแบบนี้ก็
เข้าใจได้
แต่ปัญหาคือเขาหนีออกจากบ้านแล้ว แม้บิดาจะให้อภัยแล้ว แต่
ในใจยังไม่มั่นใจ
เขาลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเลือกเคารพตามความต้องการของท่าน
เจ้าเผ่าจิ่น เรียกออกไปว่า “ลุงจิ่น”
ท่านเจ้าเผ่าจิ่นได้ยินแล้วก็หัวเราะร่าอย่างปลื้มอกปลื้มใจ ส่ง
กระดาษแผ่นหนึ่งให้กับเมิ่งจิ่งโจว
“หลานชายที่ดี ลุงเพิ่งเจอเจ้าครั้งแรก ไม่มีของดีอะไรให้หรอก
ใบแจ้งหนี้นี้เจ้าเก็บไว้ก็แล้วกัน”
เมิ่งจิ่งโจวปฏิเสธโดยอัตโนมัติ แต่ก็รับของขวัญไว้: “นี่มันล ้าค่า
เกินไปแล้ว… เอ๊ะ ท่านว่านี่คืออะไรนะ?”
“ใบแจ้งหนี้”
เมิ่งจิ่งโจวพลิกกระดาษดูอีกด้าน บนนั้นเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า
ท่านเจ้าเผ่าจิ่นเป็นหนี้ตระกูลเมิ่งเท่าไร ดอกเบี้ยเท่าไร กำหนดชำระ
คืน
ท่านเจ้าเผ่าจิ่นเป็นถึงปีศาจมหาราช มีความเข้มแข็งทางจิตใจ
เกินธรรมดา เขาพูดโดยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง: “เจ้าช่วยพูดกับคนใน
ตระกูลของเจ้าได้ไหม ให้ยกเลิกหนี้ของข้า?”
เมิ่งจิ่งโจว: “……”
ในความทรงจำของเขา ยังไม่เคยมีใครกล้าเบี้ยวหนี้ตระกูลเมิ่ง
ส่วนการยกเลิกนั้นเป็นไปไม่ได้เลย
ท่านเจ้าเผ่าจิ่นลองถามต่อ: “ถ้ายกเว้นดอกเบี้ยก็ได้?”
เมิ่งจิ่งโจวยังคงเงียบ
ท่านเจ้าเผ่าจิ่นไม่ละความพยายาม: “เลื่อนกำหนดชำระอีกสองปี
ก็ยังได้นะ”
เมิ่งจิ่งโจวกังวลว่าถ้าเขาเงียบต่อไป ท่านเจ้าเผ่าจิ่นอาจคิดจับตัว
เขาเป็นตัวประกันเพื่อเรียกค่าไถ่จากตระกูลเมิ่ง
“ไม่มีปัญหา ข้าจะกลับไปบอกบิดาว่าให้เลื่อนเวลาชำระอีกสองปี
โดยไม่คิดดอกเบี้ย”
ท่านเจ้าเผ่าจิ่นถอนหายใจอย่างโล่งอก ดูเหมือนช่วงนี้ไม่ต้อง
กังวลเรื่องถูกฟ้าผ่าแล้ว
“เล่าสู่กันฟัง ข้ากับพี่เปรดไม่ได้พบกันนานแล้ว ข้ามักถาม
พ่อค้าเร่ถึงความเป็นอยู่ของพี่เปรดและตระกูลเมิ่ง ได้ยินว่าตระกูลเมิ่ง
ในฐานะตระกูลผู้บำเพ็ญอันดับหนึ่งของมนุษย์ ได้สร้างมิตรไมตรี
มากมายในเมืองหลวง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือผู้อื่น เกื้อกูลผู้คน
ได้รับความชื่นชมจากผู้บำเพ็ญในเมืองหลวง ใครเห็นคนตระกูลเมิ่ง
ต่างก็ยิ้มแย้มต้อนรับ”
“พี่เปรดยิ่งโดดเด่น ในวงการข้าราชการก็เฉิดฉาย ไม่ว่าจะเป็น
ขุนนางฝ่ายบุ๋นหรือฝ่ายบู๊ ต่างก็ชื่นชมเขามิขาดปาก กล่าวว่าเขามี
ความสามารถเทียบเท่าเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ของทุกยุคสมัย…”
เมิ่งจิ่งโจวฟังแล้วนั่งไม่ติด คำชมทุกคำดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับ
ตระกูลเมิ่งเลยสักนิด
“ลุงจิ่น หากท่านมีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถิด”
“หลานชายพูดจาตรงไปตรงมา ดูก็รู้ว่าเป็นคนทำเรื่องใหญ่!”
“ลุงไม่มีอะไรมากหรอก แค่หวังว่าตระกูลเมิ่งจะให้พวกเราขอยืม
เงินสักหน่อยได้ไหม?”
“ขอยืมอีกหรือ?” เมิ่งจิ่งโจวตกใจมาก “เมื่อครู่ท่านยังคิดจะเบี้ยว
หนี้ ตอนนี้กลับอยากยืมเงินอีก หน้าของเจ้าเผ่าหนาเพียงนี้เลย
หรือ?”
ท่านเจ้าเผ่าจิ่นเคร่งขรึม อธิบายอย่างจริงจัง: “ไม่ใช่การยืมซ ้า
ครั้งก่อนข้ายืมในนามส่วนตัว แต่ครั้งนี้ยืมในนามของตระกูลฉงฉี ทั้ง
สองไม่อาจปะปนกัน”
“……ข้าสามารถกลับไปคุยกับคนในตระกูล แต่ไม่รับรองว่าจะ
สำเร็จ”
ท่านเจ้าเผ่าจิ่นดีใจยิ่งนัก ใบหน้าผ่อนคลายดังเดิม: “ถ้าเช่นนั้น
ก็รบกวนหลานชายในเรื่องนี้แล้ว!”
“เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เรื่องเล็กน้อย” เมิ่งจิ่งโจวรีบตอบรับ เพื่อ
ความปลอดภัยเมื่อกลับไปควรให้ผู้จัดการไปแจ้งบิดาดีกว่า
คำนวณเวลาแล้ว ผู้จัดการน่าจะได้รับการปล่อยตัวแล้ว
แต่เดิมท่านเจ้าเผ่าจิ่นยังคิดจะเรียกอัจฉริยะของตระกูลฉงฉี
ออกมา ให้มาประลองกับลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจว แต่พอคิดว่าสองคนนี้
คือแชมป์และรองแชมป์ขั้นแก่นทองคำตอนกลาง อัจฉริยะของตระกูล
เขาแม้ชนะก็ยาก
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าชนะเมิ่งจิ่งโจว แล้วตระกูลฉงฉีจะยืมเงินจาก
ตระกูลเมิ่งได้อย่างไร?
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงล้มเลิกความคิดนี้ไป
หลังจากท่านเจ้าเผ่าจิ่นต้อนรับอย่างดีเป็นเวลาสองวัน จึงส่งทั้ง
สามออกจากเผ่า เขาไม่ได้ถามถึงเรื่องการลงสุสานเพื่อค้นคว้า
โบราณคดี นอกจากเพราะฐานะของเมิ่งจิ่งโจวแล้ว ยังมีอีกเหตุผล
หนึ่ง
อาศัยปากของทั้งสามเพื่อบอกเรื่องที่ต้อเจียงยุคโบราณรวบรวม
เขตปีศาจให้แคว้นต้าเซี่ยรู้
ตามบันทึก ต้อเจียงยุคโบราณมีนิสัยโหดเหี้ยม หากปล่อยให้
ปีศาจยิ่งใหญ่เช่นนี้รวบรวมเขตปีศาจ คงยากที่จะคาดเดาผลดี
ผลเสีย
“หาว~” เซียนอมตะตื่นจากต้นไม้ เห็นว่าทั้งสามปลอดภัยดี ก็รู้
ว่าสิ่งที่นางคิดนั้นถูกต้อง ท่านเจ้าเผ่าจิ่นไม่มีทางทำร้ายทั้งสาม
“เห็นไหม ข้าบอกแล้วว่านี่เป็นเรื่องเล็ก”
“ตระกูลฉงฉีจนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร จนมาถึงตอนนี้ ช่างไม่ง่าย
เลย”
“เมื่อก่อนข้าเคยแนะนำฉงฉีเฒ่าไว้ ชื่อฉงฉีใช้ไม่ได้ ทำให้
ยากจน ต้องเปลี่ยนชื่อ”
“เซียนน้อยแนะนำให้ตระกูลฉงฉีเปลี่ยนเป็นอะไรหรือ?”
“หว่างไฉ่ ไม่ก็ ฝู่กุ้ย” (หมายเหตุ: หว่างไฉ่ แปลว่า เจริญรุ่งเรือง
และ ฝู่กุ้ย แปลว่า ร ่ารวยมีเกียรติ)