ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 828 การประชันความรวย
แม้จะไม่ค่อยสุภาพนัก แต่ลู่หยางรู้สึกจริงๆ ว่าระดับการศึกษา
ของท่านปู่เมิ่งอาจไม่ได้สูงกว่าหม่านกู่มากนัก หรืออาจอยู่ในระดับ
เดียวกันด้วยซ ้า
“ส่วนเมิ่งโป่ฉือและเมิ่งโป่หลี่ ช่างเถอะ ข้าไม่ถามแล้ว” ลู่หยา
งคิดว่าอย่างไรก็เป็นผู้อาวุโส เรื่องที่ไม่สุภาพเกินไปเช่นนี้ก็ไม่ควร
ถาม เพื่อป้องกันไม่ให้ไอ้เฒ่าเมิ่งเปิดเผยความลับมากเกินไป คน
ตระกูลเมิ่งอาจเตะไอ้เฒ่าเมิ่งออกจากคฤหาสน์ตระกูลเมิ่ง
“ตรงนั้นคือที่ไหน?” ลู่หยางชี้ไปที่ห้องที่เต็มไปด้วยคาถาห้าม มี
อาจารย์อาวุโสตระกูลเมิ่งเฝ้าอยู่ที่ประตู ดูเหมือนเขตหวงห้าม
“ที่เก็บใบหนี้”
“ท่านพ่อเคยบอกข้าว่า ถ้าใบหนี้พวกนั้นเรียกเก็บได้หมด
สามารถซื้อเมืองหลวงได้ครึ่งหนึ่ง”
ลู่หยางสูดลมหายใจเฮือก ไม่แปลกที่เป็นเขตหวงห้าม ที่นี่จะส่ง
คนมาเฝ้ามากแค่ไหนก็ไม่เกินไป
“ก็ไม่ได้มีแค่ใบหนี้นะ ตระกูลเมิ่งของพวกเรามีเทพเวทอย่างหนึ่ง
ชื่อว่า ‘ยืมวิชา’ ผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างขึ้นไปที่มาขอยืมเงินจากพวกเรา
ไม่เพียงแต่ต้องทิ้งใบหนี้ไว้ แต่ยังต้องให้ยืมกระบวนท่าหนึ่งของพวก
เขาด้วย”
“พวกเราจะบันทึกกระบวนท่านี้ลงบนกระดาษ หากเจอการต่อสู้
ก็สามารถใช้กระบวนท่าของคนผู้นั้นได้”
“เก่งขนาดนั้นเลย” คงเป็นเทพเวทเฉพาะของตระกูลเมิ่ง ลู่หยาง
ไม่เคยได้ยินว่าคนอื่นจะทำได้
แม้แต่เซียนอมตะก็ส่ายหน้า บอกว่าไม่เคยได้ยิน
เมิ่งโป่เทียน ม้าแก่ และผู้จัดการใหญ่ซวี่โหย่วรวมตัวกัน สามพี่
น้องไม่ได้มาเจอกันเกือบหกปี นั่งจิบสุราเล็กน้อยในห้องด้านข้าง
ม้าแก่นอนเอกเขนกบนเก้าอี้ไม้ ใช้วิชาส่งหญ้าจากจานเข้าปาก
กีบม้าจับแก้วสุรา จิบทีละนิดๆ
“ม้าแก่ ขอบคุณที่ดูแลจิ่งโจวระหว่างเดินทาง เหนื่อยมากใช่
ไหม”
ม้าแก่อยากจะพูดตามมารยาทว่าไม่เหนื่อยเลย แต่นึกถึง
ประสบการณ์หกปีที่ผ่านมาที่ต้องวิตกกังวล ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจยิ้ม
อย่างสบายใจและพูดคำว่า “ไม่เหนื่อย” ออกมาได้
“ไม่เหนื่อย แต่ชีวิตลำบาก”
เมิ่งโป่เทียน: “…”
เขาจำได้ว่าม้าแก่เคยถ่อมตัวมาก ทำไมเป็นผู้คุ้มครองลูกชาย
แค่ครั้งเดียว ก็เปลี่ยนไปขนาดนี้
“เจ้าคิดว่าเด็กหนุ่มลู่หยางเป็นอย่างไรบ้าง?” เมิ่งโป่เทียนมี
ความรู้สึกที่ดีต่อลู่หยาง เขาเคยเห็นคนหนุ่มที่มีพรสวรรค์มามาก แต่
ไม่ว่าจะเป็นวิทยายุทธ์หรืออุปนิสัย ล้วนสู้ลู่หยางไม่ได้
ถ้าลู่หยางกับอวี้น้อยถูกชะตากัน การเข้าตระกูลก็ไม่ใช่แค่คำพูด
เล่นๆ
หางตาของม้าแก่กระตุกเล็กน้อย ความทรงจำไม่ดีผุดขึ้นมาใน
หัว จู่ๆ ก็นึกถึงตอนที่ลู่หยางฟื้นคืนชีพเซียนอมตะโดยไม่ตั้งใจ
“ข้าขอพูดแบบนี้ ใบหนี้ของตระกูลเมิ่งพวกเจ้าสามารถซื้อเมือง
หลวงได้ครึ่งหนึ่งใช่ไหม?”
“ใช่”
“ชะตาของเขาสามารถทำลายเมืองหลวงได้ครึ่งหนึ่ง”
.
“จะกินของอร่อยหรือไม่?” เมิ่งจิ่งโจวถาม
ลู่หยางงุนงง “ตอนงานเลี้ยงต้อนรับก็กินไปแล้วไม่ใช่หรือ? ข้า
รู้สึกว่าอร่อยมากนะ”
“พวกนั้นไม่ใช่ของที่อร่อยที่สุด อาหารวิเศษพวกนั้นต้องการทั้ง
รสชาติและประสิทธิภาพ แต่ทั้งสองอย่างไม่สามารถมีได้พร้อมกัน
ดังนั้นเมื่อเทียบกับความอร่อยที่แท้จริงแล้วก็ด้อยกว่า ที่ข้าจะพาเจ้า
ไปกินคือร้านที่อร่อยที่สุดในเมืองหลวง” เมืองหลวงก็เป็นเขตของเขา
เอง เมิ่งจิ่งโจวต้องทำหน้าที่เจ้าถิ่นให้ดี
“ไปสิ” ลู่หยางยิ้ม เขาจำได้ว่าศิษย์พี่ใหญ่ชอบลิ้มลองอาหาร
ท้องถิ่นทุกครั้งที่ไปเยือนสถานที่ใหม่ ถ้าอร่อยจริงตามที่เมิ่งจิ่งโจ
วอวดไว้ เมื่อจากเมืองหลวง อาจจะนำติดตัวไปให้ศิษย์พี่ใหญ่หนึ่งชุด
คำนึงถึงชื่อเสียงอันเกรียงไกรของเมิ่งจิ่งโจวในเมืองหลวง
ชาวเมืองหลวงล้วนรู้จักเขา ทั้งสองคนจึงสวมหน้ากากอย่างเป็น
ธรรมชาติเมื่อออกจากคฤหาสน์ตระกูลเมิ่ง
สถานที่ที่เมิ่งจิ่งโจวกล่าวถึงเรียกว่าหอเทียนเซียง เป็นโรงเตี๊ยมที่
หรูหราที่สุดในเมืองหลวง
ถึงขนาดมีข่าวลือว่า หอเทียนเซียงมีพ่อครัววิเศษขั้นข้ามพิบัติ
เพียงแต่พ่อครัววิเศษผู้นั้นไม่ได้ลงมือทำอาหารมาหลายสิบปีแล้ว
หอเทียนเซียงเต็มไปด้วยผู้คน โชคดีที่ลู่หยางทั้งสองมาไม่ช้า
เกินไป เมื่อพวกเขามาถึง ยังเหลือโต๊ะว่างอีกสามโต๊ะ
หลังจากพวกเขานั่งและสั่งอาหารเรียบร้อย อีกสองโต๊ะว่างก็มีคน
มานั่งแล้ว
“อร่อยจริงๆ” หลังจากเสิร์ฟอาหาร ลู่หยางหยิบตะเกียบชิม ไอ้
เฒ่าเมิ่งไม่ได้โกหก นี่อร่อยกว่าอาหารที่กินในคฤหาสน์ตระกูลเมิ่ง
ด้วยซ ้า
“แน่นอน รสนิยมของคุณชายข้าจะแย่ได้อย่างไร?” เมิ่งจิ่งโจว
ภาคภูมิใจ รีบกินอย่างใจร้อน เขาไม่ได้กินมาห้าหกปีแล้ว
คงเป็นเพราะผู้ประกอบอาชีพเดียวกันมักอิจฉากัน เซียนอมตะดู
ถูกอาหารของหอเทียนเซียง
ขณะที่ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวกำลังกินอาหารและพูดคุยถึงการ
บำเพ็ญในอนาคต ทั้งสองสังเกตเห็นความวุ่นวายที่ทางเข้าโรงเตี๊ยม
จึงหันไปมอง
เห็นชายหนุ่มท่าทางสง่างามคนหนึ่งสวมชุดดำ โอบสาวคู่ควง
เดินเข้ามา ไม่สนใจสายตาคนมากมายในที่สาธารณะ ด้านหลังของ
ชายหนุ่มยังมีองครักษ์สองคนติดตามมา
ลู่หยางสังเกตเห็นว่าชุดดำที่ชายหนุ่มสวมใส่ทอจากเส้นไหมทอง
มืดที่ตัวไหมหนอนภูเขาน ้าแข็งสร้างขึ้น ทนไฟทนน ้า ทนดาบทน
หอก หาได้ยากยิ่ง
แม้แต่ในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยลูกหลานขุนนาง คนที่มี
คุณสมบัติสวมใส่เสื้อผ้าแบบนี้ก็ยังหาได้ยาก
“ไม่มีที่แล้วหรือ?” ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ในโรงเตี๊ยมมีคนมาก
เกินไป ไม่มีแม้แต่โต๊ะว่างสักโต๊ะ
เขาเดินตรงไปที่โต๊ะหนึ่ง มองลงมาจากที่สูงไปยังลูกค้าที่โต๊ะนั้น
“โต๊ะนี้คุณชายข้าจอง พวกเจ้าไปซะ”
ลูกค้าที่โต๊ะนั้นดูเหมือนจะเห็นว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนที่ควรแหย่ รีบ
ก้มหน้ารับคำและหลีกทางให้
ชายหนุ่มเห็นอาหารเรียบง่ายบนโต๊ะของเมิ่งจิ่งโจว หัวเราะเบาๆ
“ไอ้ขอทาน อย่ามาที่นี่เลย”
จากนั้นเขาก็โบกมือ “บ่าว เอาสุราเซียนเมาร้อยปีมาหนึ่งกา!”
ลูกค้าได้ยินน ้าเสียงที่ไม่ใส่ใจของชายหนุ่ม ต่างตกตะลึง
สุราเซียนเมาธรรมดาหนึ่งกามีมูลค่าเท่ากับรายได้ทั้งปีของ
ครอบครัวเล็กๆ ในเมืองหลวง หากเป็นสุราเซียนเมาร้อยปี มูลค่าสูง
เกินกว่าจะจินตนาการได้
แม้ว่าผู้ที่มาโรงเตี๊ยมล้วนเป็นคนมั่งมีหรือผู้สูงศักดิ์ แต่คนที่
สามารถสั่งสุราเซียนเมาร้อยปีได้ก็ยังเป็นส่วนน้อย
สาวคู่ควงเห็นชายหนุ่มใจกว้าง ดวงตางามเต็มไปด้วยประกาย
ตื่นเต้น แนบชิดมากขึ้น ยังจงใจใช้หน้าอกถูแขนของชายหนุ่ม
เมิ่งจิ่งโจวแค่นเสียงเย็นชา เขายังไม่เคยเห็นคนที่อวดความรวย
ต่อหน้าเขามาก่อน
ส่วนการอวดสาวคู่ควง นั่นยิ่งเกินไปใหญ่
เขาจึงเรียกบ่าวทันที “เอาสุราเซียนเมาร้อยปีมาให้คุณชายข้า
ด้วยหนึ่งกา”
ชายหนุ่มทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดของเมิ่งจิ่งโจว สั่งอาหารต่อ
“ปลาวิเศษนึ่งเมฆหมอก ต้องเป็นรุ่นสิบปี ขาดแม้แต่ปีเดียว ข้าจะ
พลิกโรงเตี๊ยมของพวกเจ้า!”
เมิ่งจิ่งโจวสั่งอาหารเลียนแบบอย่างครบถ้วน แม้แต่ราคาก็ไม่ดู
“บ่าว ปลาวิเศษนึ่งเมฆหมอกหนึ่งจาน รุ่นสิบปี”
ชายหนุ่มเหลือบมองเมิ่งจิ่งโจว เป็นหน้าใหม่ คิดว่าเป็นผู้บำเพ็ญ
จากต่างถิ่นที่มาเมืองหลวงเพื่อหาช่องทาง หัวเราะเย็นชา ตั้งใจเลือก
สั่งของแพง “ผักธาตุทั้งห้าลวก ไก่ร้องตะวันตกต้มซอสแดง โจ๊ก
หลอมวิญญาณไท่ชิง”
“พวกเราก็เอาผักธาตุทั้งห้าลวก ไก่ร้องตะวันตกต้มซอสแดง
โจ๊กหลอมวิญญาณไท่ชิง”
เมิ่งจิ่งโจวแต่เดิมไม่อยากสั่งอาหารพวกนี้ แม้ว่าอาหารเหล่านี้จะ
เป็นอาหารบำรุงชั้นดี แต่รสชาติสู้อาหารที่เขาสั่งตอนแรกไม่ได้ แต่
เขาไม่สนใจ เลือกจะเล่นกับชายหนุ่มผู้นี้สักหน่อย
ชายหนุ่มสั่งอาหารอะไร เมิ่งจิ่งโจวก็สั่งตาม ไม่ยอมถอยแม้แต่
ก้าวเดียว ชายหนุ่มไม่มีความรู้สึกที่ยืนอยู่บนยอดเขามองเห็นภูเขา
ลูกอื่นเล็กไปหมดเหมือนเดิมอีกแล้ว รู้สึกว่าเสียหน้าต่อหน้าสาวคู่
ควง
เขาตบโต๊ะอย่างแรง “บ่าว ข้าถามเจ้าหน่อย อะไรที่นี่ที่แพง
ที่สุด!”
บ่าวลังเลเล็กน้อย พูดอย่างระมัดระวังว่า
“ขอเรียนท่านลูกค้า ค่าเช่าห้องของเราแพงที่สุดขอรับ”