ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 707 จอมเทพกวนฉี
ลู่หยางเห็นแมงจักจั่นปีศาจตายอย่างไร้พิธีรีตอง จึงเงียบไปครู่
หนึ่ง เขายังไม่ทันรู้แม้แต่ชื่อของจักจั่นทองเลย
เซียนอมตะเห็นลู่หยางเงียบลง เดาได้ว่าลู่หยางกำลังคิดอะไรอยู่
จึงวางท่าเป็นผู้มากประสบการณ์ พร ่าสอนอย่างหนักแน่น: “นี่เป็น
เพียงเสี้ยวหนึ่งของการต่อสู้อันโหดร้ายในยุคโบราณเท่านั้น เจ้าต้อง
ปรับตัวให้คุ้นชินเสียบ้าง”
“เรื่องโหดร้ายที่ข้าเคยประสบมา ย่อมเกินกว่าที่เจ้าจินตนาการ
ได้ แม้กระทั่งตอนนี้ ข้าก็ไม่อยากรำลึกถึงมัน”
ลู่หยางรู้สึกเข้าใจขึ้นมาบ้าง แน่นอนว่าการแย่งชิงยุคทอง
โบราณเป็นการต่อสู้เอาเป็นเอาตาย มิใช่เรื่องเล็กน้อยอย่างที่เซียน
อมตะบรรยาย ต้องผ่านการนองเลือดมาอย่างโชกโชน
นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้เซียนอมตะไม่อยากรำลึกถึงเรื่องในอดีต
เพราะไม่ใช่ประสบการณ์ที่น่ารื่นรมย์นัก
“นึกถึงตอนที่ข้าต้องบดขยี้จักจั่นทอง ถึงกับต้องใช้ฝ่ามือหุบเขา
ออกมา น ้าจักจั่นเลอะนิ้วข้าไปหมด ความรู้สึกตอนนั้นคิดขึ้นมาแล้ว
ยังขยะแขยง” นึกถึงการต่อสู้ครั้งนั้น เซียนอมตะแสดงสีหน้ารังเกียจ
พลางสะบัดมือเบาๆ เป็นเชิงสัญลักษณ์
เซียนอมตะลุกขึ้นจากเตียง ที่นอนนุ่มนิ่ม พอลุกขึ้นมาแล้วยัง
กระดอนขึ้นลงสองสามที
“ฝ่ามือหุบเขาเจ้าเคยเห็นใช่ไหม ตอนนั้นฝ่ามือหุบเขาที่ข้าใช้
มันใหญ่ประมาณนี้—–” เซียนอมตะกางแขนทั้งสองข้าง พยายาม
วาดวงกลมใหญ่
เซียนอมตะยื่นนิ้วออกมาหนึ่งนิ้ว: “ตอนนั้นก็ประมาณนี้”
พูดจบ ยังจิ้มลู่หยางสองสามที
ลู่หยาง: “……”
เซียนน้อย ท่านอธิบายเป็นนามธรรมเกินไปแล้ว
เถาถิงเฟิงพินิจพิเคราะห์ซากจักจั่นในกล่องที่ดูราวกับหล่อด้วย
ทองคำอย่างละเอียด ดูเหมือนเป็นสมบัติล ้าค่าอย่างยิ่ง
เขาเคยฟังลุงในตระกูลเล่าว่า มีเพียงผู้มีพลังขั้นรวมร่างเท่านั้นที่
จะได้รับการขนานนามว่าจอมเซียน นั่นหมายความว่าจอมเทพกวนฉี
ผู้นี้เป็นผู้มีพลังขั้นรวมร่างนั่นเอง
สมบัติล ้าค่าที่ผู้มีพลังขั้นรวมร่างยอมสละชีพเพื่อรักษาไว้ ลอง
คิดดูสิว่ามันจะมีค่ามากเพียงใด
“จะทำอย่างไรกับของชิ้นนี้ดี? ลองดูว่าจะยอมรับเราเป็นเจ้าของ
หรือไม่?” เถาถิงเฟิงรู้สึกตื่นเต้น นี่คือโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ที่ตกลง
มาจากฟ้า
เมิ่งจิ่งโจวก้มลงดูสมุดเล่มเล็กที่มีการประเมินเกี่ยวกับหม่านกู่
นึกถึงการกระทำทั้งหมดของเถาถิงเฟิงเมื่อครู่ ทั้งการแอบขึ้นเขาและ
เข้าใกล้จอมเทพกวนฉี พึมพำเบาๆ:
“ดูไม่เหมือนคนขี้ขลาดกลัวเรื่องเลยนี่”
ลู่หยางลูบคาง คาดเดา: “เจ้าว่ามีความเป็นไปได้ไหมว่า ศิษย์
น้องหม่านประเมินโดยใช้พวกเราเป็นมาตรฐานเปรียบเทียบ?”
เมิ่งจิ่งโจวคิดตาม รู้สึกว่าที่ลู่หยางพูดมีเหตุผล ถ้าเทียบกับนิสัย
ของเขากับลู่หยาง เจ้าเถาถิงเฟิงคนนี้ก็นับว่าขี้ขลาดเหมือนหนูจริงๆ
ขณะที่พวกเขากำลังสนทนากัน เถาถิงเฟิงก็ทำตามคำสอนของ
ลุงในตระกูล กัดนิ้วมือจนเลือดออก แล้วหยดเลือดลงบนซากจักจั่น
ทอง
เลือดที่หยดลงบนซากจักจั่นทองค่อยๆ หายไปอย่างรวดเร็ว
“ได้ผลแล้วหรือ?”
เถาถิงเฟิงดีใจ จึงหยดเลือดต่อไปเรื่อยๆ จนหน้าซีดเผือดเกือบ
ถึงขั้นโลหิตจาง ซากจักจั่นทองจึงหยุดดูดซับเลือด แล้วลอยขึ้นมา
ในอากาศ พุ่งเข้าสู่ร่างของเถาถิงเฟิงอย่างรวดเร็ว ทำเอาเถาถิงเฟิง
ตกใจสุดขีด
เขารีบสัมผัสบริเวณที่ซากจักจั่นทองพุ่งเข้าไป แต่กลับไม่พบ
อะไรเลย
ร่างกายก็ไม่รู้สึกผิดปกติแต่อย่างใด
“นี่ถือว่าเสร็จสิ้นการรับเป็นเจ้าของแล้วหรือ?” เถาถิงเฟิงยังไม่
แน่ใจนัก
“……วิธีรับเป็นเจ้าของแบบนี้ง่ายเกินไปหรือเปล่า?” ลู่หยางถาก
ถาง
“นี่เรียกว่าหลักการใหญ่ที่เรียบง่ายที่สุด กลับคืนสู่ความเป็น
ธรรมชาติดั้งเดิม” เซียนอมตะพูดสำนวนติดๆ กันถึงสองสำนวน
“แต่จอมเทพกวนฉีหายไปแล้วอย่างนั้นหรือ?” เมิ่งจิ่งโจวรู้สึก
งงงวย
พวกเขาเพียงแค่ซุ่มดูอยู่ที่นี่ไม่นาน ผู้มีพลังขั้นรวมร่างในยุค
โบราณก็จากไปเสียแล้ว ช่างตายง่ายดายเกินไปกระมัง?
จากบาดแผลของจอมเทพกวนฉี ดูเหมือนว่าเขาเคยผ่านการ
ต่อสู้อันดุเดือดมาก่อน อาจจะไม่เพียงแค่ครั้งเดียว บาดแผลไม่
เพียงแต่ปรากฏบนร่างกายภายนอก แม้แต่วิญญาณก็บาดเจ็บสาหัส
ราวกับเปลวเทียนที่กำลังสั่นไหวในสายลม พร้อมจะดับลงได้ทุกเมื่อ
และตอนนี้เปลวเทียนก็ดับสนิทไปแล้วจริงๆ
“ยังไม่ตาย เซียนน้อยบอกว่าจอมเทพกวนฉีได้สลักรอยประทับ
จิตสำนึกสุดท้ายเอาไว้ในซากจักจั่นทอง ส่วนตอนนี้ เขาได้เข้าไปใน
พื้นที่จิตวิญญาณของเถาถิงเฟิงแล้ว”
ในพื้นที่จิตวิญญาณของเถาถิงเฟิง เสียงอ่อนแรงดังขึ้น: “เจ้า
หนุ่ม……ไม่คิดว่า……เจ้าจะรู้จักวิธีรับเป็นเจ้าของด้วย”
แผนเดิมของจอมเทพกวนฉีคือให้เถาถิงเฟิงเก็บรักษาซากจักจั่น
ทองไว้ให้ดี ส่วนตัวเขาจะซ่อนตัวอยู่ในซากจักจั่นทองและค่อยๆ
ฟื้นฟูพลัง ไม่คิดว่าเจ้าหนุ่มนี่จะใช้เลือดรับซากจักจั่นทองเป็น
เจ้าของเสียแล้ว!
เขาถูกบังคับให้ต้องเข้าไปในพื้นที่จิตวิญญาณของเถาถิงเฟิง
พร้อมกับซากจักจั่นทอง
ช่างเถอะ คงเป็นเพราะชะตาลิขิตให้เขาไม่มีวาสนากับซากจักจั่น
ทองจริงๆ
เถาถิงเฟิงได้ยินเสียงนี้ก็ตกใจสุดขีด: “อ๊ะ ท่าน…ท่านยังมีชีวิต
อยู่หรือ?”
จอมเทพกวนฉีไม่พูดอะไรอีก สภาพของเขาตอนนี้ย ่าแย่เกินไป
ต้องการพักผ่อน
เถาถิงเฟิงรู้สึกตื่นตระหนก แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงได้แต่กลับ
บ้าน เข้านอนท่ามกลางความหวาดหวั่น ในหัวเต็มไปด้วยเรื่องราวที่
เกิดขึ้นบนเขาเอี้ยน
จอมเทพกวนฉีพักผ่อนเป็นเวลาหนึ่งคืน จึงรู้สึกดีขึ้นบ้าง
สามารถพูดได้ติดต่อกัน
“ไม่คิดว่าข้ายังมีชีวิตอยู่ เจ้าหนุ่ม ที่นี่คือที่ไหนกัน?”
ได้ยินจอมเทพกวนฉีพูดอีกครั้ง คราวนี้เถาถิงเฟิงมีการเตรียม
ตัวทางจิตใจแล้ว จึงไม่แสดงอาการตื่นตระหนกมากนัก
“ขอรายงานจอมเซียน ที่นี่คือเมืองเอี้ยนซานในมณฑลเฉวียน
โจว”
“ที่แท้ก็เป็นเฉวียนโจว” แม้เถาถิงเฟิงจะมองไม่เห็นจอมเทพกวน
ฉี แต่เขารู้สึกว่าจอมเทพกวนฉีในตอนนี้คงมีสีหน้าครุ่นคิด
“จอมเซียน ท่านคือ……” เถาถิงเฟิงนึกทบทวนบุคคลสำคัญใน
ประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนมา แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครชื่อจอมเทพกวนฉี
เลย
จอมเทพกวนฉีรู้สึกไม่พอใจที่ไม่มีใครรู้จักตน: “เจ้าหนุ่มช่างไม่รู้
อะไรเลย ข้าคือจอมเทพกวนฉีแห่งแคว้นต้าเฉียน มีพลังขั้นรวมร่าง
เชี่ยวชาญศาสตร์การบำเพ็ญเซียนร้อยแขนง”
แม้จะรู้อยู่แล้วว่าจอมเทพกวนฉีเป็นผู้มีพลังขั้นรวมร่าง แต่เมื่อได้
ยินเขายอมรับด้วยตัวเอง เถาถิงเฟิงก็ยังอดตกตะลึงไม่ได้
พระเจ้า ขั้นรวมร่าง ผู้มีพลังที่แข็งแกร่งที่สุดที่ลุงของเขาเคยพบ
เจอก็เพียงแค่ขั้นทารกแรกกำเนิดระดับสูงสุดเท่านั้น
เถาถิงเฟิงนึกถึงอีกเรื่องหนึ่ง: “จอมเซียน ซากจักจั่นทองนี้คือ
อะไรกันแน่ ทำไมหลังจากเข้าสู่ร่างกายแล้วถึงไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ใดๆ?”
จอมเทพกวนฉีแค่นเสียงหนึ่งที: “เจ้าหนุ่มไม่รู้จักของดี หาก
ไม่ใช่เพื่อแย่งชิงซากจักจั่นทองนี้ ข้าก็คงไม่ถูกไล่ล่า จนต้องตกอยู่
ในสภาพเช่นนี้”
“ซากจักจั่นทองนี้เป็นสมบัติล ้าค่าเหนือสิ่งอื่นใด แม้ข้าจะ
บำเพ็ญถึงขั้นข้ามพิบัติก็ยังใช้ได้ผล”
“มันเป็นของที่แย่งชิงมาจากผู้บำเพ็ญคนหนึ่งในยุคแคว้นต้าอวี๋
เดิมทีข้ากับอีกสองคนที่ร่วมเดินทางได้ตกลงกันไว้ว่า พวกเขาจะช่วย
ออกมือ ข้าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทน ส่วนของนั้นจะเป็นของข้า แต่
ใครจะรู้ว่าสองคนนั้นไร้ซึ่งสัจจะ ละเมิดข้อตกลงกับข้า เห็นแก่ทรัพย์
จึงคิดปล้นชิงซากจักจั่นทอง”
“สองคนนั้นกล้าแย่งของของข้า ช่างไม่รู้จักความเป็นความตาย
เสียจริง”
จอมเทพกวนฉีเผยรอยยิ้มโหดเหี้ยม แม้สถานการณ์ของเขาเอง
ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไรนัก
“พอกันที ข้ายังต้องการพักผ่อน”
การพูดมากขนาดนี้ก็ใช้พลังทั้งหมดที่จอมเทพกวนฉีมีไป
หมดแล้ว
……
ลู่หยางขอยืมจิตรับรู้ของเซียนอมตะชั่วคราว ทำให้สามารถ
มองเห็นพื้นที่จิตวิญญาณของเถาถิงเฟิงได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้
เห็นผู้มีพลังขั้นรวมร่างที่อ่อนแอถึงเพียงนี้
เมื่อเทียบกับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จิตวิญญาณของเขาเอง
นับตั้งแต่ฟื้นคืนชีพมา ก็กระโดดโลดเต้นได้ตลอด ถึงขั้นสู้กับศิษย์พี่
ใหญ่ได้สองสามกระบวนท่า