ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 608 งานเปิดประเทศเริ่มขึ้น
“แสดงวิชากระบี่ให้ข้าดูสักหน่อย”
ผู้อาวุโสตระกูลต้อเจียงออกคำสั่ง ลู่หยางไร้อำนาจควบคุม เชื่อ
ฟังคำสั่งของชายชรา สะบัดแขนเสื้อร่ายรำวิชากระบี่ ปลายกระบี่คม
กริบไร้ผู้ต้านทาน ทุกที่ที่ผ่านไป อากาศฉีกขาด ก้าวย่างเปี่ยมด้วย
อำนาจ
ท่าจ้านจือเจวี๋ย วิชาทะลวง ทั้งหมดล้วนแสดงออกมา เป็นท่า
สังหารศัตรู แม้แต่ผู้อยู่ขั้นทารกแรกกำเนิดที่เผชิญหน้าก็ต้อง
หวาดหวั่น ไม่กล้าปะทะโดยตรง
“ดี ดีมาก!” ผู้อาวุโสตระกูลต้อเจียงหัวเราะร่า หากเขาไม่รู้ว่านี่
เป็นการปลอมตัว เขาคงคิดว่านี่คือรองประมุขลู่ตัวจริง
เขาหยิบหน้ากากสองชิ้นและภาพวาดหนึ่งภาพจากแหวนเก็บ
ของ
“นี่คือหน้ากากหนังคนที่ข้าหลอมสร้าง ใส่พลังวิเศษเข้าไปก็
สามารถใช้งานได้ เปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์ที่ต้องการ”
“นี่คือรูปลักษณ์ของรองประมุขลู่ หยุนหยาง เจ้าจงดูภาพนี้แล้ว
เปลี่ยนเป็นรองประมุขลู่”
“ส่วนเจ้าซู่อี้เหริน คนที่เคยเห็นโฉมหน้าจริงของเจ้ามีน้อย แต่ก็
ไม่อาจตัดทิ้งโอกาสที่จะพบคนรู้จักเจ้า เจ้าจงสวมหน้ากาก
เปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์อะไรก็ได้”
ทั้งสองรับหน้ากากมา หน้ากากบางราวกับปีกผีเสื้อ แนบกับ
ใบหน้าให้ความรู้สึกเย็นเฉียบ ลู่หยางคุ้นเคยดี เปลี่ยนตัวเองเป็นรอง
ประมุขลู่
เจียงเหลียนอี๋สุ่มสี่สุ่มห้า เปลี่ยนเป็นลักษณะที่คล้ายกับตัวเอง
ประมาณหกเจ็ดส่วน แล้วถอดหมวกคลุม เผยโฉมหลังการปลอมตัว
“ต่อไปคือการแสดง แววตาของพวกเจ้าไม่ถูกต้อง ขาด
ความรู้สึกโศกเศร้า”
“ลัทธิสวรรค์คืออะไร คือการสืบทอดจากสวรรค์ยุคโบราณ ผ่าน
ไปสามแสนปี ควรมีความรู้สึกดั่งท้องทะเลเปลี่ยนเป็นทุ่งนา สรรพสิ่ง
แปรเปลี่ยน แววตาควรมีความเวิ้งว้างผสมด้วยความหวนคำนึงถึง
อดีต และความดูแคลนโลกปัจจุบัน”
“นอกจากนี้ ลัทธิสวรรค์เป็นองค์กรใหญ่ในยุคโบราณ ซึ่งเป็นยุค
ที่รุ่งเรืองที่สุดของโลกการบำเพ็ญ ในฐานะรองประมุขและราชาแห่ง
สวรรค์ผู้พิทักษ์ของลัทธิสวรรค์ ควรแสดงความภาคภูมิใจในยุค
โบราณ!”
ลู่หยาง “……”
คิดได้ละเอียดดีนี่
ลู่หยางในฐานะรองประมุขลู่ตอนออกโรงก็มีความคิดคล้ายกัน
เป็นเหมือนการสะกดจิตตัวเอง ช่วยให้เข้าสู่สถานะได้เร็วขึ้น
พอคิดได้เช่นนี้ ลู่หยางหัวเราะเยาะ “ตระกูลต้อเจียงบ้าอะไร ต้อ
เจียงยุคโบราณอะไร ในป่าไม่มีเสือ ลิงก็ตั้งตัวเป็นราชา มันเป็นเพียง
ผู้แพ้ของเทพถั่ว แม้แต่คุณสมบัติในการเข้าร่วมลัทธิสวรรค์ของเราก็
ไม่มี!”
เจียงเหลียนอี๋ส่งเสียงฮึ แสดงสีหน้าเย็นชา มองชายชราด้วยแวว
ตาเย็นเยียบไร้ความรู้สึก
“ใช่ นั่นแหละ ความรู้สึกแบบนั้น!”
ผู้อาวุโสตระกูลต้อเจียงตบขาดังเพียะ ไม่คิดว่าสองคนนี้จะเข้าใจ
หนึ่งครั้งก็ผ่าน
“ดีมาก ดูเหมือนศิษย์อาจารย์ทั้งสองมีพรสวรรค์ด้านนี้”
ผู้อาวุโสตระกูลต้อเจียงทำงานอย่างรอบคอบ ยังบอกข้อมูล
เกี่ยวกับลัทธิสวรรค์อีก ลู่หยางพยักหน้ารัวๆ ดูเหมือนอีกฝ่ายมีข้อมูล
เกี่ยวกับลัทธิสวรรค์ที่แม่นยำ ไม่มีที่ผิด
“พอแล้ว พวกเจ้าสองคนจงทำตามที่ข้าวางแผนไว้ในงานเปิด
ประเทศอีกสองวันข้างหน้า ก่อนหน้านั้น พวกเจ้ากลับมาเป็นคนเดิม
ทำตัวตามปกติ อย่าเปิดเผยตัว”
“ขอรับ”
ผู้อาวุโสตระกูลต้อเจียงพยักหน้า จากไปเพื่อรายงานผลต่อต้อ
เจียงยุคโบราณ ปล่อยลู่หยางกับเจียงเหลียนอี๋ไว้
ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่ง เจียงเหลียนอี๋ทำลายความเงียบเป็นคน
แรก
“เอาไงดี?”
ลู่หยางยักไหล่ “อย่าถามข้าเลย ตอนนี้ข้าถูกต้อเจียงควบคุม
เขาให้ข้าทำอะไร ข้าก็ต้องทำอย่างนั้น”
เจียงเหลียนอี๋พยักหน้า “ข้าก็เหมือนกัน”
ได้ข้อมูลสำคัญจากเมืองปีศาจแล้ว ทั้งสองจึงไม่ได้เดินเล่นอีก
กลับไปที่โรงเตี๊ยมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ทุกคนฟัง ทำให้เหล่าผู้อาวุโส
เสียดายจนต้องตบขา
“ลองคิดดูสิ ลองคิดดู ทำไมข้าถึงไม่เจอเรื่องดีๆ แบบนี้บ้าง!” ผู้
อาวุโสทั้งห้าเจ็บปวดราวกับท่านเต๋าปู้อวี่สิ้นชีวิตไปแล้ว
เมิ่งจิ่งโจวก็เสียดายสุดๆ ตัวเขาเองเป็นศิษย์ศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิ
สวรรค์ แต่กลับไม่มีโอกาสได้ปรากฏตัวในโอกาสสำคัญเช่นนี้
ลู่หยางตบบ่าเมิ่งจิ่งโจวอย่างเสียดาย “ก็เป็นเรื่องของชะตา
กรรม”
ศิษย์พี่สามนั่งเงียบๆ ไม่พูดอะไร นางเป็นคนของสำนักเวิ่นเต๋า
ไม่ใช่ลัทธิสวรรค์
……
เวลาสองวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว งานเปิดประเทศเริ่มขึ้นอย่าง
เป็นทางการ
กำแพงสูงรอบลานฟ้าถูกรื้อถอน มองไกลๆ ลานฟ้าเต็มไปด้วย
แสงสีขาวจ้า ทำให้คนลืมตาไม่ขึ้น
“นี่คือหยกขาวผลึก? ก้อนใหญ่ขนาดนี้เลย?”
ผู้บำเพ็ญที่มาชมสะเทือนใจ แม้แต่ผู้แข็งแกร่งขั้นข้ามพิบัติเมื่อ
ได้เห็นก็อดตกใจไม่ได้ ลานฟ้าไม่ได้ประกอบจากหยกขาวผลึกหลาย
ชิ้น แต่แกะสลักจากหยกก้อนเดียวทั้งหมด
บอกว่าเป็นสมบัติล ้าค่าเกินคำบรรยายก็ไม่เกินจริง!
ลานฟ้าแบ่งเป็นเก้าชั้น สอดคล้องกับการบำเพ็ญเก้าขั้น
กลุ่มที่มาร่วมงานเปิดประเทศแบ่งเป็นสองประเภท ประเภทแรก
ได้รับเชิญจากตระกูลต้อเจียง เช่น ประเทศพุทธ ตระกูลมังกรแห่ง
ทะเลตงไห่ กลุ่มเหล่านี้ตระกูลต้อเจียงไม่กล้าละเลย จัดที่นั่งชมดีที่สุด
ยังวางผลไม้และอาหารวิเศษบนที่นั่ง
อีกประเภทคือผู้บำเพ็ญอิสระ หรือสำนักเล็กๆ ที่มาเองโดยไม่ได้
รับเชิญ พวกเขาล้อมรอบลานฟ้า ความชัดเจนในการมองขึ้นอยู่กับ
โชค
ลู่หยางกับเจียงเหลียนอี๋ในฐานะผู้บำเพ็ญอิสระ จึงแยกจากเหล่า
ผู้อาวุโสชั่วคราว
ศิษย์พี่สามยังต้องฝึกวิชาในเขตปีศาจต่อ จึงอยู่ในกลุ่มผู้บำเพ็ญ
อิสระเช่นกัน
“ชิวเฒ่า พวกเราได้พบกันอีกแล้ว” ผู้อาวุโสใหญ่ยิ้มแย้ม
ประสานมือคำนับทักทาย ทางด้านซ้ายของเขาคือชิวจิ้นอัน
ในที่สาธารณะ ชิวจิ้นอันไม่กล้าแสดงสีหน้า ได้แต่ยิ้มตอบ
“องค์ชายรอง คราวนี้เป็นเจ้าที่มาหรือ” ผู้อาวุโสใหญ่ลุกขึ้น
ทักทายข้ามหลายสำนัก
แคว้นต้าเซี่ยไม่ได้ส่งองค์ชายใหญ่เจียงชุนมา แต่ส่งองค์ชายรอง
เจียงจู่มาแทน
เจียงจู่รูปร่างสง่างาม สง่าผ่าเผย มีความสามารถทั้งด้านวิชาการ
และการทหาร ว่ากันว่ามีความคิดที่จะแย่งชิงตำแหน่งจักรพรรดิ
เจียงจู่ประสานมือ แสดงคารวะแบบคนรุ่นหลังต่อผู้อาวุโสใหญ่
“เอ้าหลี่ท่านผู้มีวิทยายุทธ์ สองร้อยปีไม่ได้พบกัน ราชามังกรแห่ง
ทะเลสบายดีหรือไม่?” ทางขวาของผู้อาวุโสใหญ่คือเอ้าหลี่ ผู้สื่อสาร
ที่ราชามังกรแห่งทะเลส่งมา
เอ้าหลี่มีเขามังกรบนศีรษะ จากเขาถึงเท้าประดับด้วยอัญมณี
เพียงเครื่องประดับที่สวมใส่ ก็มีมูลค่าเท่ากับทรัพย์สินทั้งหมดของผู้
บำเพ็ญขั้นรวมร่างทั่วไป
เอ้าหลี่เห็นคนที่นั่งข้างๆ คือผู้อาวุโสใหญ่ สีหน้าไม่สู้ดีนัก ส่ง
เสียงฮึ ไม่ต้องการพูดคุยมาก
“เจ้าสำนักเฒ่าสบายดี”
“ดูท่าทางของเจ้าสิ ทำให้พวกเราดูเหมือนห่างเหินกันเกินไป คน
ที่ไม่รู้คงคิดว่าพวกเรามีความขัดแย้งกัน ตอนที่ข้าช่วยเจ้าผ่านด่าน
มารในใจ เจ้าลืมแล้วหรือ?”
พูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของเอ้าหลี่ยิ่งแย่ลง
เมื่อสองร้อยปีก่อน เขาตกอยู่ในด่านมารในใจ ในฐานะตระกูล
มังกร มังกรเจ้าชู้ จึงเป็นด่านมารแห่งกิเลสตัณหา ตระกูลมังกรแห่ง
ทะเลตงไห่ไม่รู้จะทำอย่างไร ผู้อาวุโสใหญ่ที่แวะเยี่ยมตระกูลมังกรแห่ง
ทะเลตงไห่พอดีจึงยื่นมือช่วยเหลือ ใช้ยาและการฝังเข็ม ทำให้เอ้าหลี่
ไร้ความสามารถในการมีกิจกรรมทางร่างกาย
ตอนนั้นมารในใจเปลี่ยนร่างเป็นหญิงงามหลากหลายมาล่อลวง
เขามีใจแต่ไร้กำลัง ทำให้มารในใจก็ไม่รู้จะทำอย่างไร
หลังจากนั้น เอ้าหลี่ไปหาหมอชื่อดัง ใช้เวลาร้อยปี จึงรักษาให้
หายกลับมาเป็นปกติ สามารถมีกิจกรรมในห้องนอนได้
ผู้อาวุโสใหญ่ใจกว้าง ไม่ใส่ใจท่าทีของเอ้าหลี่ ทักทายทูต
ประเทศพุทธที่ชื่อพระเฉินเยวี่ยนผู้ยิ่งใหญ่ข้างๆ เอ้าหลี่
“พระเฉินเยวี่ยนผู้ยิ่งใหญ่ พวกเราไม่ได้พบกันห้าสิบปีแล้ว เป็น
อย่างไรบ้าง?”
พระเฉินเยวี่ยนผู้ยิ่งใหญ่นั่งนิ่งสงบ เห็นผู้อาวุโสใหญ่ทักทายข้าม
พื้นที่ จึงหัวเราะแห้งๆ ยกมือข้างเดียวขึ้นวางที่หน้าอก ตอบอย่าง
สุภาพ
“พระสงฆ์ไม่พูดเท็จ พูดตามตรง ไม่คิดว่าจะได้พบท่านผู้มี
ศรัทธาที่นี่ ช่างอัปมงคลจริงๆ”