ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 682 ปัญหาการเรียกขาน
กึ่งเซียนแห่งความว่างเปล่าทั้งตกใจและโกรธแค้น เจียงผิงอันไอ้
ลูกหมานี่ช่างไม่ใช่คนดีเลย เจ้าเป็นเซียนแล้วยังมีหน้ามาท้าต่อสู้
หนึ่งต่อหนึ่ง?
ไปสู้กับปู่เจ้าเถอะ!
ศิษย์พี่ใหญ่นั่งบนบัลลังก์ไม่ทันไร ก็เห็นโลกเสมือนแตกสลาย
กึ่งเซียนแห่งความว่างเปล่าถูกเจียงผิงอันตบตีจนสภาพยับเยิน
ความสามารถในการเกิดใหม่จากแขนขาที่ขาด หรือการเกิด
ใหม่จากหยดเลือด ล้วนไร้ผลในชั่วขณะนี้ บาดแผลของกึ่งเซียนแห่ง
ความว่างเปล่าเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่สามารถรักษาได้
ตุบ
กึ่งเซียนแห่งความว่างเปล่าถูกโยนลงบนพื้น เจียงผิงอันถอน
หายใจยาว เช็ดเหงื่อที่ไม่มีอยู่จริงบนหน้าผาก ราวกับเพิ่งผ่านการ
ต่อสู้ครั้งใหญ่
“กึ่งเซียนแห่งความว่างเปล่า คราวนี้ข้าไม่ได้โกง พวกเราต่อสู้
หนึ่งต่อหนึ่ง ใช้แต่ความสามารถที่แท้จริง ครั้งนี้เจ้าคงยอมรับความ
พ่ายแพ้ด้วยใจแล้วกระมัง?”
เจียงผิงอันเป็นเซียนมาตลอด แต่ไม่เคยมีโอกาสได้โอ้อวดกับ
คนรู้จักเลย รอโอกาสนี้มาหมื่นปี ไม่คิดว่าวันนี้จะสมหวัง
ช่างสะใจ
หากไม่ใช่เพราะกึ่งเซียนแห่งความว่างเปล่าเจ็บจนยืนไม่ไหว เขา
คงอยากจะกระโจนเข้าไปกัดคอเจียงผิงอันให้ขาด
“บัลลังก์นี้ไม่เลว หาใครมาหลอมสร้าง?” เจียงผิงอันสังเกตเห็น
บัลลังก์ที่อวี้จือนั่งอยู่ หากไม่ใช่เพราะเขาส่งเสริมการใช้ชีวิตเรียบง่าย
เขาก็อยากจะสร้างบัลลังก์ที่สง่างามเช่นนี้เหมือนกัน
“ผลิตภัณฑ์พิเศษจากเขตปีศาจ ของขวัญจากศิษย์น้องเล็ก”
“ศิษย์น้องเล็กของเจ้าชื่อลู่หยางใช่ไหม?” เจียงผิงอันแทบไม่ได้
สนใจเรื่องราวภายนอก เพียงแต่ได้ยินอวี้จือพูดถึงในการสนทนา
“ใช่ ข้าเชื่อมั่นในตัวเขามาก เขาสร้างความประหลาดใจให้ข้า
ไม่น้อย อย่างเช่นการจับกึ่งเซียนแห่งความว่างเปล่าครั้งนี้ ก็มีส่วน
จากเขาด้วย ในอนาคตการแย่งชิงยุคทอง จะต้องมีที่ยืนสำหรับเขา
แน่นอน”
เจียงผิงอันยิ้ม “ข้าไม่เคยได้ยินเจ้าชมใครขนาดนี้มาก่อนเลย”
เมื่อได้ยินว่าลู่หยางมีส่วนในการจับกึ่งเซียนแห่งความว่างเปล่า
เจียงผิงอันก็เกิดความรู้สึกดีต่อผู้บำเพ็ญหนุ่มที่ไม่เคยพบหน้า
“ยังมีอีกคนหนึ่งที่อนาคตต้องไม่ธรรมดาเช่นกัน”
“ใคร?”
“ศิษย์น้องที่ตระกูลเมิ่งส่งมา”
เจียงผิงอันได้ยินแล้วอัศจรรย์ใจ ฟังแล้วอิจฉา “ทำไมตระกูลเจียง
ของพวกเราถึงผลิตคนมีความสามารถแบบนี้ไม่ได้นะ”
นอกจากบรรพบุรุษผู้เฒ่าอย่างเขาแล้ว ปัจจุบันผู้มีพรสวรรค์
ที่สุดของตระกูลเจียงก็คือองค์ชายใหญ่เจียงฉุน ที่อายุไม่ถึงพันปีก็มี
วิทยายุทธ์ขั้นรวมร่าง แต่ก็ยังห่างไกลจากการได้รับคำชม “ไม่
ธรรมดา” จากอวี้จือ
กึ่งเซียนแห่งความว่างเปล่าได้ยินการสนทนาแล้วนึกถึงทายาท
ตระกูลเมิ่งที่เขาเคยพบในเมืองชุนเจียง
เป็นเขาหรือ?
เมิ่งจื่อโชคดีอะไรเช่นนี้ นิสัยก็ไม่ได้ดีอะไรนัก แต่กลับมีทายาทที่
เก่งกาจเช่นนี้
ตอนนั้นเขาสนใจแค่ว่าเมิ่งจิ่งโจวเป็นคนตระกูลเมิ่ง ไม่ได้สนใจ
อะไรมากกว่านั้น จากคำชมของอวี้จือ เขาจึงคิดว่าทายาทตระกูลเมิ่ง
ผู้นี้ต้องเป็นอัจฉริยะแห่งการบำเพ็ญ อย่างน้อยก็ต้องเป็นกึ่งเซียน
เหมือนเขา
“จะจัดการกึ่งเซียนแห่งความว่างเปล่าอย่างไร?”
“เขามีจิตใจไม่ถูกต้อง ปล่อยไปก็เหมือนปล่อยเสือกลับป่า เป็น
ภัยไม่สิ้นสุด ข้าเตรียมจะแยกร่างกายของเขาออก แล้วกักขัง
วิญญาณไว้บนยอดเขาคุมขัง”
ต่างจากกึ่งเซียนแห่งความฝัน ที่ไม่มีประวัติอาชญากรรมและมี
ใจกลับตัว กึ่งเซียนแห่งความว่างเปล่าเพียงยอมจำนนต่อพลัง ไม่อาจ
ปล่อยให้หนีไปได้
เจียงผิงอันพยักหน้า เขาไม่มีข้อคัดค้านต่อวิธีของอวี้จือ หาก
เป็นเขาก็คงจัดการเช่นเดียวกัน
กึ่งเซียนแห่งความว่างเปล่ามีจิตใจต่อต้านอำนาจของเขา ปล่อย
ไปในโลกภายนอกก็จะก่อเรื่องได้อีก ทำให้พลังแผ่นดินปั่นป่วน ให้
ฝ่ายอื่นช่องทางที่เอาเปรียบได้
“ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องขอความเห็นจากสหายเจียง”
“ว่ามา?” เจียงผิงอันประหลาดใจ เขาสังเกตเห็นว่าอวี้จือพูด
ประโยคนี้ ขมวดคิ้วเล็กน้อย ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“ข้ามีสหายที่ดีคนหนึ่งชื่ออวี้เมิ่งเมิ่ง เมื่อเร็วๆ นี้นางรู้ว่าตนไม่ได้
เกิดจากพ่อแม่ แต่มีเซียนผู้หนึ่งที่มีความสามารถในการสร้างชีวิตได้
สร้างวัตถุวิเศษชิ้นหนึ่ง มารดาของอวี้เมิ่งเมิ่งใช้วัตถุวิเศษนี้จึงให้
กำเนิดนาง แล้วนางควรเรียกเซียนผู้นี้ว่าอย่างไร?”
เจียงผิงอันอุทาน เขามีชีวิตอยู่มาหมื่นปี ยังไม่เคยได้ยินเรื่อง
เช่นนี้
“ข้าก็ไม่รู้” เจียงผิงอันคิดนานก็ยังคิดไม่ออกว่าควรเรียกอย่างไร
เป้าหมายของการมาพระราชวังบรรลุแล้ว อวี้จือไม่ได้อยู่นาน
กว่านี้ จับกึ่งเซียนแห่งความว่างเปล่ากลับไปยังยอดเขาคุมขังของ
สำนักเวิ่นเต๋า นางยังต้องสอบสวนกึ่งเซียนทั้งสอง
โดยเฉพาะกึ่งเซียนแห่งความฝัน เป็นกึ่งเซียนจากปลายแคว้น
ต้าเฉียน แน่นอนว่าต้องรู้ความลับที่ไม่เปิดเผยมากมาย ไม่ต้องพูดถึง
เรื่องไหนไกล แค่เรื่องแม่น ้าแฝด ก็เป็นสิ่งที่อวี้จือไม่เคยรู้มาก่อน
เจียงผิงอันโบกมือบอกลา “ไปแล้วรึ ข้าไม่ส่ง โอกาสหน้าข้าจะ
ไปเยี่ยมนักโทษเอง!”
……
นักโทษบนยอดเขาคุมขังได้ยินเสียงอวี้จือกลับมา บรรยากาศตึง
เครียดอีกครั้ง
อวี้จือไม่พูดอะไร มือทั้งสองกดลงบนหน้าผากของกึ่งเซียนแห่ง
ความฝันและกึ่งเซียนแห่งความว่างเปล่า แล้วดึงเบาๆ ทั้งสองก็รู้สึกว่า
ร่างกายเบาขึ้น วิญญาณและร่างกายแยกจากกัน
อาจารย์ปู่ในร่างเด็กอย่างร่าเริงลากร่างที่ไร้วิญญาณทั้งสองไป
นี่เป็นวัตถุดิบชั้นดีในการหลอมวัตถุวิเศษ
อวี้จือมองทั้งสองเย็นชา “ตอนนี้พวกเจ้ามีสองทางเลือก หนึ่ง เล่า
ข้อมูลที่พวกเจ้ารู้ให้ข้าฟังอย่างละเอียด หรือ สอง วิญญาณของพวก
เจ้าก็ไม่ต้องหวังจะเหลือ จะใช้เป็นวัตถุดิบในการหลอมวัตถุวิเศษ
การใช้วิญญาณของกึ่งเซียนเป็นวัตถุดิบในการหลอมวัตถุวิเศษ ก็
ถือเป็นการสร้างคุณมากประการให้กับวงการหลอมวัตถุวิเศษแล้ว”
ทั้งสองเจอคนมามากมาย มองออกในทันทีว่าอวี้จือไม่ได้ขู่เฉยๆ
“พวกเราจะสารภาพทั้งหมด”
อวี้จือพยักหน้า พอใจกับท่าทีของพวกเขา จึงแยกทั้งสองไปขัง
ในห้องเล็กที่ตัดขาดจากโลกภายนอก เพื่อสอบสวนแยกกัน
นางเริ่มสอบสวนกึ่งเซียนแห่งความฝันก่อน
“เจ้ารู้ข้อมูลเกี่ยวกับแม่น ้าแฝดได้อย่างไร?”
“ข้าเห็นในตำราโบราณ ที่นั่นไม่เพียงบันทึกแม่น ้าแฝด ยังบันทึก
แม่น ้าแม่ลูกด้วย แต่ข้ารู้เพียงตำแหน่งของแม่น ้าแฝด ไม่รู้ว่าแม่น ้าแม่
ลูกอยู่ที่ไหน”
“ตำราโบราณได้มาจากที่ไหน?”
“หลังจากข้านำทัพบุกเข้าพระราชวังแคว้นต้าเฉียน ก็พบในห้อง
หนังสือหลวงของพระราชวังแคว้นต้าเฉียน”
ในประวัติศาสตร์มีบันทึกว่า กึ่งเซียนแห่งความฝันบุกเข้า
พระราชวังแคว้นต้าเฉียน สถาปนาตนเป็นฮ่องเต้ ทั่วหล้าจึงยกทัพ
ปราบกบฏ แย่งชิงยุคทอง สุดท้ายถูกฮ่องเต้อวี๋องค์แรกเอาชนะ
แคว้นต้าเฉียนเป็นราชวงศ์ที่ใกล้ชิดกับยุคโบราณมากที่สุด
ตำราโบราณในห้องหนังสือหลวงอาจมีมากกว่าตำราโบราณทั้งหมด
ในยุคปัจจุบันรวมกัน
“ตำราโบราณอยู่ที่ไหน?”
“ถูก… ถูกข้าจดจำแล้วเผาทิ้งไปหมด” กึ่งเซียนแห่งความฝัน
ตอบอย่างตื่นเต้น
“หืม?” แน่นอนว่าอวี้จือไม่พอใจกับคำตอบนี้
กึ่งเซียนแห่งความฝันรีบอธิบาย “จริงๆ นะ ทหารของข้าล้วนเป็น
พยานได้ ตอนนั้นข้าคิดว่าถึงแม้ข้าแย่งชิงยุคทองล้มเหลว แต่ความรู้
ทั้งหมดอยู่ในสมองข้า คู่แข่งก็ต้องละเว้นชีวิตข้าเพื่อแลกกับข้อมูล
เหล่านี้”
ที่จริงฮ่องเต้อวี๋และอาจารย์หลวงก็คำนึงถึงปัจจัยนี้ จึงไม่ได้
สังหารกึ่งเซียนแห่งความฝันในการต่อสู้ ให้โอกาสเขาหนีไป
“ฮ่องเต้อวี๋องค์แรกและอาจารย์หลวงคนแรกมีวิทยายุทธ์ระดับ
ไหน?”
“ตอนที่ต่อสู้กับข้า พวกเขาแน่นอนว่าเป็นกึ่งเซียน แต่ภายหลัง
ได้เป็นเซียนหรือไม่ ข้าก็ไม่รู้แล้ว”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“หลังจากรอดชีวิตจากการต่อสู้ ข้าไม่ได้เข้าสู่การจำศีลทันที
แต่ซ่อนตัวอยู่ในที่มืด คอยดูว่าอู๋เยามีวิธีครองราชย์อย่างไร”
อู๋เยา คือฮ่องเต้อวี๋องค์แรก
“อู๋เยาจัดพิธีสถาปนาราชวงศ์ ในพิธีมีเมฆและเนรมิตร
เปลี่ยนแปลง มีการแสดงอัศจรรย์ต่างๆ จากธรรมชาติ เสียงฟ้าร้องดัง
ไม่หยุด สายฟ้าส่องสว่างทั่วฟ้าดิน แม้ว่านักประวัติศาสตร์หลวงจะ
บันทึกว่านั่นเป็นเพราะอู๋เยาเปี่ยมด้วยคุณธรรม การสถาปนาแคว้น
ต้าอวี๋เป็นไปตามเจตนารมณ์ฟ้าดิน แต่ข้าสงสัยว่านั่นคือสายฟ้า
พิบัติแห่งการเป็นเซียนที่ตำราโบราณบันทึกไว้!”