ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 606 เจ้านั่นแหละ!
“ยังมีอีกเรื่องที่เจ้าต้องจัดการ”
ต้อเจียงยุคโบราณโยนป้ายคำสั่งชิ้นหนึ่งให้ผู้อาวุโสตระกูลต้อ
เจียง ชายชรารีบรับไว้ จึงไม่ทำให้ป้ายคำสั่งตกลงพื้น
“พวกเจ้าทั้งสองเห็นป้ายหยกหงส์ที่ตระกูลหงส์ มันมีชื่อว่าคำสั่ง
หงส์ พบคำสั่งหงส์เท่ากับพบเจียงเหลียนอี๋”
“นี่คือคำสั่งต้อเจียงที่ข้าหลอมสร้าง พบป้ายคำสั่งนี้เท่ากับพบข้า
ภายในบรรจุพลังของผลของการบำเพ็ญเป็นเค้าของข้า”
“งานเปิดประเทศกำลังจะมาถึง นี่ไม่เพียงเป็นการสถาปนา
ประเทศ แต่ยังเป็นการแสดงอำนาจ มันสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนา
ของประเทศปีศาจในอนาคต และต่อมุมมองของผู้คนที่มีต่อประเทศ
ปีศาจ เมื่อถึงเวลานั้น กลุ่มผู้มีอิทธิพลทุกฝ่ายจะอยู่ที่นั่น เป็นโอกาส
เหมาะที่จะให้พวกเขาได้เห็นพลังของประเทศปีศาจของเรา”
ต้อเจียงยุคโบราณกล่าวช้าๆ “หากต้องการแสดงอำนาจ วิธีที่ดี
ที่สุดคือหาคนมาเป็นแพะ”
“ประเทศปีศาจของเรารากฐานยังไม่มั่นคง ไม่ควรสร้างศัตรู
ตอนนี้ หรือยั่วยุกลุ่มผู้มีอิทธิพลต่างๆ”
“ลัทธิสวรรค์กำลังมาแรงในช่วงนี้ อ้างว่านำโดยเทพถั่ว มาจาก
สวรรค์ยุคโบราณ น่าขันที่ผู้คนต่างเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง”
“ลัทธิสวรรค์ที่ว่านี้คือแพะที่เหมาะสมที่สุด มีชื่อเสียงพอ พลัง
โดยรวมธรรมดา และยังเป็นของปลอม”
ผู้อาวุโสตระกูลต้อเจียงทำหน้าเศร้า “แต่พวกเราจะไปหาลัทธิ
สวรรค์ที่ไหน?”
ต้อเจียงยุคโบราณมองทายาทของตนด้วยสายตาผิดหวัง
“จำเป็นด้วยหรือที่ต้องไปหา หาคนมาแสดงสักคนก็พอ”
“พวกมันมีตัวตนปลอมอยู่แล้ว หากเราหาคนมาแสดง ใครจะ
กล้าบอกว่าพวกเราปลอม?”
ดวงตาของผู้อาวุโสตระกูลต้อเจียงเปล่งประกาย เขาโค้งคำนับ
อย่างเคารพ “บรรพบุรุษเฉลียวฉลาด!”
ต้อเจียงยุคโบราณรู้สึกพอใจกับคำชม ใบหน้าผ่อนคลายลงบ้าง
แล้วพูดต่อ “ได้ยินว่าลัทธิสวรรค์มีเทพถั่ว มีประมุข มีราชาแห่ง
สวรรค์ผู้พิทักษ์ มีรองประมุข และมีศิษย์ศักดิ์สิทธิ์”
“เจ้าจงหาคนไปปลอมตัวเป็นคนของลัทธิสวรรค์ โดยเฉพาะ
ราชาแห่งสวรรค์ผู้พิทักษ์ และรองประมุขที่แซ่ลู่อะไรนั่น”
“แม้ลัทธิสวรรค์จะเป็นของปลอม แต่พลังของรองประมุขลู่ก็ไม่
ธรรมดา สามารถเป็นอันดับหนึ่งในหมู่เพื่อนร่วมรุ่นในสถานที่อย่าง
แคว้นต้าเซี่ย อัจฉริยะหมายถึงอนาคต ความสามารถในการเลี้ยงดู
อัจฉริยะจึงแสดงถึงความพิเศษของกลุ่ม”
“เมื่องานเปิดประเทศเริ่มขึ้น เจ้าจงให้คนที่ปลอมเป็นรองประมุข
ลู่ออกโรง ท้าทายประเทศปีศาจ ข้าจะส่งศิษย์ออกไป ให้พวกเขาต่อสู้
กัน”
“เมื่อได้ชัยชนะเหนือรองประมุขลู่ ข้าจะออกหน้าเปิดโปงความ
จริงของลัทธิสวรรค์ ด้วยวิธีนี้ นอกจากจะให้ผู้คนได้เห็นอัจฉริยะที่ข้า
อบรมสั่งสอน เหยียบแคว้นต้าเซี่ยไว้ใต้เท้า ยังจะทำให้ผู้คนทึ่งใน
วิสัยทัศน์และพลังของข้าอีกด้วย!”
“บรรพบุรุษเฉลียวฉลาด!” ผู้อาวุโสตระกูลต้อเจียงแสดงสีหน้า
ลังเล เป็นกังวล “แต่รองประมุขลู่มีพรสวรรค์หาได้ยาก หากข้าหาคน
มาสุ่มสี่สุ่มห้า ก็เกรงว่ากลุ่มผู้มีอิทธิพลต่างๆ จะจับได้”
ต้อเจียงยุคโบราณโบกมือ “ไม่เป็นไร เจ้าใช้คำสั่งต้อเจียง
ควบคุมคนปลอม สั่งให้เขาบีบคั้นศักยภาพ คล้ายกับการเผาเลือด
แท้ บังคับให้แข็งแกร่งขึ้น ด้วยวิธีนี้ ก็จะไม่แตกต่างจากรองประมุขลู่
ตัวจริงมากนัก”
“พอแล้ว หากไม่มีปัญหาอะไรก็ไปได้”
ต้อเจียงยุคโบราณถอนหายใจเบาๆ ทายาทรุ่นหลังไม่มีใคร
ฉลาด ทุกอย่างต้องให้เขาคอยจัดการเอง
……
“อยากออกไปเดินเล่นไหม?” ตอนเช้าตรู่ลู่หยางเสนอ อยู่เฉยๆ
ในโรงเตี๊ยมก็เป็นการอยู่เฉยๆ ไม่สู้ให้ผู้อาวุโสเหลียนอี๋ออกไปข้าง
นอก จะได้เห็นโลกการบำเพ็ญในปัจจุบัน
เจียงเหลียนอี๋ครุ่นคิด คิดว่าการออกไปเดินเล่นก็ดี อีกอย่างการ
ตามหาเซียนฉี่หลินไม่จำเป็นต้องรีบร้อน
ลู่หยางสวมชุดที่เป็นทางการ ล้างหน้าอย่างรวดเร็ว เดินลงบันได
ออกจากประตู
เพิ่งออกประตูก็เจอคนคุ้นหน้าเข้าพอดี
“เจ้านี่เอง!”
ชิ่นเฟิงแห่งตระกูลจิ้วอิงจ้องลู่หยางด้วยความเคียดแค้น
ข้างๆ ชิ่นเฟิงคืออัจฉริยะของพันธมิตรปีศาจ
พวกเขาเห็นโรงเตี๊ยมที่ลู่หยางเพิ่งออกมา ก็เข้าใจทันที พร้อมชี้
นิ้วใส่ลู่หยางด้วยความโกรธ “เจ้าเป็นคนของสำนักเวิ่นเต๋า!”
เจ้าหมอนี่ไม่ได้เป็นคนของตระกูลหงส์จริงๆ แต่เป็นคนของ
สำนักเวิ่นเต๋า!
“ข้าเข้าใจแล้ว คนที่อยู่ข้างๆ เจียงสือสือคือลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจ
วจากสำนักเวิ่นเต๋า!”
มีอัจฉริยะตระกูลปีศาจที่ตอบสนองรวดเร็ว เข้าใจสถานการณ์
แม้จะไม่เคยเห็นคนทั้งสองว่าหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เมื่อนึกถึงฝีมือที่
ทั้งสองคนแสดงในโบราณสุสานแห่งการสร้างสรรค์ ก็มีเพียงลู่หยาง
และเมิ่งจิ่งโจวเท่านั้นที่ตรงกัน
ความจริงลู่หยางอยากจะบอกว่า ในสำนักเวิ่นเต๋ายังมีอีกสามคน
ที่มีระดับใกล้เคียงกับเขาทั้งสอง อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าเป็นพวกเขาทั้งคู่สิ
แต่พูดไปก็ไร้ประโยชน์ คนพวกนี้สมองไม่ดี แต่โชคดี เดาถูก
หม่านกู่และอีกสองคนไม่ได้ปรากฏตัวในรอบชิงชนะเลิศขั้นแก่น
ทองคำ ผู้คนจึงยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับพวกเขานัก
ลู่หยางหันหลังกลับเข้าโรงเตี๊ยมทันที ชิ่นเฟิงและคนอื่นๆ ไม่กล้า
บุกเข้าโรงเตี๊ยม การด่าทอจะเสียภาพลักษณ์ พวกเขาจึงได้แต่โกรธ
แค้นและขวางประตูไว้
“ทำไมกลับมาล่ะ?”
เจียงเหลียนอี๋กำลังจะออกไปข้างนอก แต่กลับเห็นลู่หยางเดินก
ลับมา สีหน้าไร้อารมณ์
“พลาดแล้ว มีคนจำข้าได้” ลู่หยางถอนหายใจ อธิบาย
สถานการณ์ที่ประตู และวิธีที่พวกเขาได้สร้างความแค้นกันใน
โบราณสุสานแห่งการสร้างสรรค์
เจียงเหลียนอี๋รู้สึกลำบากใจ นางไม่สะดวกลงมือในเรื่อง
ความแค้นระหว่างคนรุ่นหลัง
“หรือว่าข้าจะช่วยปลอมตัวให้เจ้าสักหน่อย?” เจียงเหลียนอี๋เป็น
ศิษย์ของเซียนอมตะ เทคนิคการปลอมตัวของนางยอดเยี่ยม แม้ความ
ทรงจำจะหายไป แต่ทักษะยังอยู่
“เช่นนั้นดีที่สุด!” ลู่หยางดีใจอย่างมาก
เจียงเหลียนอี๋ยื่นมือทั้งสองจับใบหน้าของลู่หยาง บีบนวดไปมา
ไม่นานลู่หยางก็กลายเป็นคนอีกคนหนึ่ง แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสก็จำ
ไม่ได้
ลู่หยางกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า คิดแล้วคิดอีก คิดจะปลอมตัวให้
สมบูรณ์ จึงแบกดาบสักเล่ม
“สมบูรณ์แบบ” ลู่หยางมองตัวเองในกระจกทองแดง ชูนิ้วโป้งให้
ทั้งสองคนเดินออกจากโรงเตี๊ยมอย่างเปิดเผย ชิ่นเฟิงและคนอื่นๆ
ไม่อาจจำได้ว่านี่คือลู่หยาง
เจียงเหลียนอี๋สวมหมวกคลุม แผ่รังสีของคนแปลกหน้า ชิ่นเฟิง
และคนรุ่นหลังอื่นๆ ก็ไม่กล้าเข้าใกล้
และดูจากร่างกายก็เป็นผู้บำเพ็ญหญิง จึงจับคู่กับลู่หยางไม่ได้
เมืองปีศาจคึกคักวุ่นวาย มีทั้งปีศาจและมนุษย์คละเคล้ากัน แม้จะ
มีการกระทบกระทั่งบ้าง แต่โดยรวมไม่มีเหตุวุ่นวาย
มนุษย์ครอบครองครึ่งหนึ่งของเมืองปีศาจ ปีศาจเปิดร้านขาย
ของ ตะโกนเรียกลูกค้า ทูตจากประเทศพุทธเดินบิณบาตร
“ศรัทธาชนของท่าน มีความแค้นสะสมมาก อาตมาขอสวดมนต์
ช่วยขจัดความแค้นให้ศรัทธาชน ไม่ทราบว่าศรัทธาชนจะบริจาคลิ่น
ซือสักหน่อยเพื่อหล่อพระพุทธรูปทองให้องค์พระหรือไม่?”
“ไปไป ข้าสร้างเมืองปีศาจอยู่เดือนกว่า เมื่อเมืองปีศาจสร้างเสร็จ
กลับบอกว่านี่เป็นการทำงานอาสาสมัคร บทสวดมนต์อะไรของเจ้าจะ
ขจัดความแค้นของข้าได้?” ชายคนหนึ่งตะโกน
ทูตประเทศพุทธหัวเราะแห้งๆ แล้วมองหาคนต่อไป
ไม่นานทูตประเทศพุทธก็พบกับศิษย์น้องของพระเจี๋ยซาที่ชื่อ
พระเจี๋ยเฉินผู้ยิ่งใหญ่ พระสงฆ์ผู้สูงส่งทั้งสองประนมมือท่องบทสวด
พระพุทธ
“เจี๋ยเฉิน นานแล้วที่ไม่ได้พบ ไม่ทราบว่าจะบริจาคลิ่นซือสัก
หน่อยเพื่อหล่อพระพุทธรูปทองให้องค์พระหรือไม่?”
“ย่อมได้” พระเจี๋ยเฉินผู้ยิ่งใหญ่ตกลงโดยไม่ลังเล ล้วงลิ่นซือชั้น
ดีเลิศออกมาจากจีวร ใส่ในบาตรของทูตประเทศพุทธ ส่งเสียงกังวาน
ใสกริ๊ง
“เฉินเยวี่ยน นานแล้วที่ไม่ได้พบ ไม่ทราบว่าจะบริจาคลิ่นซือสัก
หน่อยเพื่อหล่อพระพุทธรูปทองให้องค์พระหรือไม่?”
“ย่อมได้” ทูตประเทศพุทธที่ชื่อเฉินเยวี่ยนผู้ยิ่งใหญ่ล้วงลิ่นซือ
ชั้นดีเลิศจากบาตร คืนให้พระเจี๋ยเฉินผู้ยิ่งใหญ่
ด้วยวิธีนี้ พระสงฆ์ผู้สูงส่งทั้งสองก็มีบุญกุศลสองส่วน
เจียงเหลียนอี๋ตื่นตาตื่นใจ
ตอนที่แต่งเรื่องราวของประเทศพุทธ มีการแต่งเรื่องการขอทาน
เพื่อหล่อพระพุทธรูปทองสั่งสมบุญกุศล แต่ไม่คิดว่าจะมีวิธีสั่งสมบุญ
กุศลที่มีประสิทธิภาพสูงเช่นนี้
พูดตามตรง ลู่หยางก็ตื่นตาตื่นใจเช่นกัน
ลู่หยางยังเห็นเจ้าสำนักชิวจิ้นอันพบกับตระกูลทะเล สอบถามว่า
ตระกูลทะเลต้องการย้ายไปอาศัยที่สายน ้าของสำนักธาตุทั้งห้า
หรือไม่ เขาจะจัดการเรื่องเอกสารการย้ายถิ่นฐานเอง
น่าเสียดายที่ไม่สำเร็จ ตระกูลทะเลตกลงว่าจะไปเยี่ยมชมสำนัก
ธาตุทั้งห้า แต่ไม่ขอย้ายไปอยู่ที่นั่น
ผู้อาวุโสตระกูลต้อเจียงมองหาตัวเลือกอยู่ตามถนน หาไปครึ่งวัน
ก็ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ เขาเห็นลู่หยาง ดวงตาเปล่งประกาย
เจ้านั่นแหละ!