ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 600 ต้อเจียงยุคโบราณอยู่ที่ไหน ข้าจะไปคิดบัญชี
- Home
- ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ!
- บทที่ 600 ต้อเจียงยุคโบราณอยู่ที่ไหน ข้าจะไปคิดบัญชี
ตามความคิดของลู่หยาง เขาสร้างสถิติในดินแดนลับ เข้าถึงชั้น
ที่สี่ น่าจะมีพวกเผ่าปีศาจมากมายรออยู่ที่ทางออก บังคับถาม
เกี่ยวกับรางวัลที่ได้จากดินแดนลับ
โดยเฉพาะเผ่าจิ้วอิง เขาได้มุ่งเป้าขัดขวางเซินเฟิงของเผ่าจิ้วอิง
ในดินแดนลับ เผ่าจิ้วอิงคงไม่ใช่กำลังสำคัญในการโจมตีเขา?
เริ่มจากเซินเฟิงท้าประลองกับเขา พูดว่าผู้แข็งแกร่งย่อมทรง
อำนาจ แล้วเซินเฟิงก็แพ้ ต่อจากนั้นผู้อาวุโสเผ่าจิ้วอิงก็ลงมือ รังแก
เด็ก
ตอนนี้ตระกูลหงส์ยืนหยัดสนับสนุนเขา ต้านการโจมตีของผู้
อาวุโสเผ่าจิ้วอิง
ด้วยความสามารถยุยงปลุกปั่นของเผ่าจิ้วอิง กลุ่มพันธมิตรเผ่า
ปีศาจจะยืนอยู่ข้างเผ่าจิ้วอิง พูดอะไรทำนองว่า “คุณธรรมไม่ตรงกับ
ตำแหน่ง เจ้าเป็นเพียงเด็กไร้ความสามารถไม่มีสิทธิ์ได้สมบัติล ้าค่าใน
ดินแดนลับ” “รีบมอบสมบัติมาจะไว้ชีวิตเจ้า” “กล้ารังแกคนใน
พันธมิตรเผ่าปีศาจของข้า วันนี้เจ้าต้องตาย” เป็นต้น
ตระกูลหงส์ต้านพันธมิตรเผ่าปีศาจไม่ไหว ตัวเขาตกอยู่ใน
สถานการณ์อันตราย
ตอนนี้ผู้อาวุโสเจียงเหลียนอี้ปรากฏตัว ช่วยเหลือเขา เพียงแค่
กราดตามองด้วยดวงตาของหงส์ ปล่อยพลังกดดันของกึ่งเซียน พูด
ว่า “ข้าอยากรู้ว่าใครจะกล้าแตะต้องเขา!” จากนั้นก็ออกฤทธิ์สังหาร
ทั่วทิศ ทำให้ทั้งโลกต้องเกรงกลัว
นั่นจะช่างสะใจเพียงใด
แต่ทำไมที่ทางออกจึงมีเพียงเมิ่งเฒ่าและศิษย์พี่คนที่สาม?
เจียงเหลียนอี้เห็นว่าสถานการณ์ภายนอกไม่เป็นไปตามแผน
ของลู่หยาง จึงไม่รอสัญญาณจากลู่หยางอีก เดินออกจากดินแดน
ลับด้วยตัวเอง
นางสวมชุดยาวสีแดงสดใส รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าเฉยเมย ทำให้
ผู้คนเกิดความยำเกรงในใจ
เมิ่งจิ่งโจวตกตะลึง ทำไมถึงมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกคน
ทำไมเขาไม่เคยเห็นคนนี้ในดินแดนลับ?
ผู้ที่ตกใจกว่าเมิ่งจิ่งโจวคือศิษย์พี่คนที่สาม เสียงของนางสั่นเทา
“ท่าน… ท่านคือบรรพบุรุษตระกูลหงส์?”
ภายในตระกูลหงส์มีภาพวาดบรรพบุรุษเก่าแก่ ศิษย์พี่คนที่สาม
เคยเห็นในตระกูลหงส์
คนที่น้องชายนำออกมานี้ราวกับเดินออกมาจากภาพวาด
โบราณ หน้าตาเหมือนกันเป๊ะ!
ไม่สิ แม้กระทั่งดูมีชีวิตชีวากว่าในภาพวาดเสียอีก
ศิษย์พี่คนที่สามหลงใหลโบราณคดี การที่มีคนโบราณมีชีวิต
ปรากฏตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรพบุรุษตระกูลหงส์ที่มีชื่อเสียงเลื่อง
ลือ จะไม่ทำให้นางตื่นเต้นได้อย่างไร!
แต่นางก็ตั้งสติได้ ไม่ถูกสิ น้องชายจะโชคดีขนาดไหนก็ไม่น่าจะ
พบบรรพบุรุษตระกูลหงส์ได้ สิ่งนี้ควรจะเป็นร่างแยกหรือร่างจำลองที่
บรรพบุรุษตระกูลหงส์ทิ้งไว้
“ข้าคือเจียงเหลียนอี้”
บรรดาประชาชนในเมืองชั้นที่สามล้วนพูดภาษาปัจจุบัน เจียง
เหลียนอี้ใช้จิตกวาดอ่านก็เรียนรู้ได้
เมื่อได้ยินเจียงเหลียนอี้แนะนำตัว ศิษย์พี่คนที่สามถึงกับหัว
ใจเต้นช้าลงหนึ่งจังหวะ
เป็นบรรพบุรุษตระกูลหงส์จากตำนานจริงๆ หรือ?
เมิ่งจิ่งโจวมองเจียงเหลียนอี้และลู่หยางราวกับเห็นผี สีหน้าไม่
อยากเชื่อสุดขีด
เจ้าหมอนี่มีเรื่องอะไรกัน ไปดินแดนลับแค่ครั้งเดียว ถึงกับตาม
บรรพบุรุษตระกูลหงส์มาด้วย?
ศิษย์พี่คนที่สามถามอย่างตื่นเต้น “ตามตำนานท่านสิ้นชีพไป
แล้ว นี่ท่านเกิดใหม่หรือกลับมาหรือ?”
เจียงเหลียนอี้ “……”
เรื่องเกิดใหม่กลายเป็นตำนานมาจนถึงยุคนี้แล้วหรือ?
การตอบว่าใช้วิชาแกล้งตายนอนตายมาจนถึงตอนนี้จะทำให้
ภาพลักษณ์ข้าเสียไหม?
นางพูดเรียบๆ “เรื่องนี้อย่าพูดเผยแพร่ เรื่องที่ข้าฟื้นคืนชีพมี
เพียงพวกเจ้าสามคนเท่านั้นที่รู้”
ทั้งสามรีบพยักหน้ารับ
“อ้อใช่ ตระกูลหงส์และเผ่าอื่นๆ ล่ะ?”
ลู่หยางคิดในใจว่า ตนได้ปลุกบรรพบุรุษตระกูลหงส์ให้ตื่นขึ้น
แล้ว ด้วยความสัมพันธ์กับเซียนอมตะ การเป็นบรรพบุรุษที่สองของ
ตระกูลหงส์คงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?
ศิษย์พี่สามเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ลู่หยางเข้าดินแดนลับจนถึงออก
จากดินแดนลับในช่วงเวลานี้อย่างละเอียด
เจียงเหลียนอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกไม่พอใจ “จูเทียนกล้าดี กล้า
ใช้ผลของการบำเพ็ญควบคุมเผ่าข้า เขาคิดว่าข้าไม่อยู่หรือไร?”
จูเทียนก็คือชื่อของต้อเจียงยุคโบราณ ตระกูลต้อเจียงร่างกายสี
แดงฉาน จึงใช้นามสกุล “จู”
ด้วยฐานะผู้ถือผลของการบำเพ็ญ ผู้เหมาะสมย่อมเอาชีวิตรอด
เหมือนกัน การที่เจียงเหลียนอี้ถูกผลของการบำเพ็ญเซียนฉี่หลิน ฝัง
ตราผู้รับใช้นั้นหมายความว่า ถูกผู้แข็งแกร่งควบคุมผู้อ่อนแอโดย
สิ้นเชิง แม้แต่ความเป็นความตายก็อยู่ในความคิดเพียงชั่วขณะ
แม้แต่ในยุคโบราณนางยังไม่เคยทำแบบนี้ ไม่นึกว่าในยุคที่เซียน
ไม่ปรากฏตัวเช่นปัจจุบัน จูเทียนกลับมีความก้าวหน้า ไม่เพียง
ต้องการรวบรวมเผ่าปีศาจ ยังจะควบคุมตระกูลหงส์อีก
หากรากฐานของตระกูลหงส์ไม่แข็งแกร่งพอ คงถูกควบคุมไป
นานแล้ว
“จูเทียนอยู่ที่ไหน ข้าจะไปหาเขา!”
นางเป็นคนใจร้อนอยู่แล้ว จูเทียนกำลังขี่คอตระกูลหงส์ นี่คิดว่า
นางตายไปแล้วหรือไร?!
ลู่หยางสะดุ้ง แอบถามในพื้นที่จิตวิญญาณ:
“เซียน ท่านไม่ได้บอกหรือว่าผู้ที่ตื่นจากการหลับใหล พลังจะ
ลดลงมาก ต้องใช้เวลานานพอควรเพื่อฟื้นฟู ท่านเจียงเพิ่งตื่นขึ้น จะ
สู้ต้อเจียงยุคโบราณได้หรือ?”
“ล้อเล่นหรือ อย่าเอาวิชาแกล้งตายของข้าไปปะปนกับวิธีการ
ต่างๆ นานาพวกนั้น การใช้วิชาแกล้งตาย พลังชีวิตถูกปิดผนึกไว้ใน
ร่างกายอย่างสมบูรณ์ ตอนนี้เหลียนอี้มีพลังเหมือนในยุคโบราณไม่มี
ผิด อยู่ในสภาพเต็มพลัง!”
เซียนอมตะเอามือเท้าสะเอว ภูมิใจในวิชาแกล้งตายของตนเป็น
พิเศษ
ยืนยันแล้วว่าพลังของเจียงเหลียนอี้ไม่ลดลง ลู่หยางยิ่งเคารพนับ
ถือ รีบเตือนว่า “ผู้อาวุโส อย่าโกรธจนทำร้ายตัวเอง ร่องรอยของผู้
อาวุโสจูเทียนหาได้ยาก แต่งานเปิดประเทศกำลังจะมีขึ้น ผู้อาวุโสจู
เทียนในฐานะประมุขประเทศต้องเข้าร่วมแน่ พวกเราไปหาผู้อาวุโสจู
เทียนที่นั่นก็ได้”
“ก็ดีเหมือนกัน”
ลู่หยางเสนอแนะด้วยความหวังดี “ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ชุดที่ท่าน
สวมดึงดูดสายตาเกินไป ก่อนจะเข้าร่วมงานเปิดประเทศ อาจมีคนจำ
ท่านได้ ผู้อาวุโสจูเทียนรู้การมาของท่าน อาจจะหลบซ่อน ท่านควร
พิจารณาปลอมตัวสักเล็กน้อย?”
ไม่กล่าวถึงฐานะของเจียงเหลียนอี้ เพียงใบหน้าที่ติดอันดับสิบ
อันดับแรกในหมู่หญิงงามยุคโบราณ ปรากฏตัวที่ไหนก็เป็นจุดสนใจ
ไปที่ไหนก็เป็นที่จับตามอง
ยิ่งไปกว่านั้น ภายในตระกูลหงส์ล้วนมีภาพวาดของเจียงเหลียน
อี้ ถ้าไม่มีเรื่องวุ่นวายก็แปลกแล้ว
เจียงเหลียนอี้ครุ่นคิด เรื่องนี้ก็มีเหตุผล นางหยิบเสื้อคลุมสีดำ
จากแหวนเก็บของ สวมทับตัว ท่าทางคล่องแคล่ว ทำได้ชำนาญ ราว
กับทำบ่อยๆ
“หืม? ทำไมข้าถึงทำไปโดยไม่รู้ตัวล่ะ?”
เจียงเหลียนอี้ชะงักไปเล็กน้อย รู้สึกงุนงง ด้วยนิสัยของนาง ไม่
เคยทำอะไรปิดบังอำพราง ไม่น่าจะสวมเสื้อคลุมบ่อยๆ
มันไม่สมเหตุสมผล
เซียนอมตะไม่แปลกใจเลย ส่งเสียงสื่อจิตอธิบายให้เจียงเหลียนอี้
“ข้าเคยพาเจ้ากับเสี่ยวหลิงไปงานประมูลแกล้งทำเป็นหมูเพื่อกินเสือ
ตอนนั้นพวกเราสามคนล้วนสวมเสื้อคลุม”
ศิษย์พี่คนที่สามหยิบหนังสัตว์ออกมา เชิญเจียงเหลียนอี้นั่ง ก่อน
ออกเดินทางไปตระกูลต้อเจียง
สี่คนออกเดินทาง
บนหนังสัตว์ เซียนอมตะรู้สึกเบื่อ จู่ๆ ก็นึกถึงเรื่องหนึ่ง
“การเรียกขานระหว่างเจ้ากับเหลียนอี้ดูจะไม่ค่อยถูกต้อง?”
“เหลียนอี้เรียกข้าว่าพี่ ลู่หยางเจ้าเรียกนางว่าผู้อาวุโส เหลียนอี้
เรียกเจ้าว่าลู่หยาง”
“มีปัญหาอะไรหรือ?” ลู่หยางคิดว่าไม่มีปัญหาอะไร ไม่เช่นนั้นจะ
เรียกอย่างไร เรียกเหลียนอี้พี่หรือ?
“ไม่ถูกไม่ถูก ลำดับชั้นสับสนแล้ว แม้ข้าจะไม่ได้รับเหลียนอี้เป็น
ศิษย์ แต่ก็มีความสัมพันธ์อาจารย์ศิษย์โดยพฤตินัย ลู่หยางเจ้าใน
ฐานะผู้สืบทอดเซียนอมตะลำดับที่สอง รวมทั้งเป็นศิษย์ของข้า ตาม
การนับลำดับสายสำนัก เจ้าย่อมมีตำแหน่งสูงกว่าเหลียนอี้ถูกต้อง
แล้ว”
“ดังนั้น?”
“ดังนั้นเจ้าคือศิษย์พี่ใหญ่ของเหลียนอี้!”
เจียงเหลียนอี้พยักหน้า “ข้าฟังคำพี่อมตะ ศิษย์พี่ใหญ่ เจ้าล่ะ?”
ลู่หยาง “……”
เซียน อย่าพูดเล่นสิ ข้ากลัวเซียนฉี่หลินจะโผล่มาข้างหลังเอาได้
อีกทั้งผู้อาวุโสเหลียนอี้ อย่าทำอะไรบ้าๆ ชะตาข้ามีน้อยนิดนัก
แบกรับคำเรียกเช่นนี้ไม่ไหวหรอก