ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 660 วาสนาล ้าลึก
หากเป็นเพียงตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ทั่วไปที่มา พี่ใหญ่หงยังพอมี
ความกล้าที่จะต่อต้านบ้าง
แต่ลู่หยางไม่เหมือนกัน
ในแคว้นต้าเซี่ย ใครบ้างที่ไม่รู้จักลู่หยาง ผู้บำเพ็ญรู้ว่าเขา
สามารถต่อสู้กับรองประมุขลู่แห่งลัทธิสวรรค์ได้อย่างสมศักดิ์ศรีตั้งแต่
อยู่ในขั้นแก่นทองคำ ส่วนชาวบ้านธรรมดาก็รู้ว่าเขาเป็นตัวเอกของ
“ตำนานแห่งสำนักเวิ่นเต๋า ภาคลู่หยาง”
ห้าสำนักใหญ่แห่งเซียน ช่างเป็นสำนักที่สูงส่งยิ่งนัก มีผู้ฝึกเซียน
ผู้ทรงพลังมากมาย ได้ยินว่าในสำนักไม่แม้แต่จะแบ่งระดับให้กับผู้
บำเพ็ญขั้นฝึกลมปราณด้วยซ ้า แม้แต่บรรพบุรุษสูงสุดของสำนักใบ
ไผ่ของพวกเขาก็เพียงแค่ขั้นทารกแรกกำเนิด ยังไม่คู่ควรแม้แต่จะถือ
รองเท้าให้กับสำนักใหญ่
จะกล่าวไปใยถึงลู่หยางแห่งสำนักเวิ่นเต๋า อัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ที่วัย
เยาว์เคยดำรงตำแหน่งผู้รักษาการแทนเจ้าสำนักแห่งสำนักเวิ่นเต๋า
และเป็นที่แน่นอนว่าจะได้เป็นเจ้าสำนักเวิ่นเต๋าในอนาคต
แม้แต่เจ้าเมืองยังต้องสุภาพนอบน้อมเมื่อพบลู่หยาง จะกล่าวไป
ใยถึงเขาที่เป็นเพียงผู้บำเพ็ญขั้นฝึกลมปราณเล่า
เมิ่งจิ่งโจวชายตามองลู่หยางที่ดูภาคภูมิใจอยู่บ้าง รู้สึกเสียดาย
อย่างยิ่ง
เมื่อครู่นี้บอกชื่อของตนช้าไปก้าวหนึ่ง แม้จะรีบบอกชื่อตอนนี้
ผลก็คงไม่เท่ากับลู่หยางแล้ว
หญิงสาวที่ติดตามพี่ใหญ่หงก็ตกใจกับชื่อของลู่หยางไม่น้อย
นึกไม่ถึงว่าจะเป็นอัจฉริยะลู่หยางในตำนาน
เมื่อเทียบกับอัจฉริยะลู่หยาง ชายที่นางหมายปองก็ไม่ได้มีอะไร
น่าสนใจอีกต่อไป
อีกทั้งอัจฉริยะลู่หยางผู้นี้ยังมีรูปโฉมที่ไม่เลว
คนที่ยืนอยู่ข้างอัจฉริยะลู่หยาง ดูจากตำแหน่งการยืนแล้ว น่าจะ
มีสถานะใกล้เคียงกับลู่หยาง ทั้งสองล้วนหล่อเหลา โดยเฉพาะพระรูป
นั้น หน้าตาหล่อที่สุด
หญิงสาวกำลังพิจารณาว่าจะเลือกใครจากทั้งสามคนดี
ลู่หยางหรี่ตายิ้ม “พี่ใหญ่หง การมอบตัวไม่ใช่แค่ยอมแพ้เท่านั้น
ยังต้องสารภาพการกระทำของเจ้าด้วย”
“ข้าจะสารภาพ ข้าจะสารภาพทั้งหมด!” พี่ใหญ่หงรีบกล่าว
“จี้ห้อยคอนี่ได้มาจากที่ใด และเจ้าขายไปแล้วกี่ชิ้น?”
“เมื่อ… เมื่อประมาณหนึ่งเดือนก่อน มีคนมาหาข้า บอกว่าอยาก
ให้ข้าช่วยขายจี้ห้อยคอชุดหนึ่ง เดิมทีข้าไม่เต็มใจ แต่ฝ่ายตรงข้าม
วิทยายุทธ์สูงส่ง หากข้าไม่ยอมก็จะอันตราย จึงจำต้องยอมรับ
ข้อเสนอ”
“คนผู้นั้นยังมีข้อเรียกร้องอีกว่า ข้าต้องขายจี้ห้อยคอให้แก่คน
ธรรมดาเท่านั้น ห้ามขายให้ผู้บำเพ็ญ”
ลู่หยางขมวดคิ้ว “คนผู้นั้นคือใคร หน้าตาเป็นอย่างไร วิทยายุทธ์
ระดับใด?”
“ไม่… ไม่ทราบว่าชื่ออะไร ผอมสูง เหมือนเสาไผ่”
“และ… และก็ไม่ทราบว่าวิทยายุทธ์ระดับใด”
ลู่หยางทั้งสามคนขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนคนที่ขายจี้ห้อยคอ
มีแผนการบางอย่าง แต่ไม่รู้ว่าจุดประสงค์คืออะไร
“เซียนน้อย ตื่นเถอะ อย่าฝึกวิชาเข้าฝันอีกเลย” ลู่หยางเข้าไป
ในมหาเวียนสถานในพื้นที่จิตวิญญาณ ปลุกเซียนอมตะที่กำลังฝึก
วิชาเข้าฝันให้ตื่นขึ้น
“หืม? มีอะไรหรือ? เด็กอวี้บุกมาแล้วหรือ?” เซียนอมตะงัวเงียลุก
ขึ้นจากแท่นบัว ดวงตาเปิดแค่ครึ่งเดียว
“พบเรื่องบางอย่าง ต้องขออาศัยความรู้ของท่าน”
“หาว——เรื่องอะไร?”
“ท่านดูจี้ห้อยคอนี่หน่อย”
“จี้ห้อยคอ?” เซียนอมตะมองผ่านสายตาของลู่หยาง เห็นจี้ห้อย
คอที่อยู่ในมือเขา “นี่ใครสร้างขึ้นมา?”
“จี้ห้อยคอมีปัญหาหรือ?”
“ไม่มีปัญหา แค่ฝีมือการสร้างแย่มาก ห่างชั้นกับหมอนวิเศษผัก
เหลียงของข้ามากนัก”
ลู่หยาง “……”
“แล้วใช้กับใครได้บ้าง ทั้งคนธรรมดาและผู้บำเพ็ญหรือ?”
“สร้างหยาบเกินไป เข้าได้แค่ความฝันของคนธรรมดา แนวคิด
การสร้างไม่มีปัญหา ถ้าสร้างให้ละเอียดกว่านี้ ก็อาจจะเข้าความฝัน
ของผู้บำเพ็ญได้ด้วย”
“พูดถึงปัญหา ก็มีแค่ว่าจี้ห้อยคอนี้สามารถบันทึกความฝันได้”
“บันทึกความฝัน?”
“คือการที่ใช้จี้ห้อยคอฝันอะไร ส่งผลอย่างไรกับเจ้าของความฝัน
ก็สามารถบันทึกไว้ได้ทั้งหมด”
ลู่หยางยังคิดไม่ออกว่าอีกฝ่ายต้องการทำอะไรกันแน่
ช่างเถอะ ไม่ต้องคิดมาก ให้ทางการจัดการไปเถิด
“แล้วเจ้าเป็นใคร?” ลู่หยางหันไปทางหญิงสาวผู้น่าสงสาร
“ข้า… ข้าเป็นศิษย์น้องของเขา แวะมาเยี่ยมเขาระหว่างทาง”
หญิงสาวตกใจกับสายตาของลู่หยาง
“โอ้ พวกเจ้าอายุห่างกันยี่สิบปี กลางดึกมาเยี่ยมเขา ชายหญิง
อยู่กันตามลำพัง?”
“ใช่… ใช่แล้ว”
ซื่อฉันก้าวออกมาหนึ่งก้าว สวดมนต์วาจาสัตย์ พุทธอักษรสีทอง
ปรากฏบนหน้าผากของหญิงสาว “โยมหญิง โปรดกล่าวความจริง”
ภายใต้อิทธิพลของจริงวาจา หญิงสาวเล่าจุดประสงค์ที่แท้จริง
ของการมาที่นี่ทั้งหมด “ข้ามาขอให้พี่ใหญ่หงฆ่าหญิงคนหนึ่งชื่อฝู
หลิง……”
ลู่หยาง “……”
เมิ่งจิ่งโจว “……”
ทำไมถึงเป็นคุณหนูฝูหลิงอีกล่ะ?
เมื่อทุกอย่างกระจ่างแล้ว ไม่มีเหตุผลให้อยู่ที่นี่อีกต่อไป ลู่หยา
งจึงออกจากคฤหาสน์หง ไปหาตำรวจที่ลาดตระเวนบนถนน
“คุณตำรวจ ที่นี่มีคดีอีกแล้ว!” ลู่หยางเรียกอีกฝ่าย เมื่อคืนเพิ่งจะ
ส่งโจรผู้บำเพ็ญและมือสังหารให้กับเขา
คิดไม่ถึงว่าจะมาเจอกันที่นี่อีก
หลังจากลู่หยางเล่าเรื่องคฤหาสน์หงให้ตำรวจฟัง ตำรวจก็มอง
เขาเหมือนเห็นผี
เมื่อคืนเจ้าส่งมือสังหารที่ลงมือฆ่าคนไม่สำเร็จมาหนึ่งคน คืนนี้
เจ้าก็จับกลุ่มคนที่คิดจะลงมือฆ่าคนได้อีก?
ตำรวจแทบจะคิดว่าลู่หยางเป็นมือสังหารจากต่างเมืองที่มาขยาย
กิจการ ยืมมือทางการกำจัดคู่แข่งในเมืองนี้
ไม่นาน ตำรวจติดต่อผู้บังคับบัญชา เรียกตำรวจมาเป็นจำนวน
มาก จับคนทั้งหมดในคฤหาสน์หงไปที่ว่าการ สอบสวนตลอดทั้งคืน
บิดาและบุตรสาวตระกูลฉงในฐานะพยานและผู้เสียหาย ก็มาที่ว่า
การด้วย
“พระคุณเจ้า เรื่องราวจบลงแล้วหรือ?” ฉงหมิงถามอย่างตื่นเต้น
“เช่นนั้นแล้ว เรื่องของบุตรสาวของท่านเกิดจากคังเว่ยใช้วัตถุ
วิเศษ บัดนี้ทุกอย่างกระจ่างแล้ว รอเพียงทางการจัดการต่อไป”
“ขอบพระคุณมากๆ!” ฉงหมิงจะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร ปัญหาที่
รบกวนเขามาหนึ่งสัปดาห์ พระคุณเจ้าใช้เวลาเพียงคืนเดียวก็แก้ไข
ให้ “ถ้าเช่นนั้น เงินค่าน ้าชานี้……”
“ห้าร้อยตำลึงเงิน”
สำหรับฉงหมิง ห้าร้อยตำลึงเงินเป็นเพียงเศษเงินเท่านั้น เขาจึง
หยิบธนบัตรหนึ่งพันตำลึงออกมาจากแขนเสื้อทันที
“พระคุณเจ้า นี่เป็นเพียงน ้าใจเล็กน้อย”
“มากเกินไปแล้ว” ซื่อฉันยืนกรานรับเพียงห้าร้อยตำลึง ฉงหมิ
งเถียงชนะพระคุณเจ้าไม่ได้ จึงหยิบธนบัตรห้าร้อยตำลึงออกมา มอบ
ให้อย่างเคารพ
เมื่อเรื่องราวจบลง ซื่อฉันกลับไปที่โรงแรม ไม่แม้แต่จะมอง
คุณหนูตระกูลฉงสักแวบ
“คืนนี้จะไปหอนางโลมเพื่อฝึกจิตใจหรือ?” ลู่หยางถามพร้อม
รอยยิ้ม การทำพิธีกับซื่อฉันช่างทำให้เขาได้เห็นอะไรใหม่ๆ จริงๆ
“ไม่ใช่ เพิ่งผ่านไปเพียงคืนเดียว ยังไม่ใช่เวลาที่กำหนัดของข้า
แรงกล้าที่สุด จะไม่ได้ผลการฝึกที่ดีที่สุด ตามความเห็นของข้า รออีก
สามวันจะดีกว่า”
“ช่างพิถีพิถันเสียจริง”
เมื่อทั้งสามคนกลับถึงโรงแรม พอดีพบสองพี่น้องฝูหลิงที่เพิ่ง
กลับมาที่โรงแรมเช่นกัน
“อ้าว พระคุณเจ้าพวกท่านกลับมาช้าจัง”
“ทำพิธีล่าช้าไปบ้าง ข้าเห็นว่าโยมทั้งสองก็กลับมาไม่เร็วนัก”
ฝูหลิงยิ้มจนตาหยี “วันนี้โชคดี ลูกค้าที่เจรจาไม่ลงตัวมาตลอด
วันนี้ก็ตกลงกันได้เสียที เจรจารายละเอียดมากมาย กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็
ดึกแล้ว”
ซื่อฉันอวยพร “อมิตาพุทธ โยมฝูหลิงวาสนาล ้าลึก”
“ถ้าเช่นนั้นก็ขอให้เป็นไปตามคำอวยพรของพระคุณเจ้า แต่เรื่อง
วันนี้ก็แปลกมาก”
“ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ลูกค้าคนนั้นเมื่อวานยังเรียกร้องเงื่อนไขที่
เกินไปมากมาย วันนี้กลับเปลี่ยนคำพูด บอกว่าให้ถือเป็นการทำ
ความดีเถิด อยากลองดูว่าคำพูดของพระคุณเจ้าจะได้ผลหรือไม่อะไร
ทำนองนี้”