ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 830 ลู่หยางผู้เป็นที่นิยม
ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจว สองตัวละครใหญ่ใน “ตำนานสำนักเวิ่น
เต๋า” ถึงขนาดท่านเต๋าปู้อวี่แยกเขียนบทเฉพาะตัวละครสองบทเพื่อ
เล่าเรื่องราวของพวกเขา ทั้งสองคนสามารถเรียกได้ว่ามีชื่อเสียงเลื่อง
ลือไปทั่ว
ไม่ว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญจากต่างถิ่นหรือผู้บำเพ็ญท้องถิ่นในเมือง
หลวง ล้วนเคยได้ยินชื่อเสียงของพวกเขา
และผู้บำเพ็ญท้องถิ่นในเมืองหลวงรู้มากกว่านั้น เช่น พวกเขารู้
ว่าเมิ่งจิ่งโจวในอดีตมีกิตติศัพท์ยิ่งใหญ่เพียงใดในเมืองหลวง
หากไม่ใช่เพราะเขาหนีออกจากบ้านในภายหลัง คงไม่มีสี่
คุณชายแห่งเมืองหลวงอะไรทั้งนั้น
ช่วงนี้ชื่อของลู่หยางใหญ่กว่าเมิ่งจิ่งโจวอยู่บ้าง ท่านเต๋าปู้อวี่ข้าม
ขั้นเป็นขั้นข้ามพิบัติได้รับความสนใจจากทุกคน ทำให้ลู่หยางได้รับ
ความสนใจไปด้วย
ลู่หยางยกมือกุมหน้าผาก ไม่คิดว่าตัวเองจะมีชื่อเสียงขนาดนี้ ไอ้
เฒ่าเมิ่งเพียงแค่ตะโกนเรียก “หยางเฒ่า” เสียงเดียว ก็ทำให้คนเดา
ตัวตนได้แล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องปลอมตัวอีกต่อไป
ลู่หยางถอดหน้ากากออก เผยใบหน้าที่ผู้คนรู้จักกันดี
“เป็นเขาจริงๆ!”
“ท่านคือลู่หยาง!” ความสนใจของหลี่จั้วเปลี่ยนมาที่ลู่หยาง ปู่
ของเขากับท่านเต๋าปู้อวี่มีปัญหากันอยู่บ้าง ดังนั้นปู่จึงกำชับเขาว่า
หากในอนาคตเจอลู่หยาง จะต้องสั่งสอนให้ดี
ตอนนี้เขาคิดว่าตัวเองสามารถปกป้องตัวเองได้ก็ดีแล้ว
“จั้วน้อย เจ้าหนุ่มนี่โอหังจังนะ ไม่มีที่กินข้าวยังไปแย่งที่คนอื่น
ทำไมตอนก่อนเคยอยู่กับข้าไม่เป็นแบบนี้?”
หลี่จั้วยิ้มประจบ ไม่กล้าพูดอะไร
“อาซวี่ ไม่ต้องสนใจพวกเราสองคนแล้ว พวกเราจะเที่ยวเมือง
หลวงต่อ”
“ได้” ซวี่โหย่วยิ้มและออกจากหอเทียนเซียง
“คุณชายเมิ่ง งั้นข้าก็ไปแล้วนะ?” หลี่จั้วถามอย่างระมัดระวัง
ค่อยๆ ถอยหลังไป
“เดี๋ยวก่อน เจ้าจะไปไหน เมื่อกี้ตอนข้าประมูลบอกว่าวันนี้ข้าจะ
ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด เมื่อสุดท้ายเจ้าประมูลราคาสูงกว่า คำสัญญา
นี้เจ้าไม่ควรจะทำแทนข้าหรือ?”
“คุณชายเมิ่งพูดถูกแล้ว พูดถูกแล้ว” หลี่จั้วไม่กล้าพูดคำว่า
“ไม่” สักคำ ตอนนี้เขาอยากจะหนีไปจากเมิ่งจิ่งโจวให้เร็วที่สุด ไม่ว่า
จะเป็นลิ่นซือหรือสาวคู่ควง เขาไม่ต้องการแล้ว
“เอาละ ไปซะ”
หลี่จั้วเหมือนได้รับการอภัยโทษ รีบออกจากหอเทียนเซียงทันที
ข่าวการปรากฏตัวของลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวแพร่กระจายไปทั่ว
เมืองหลวงอย่างรวดเร็ว
“อะไรนะ ศิษย์ของไอ้เฒ่าปู้อวี่จอมเจ้าเล่หปรากฏตัวแล้ว?”
เสนาบดีกรมพิธีการได้ยินข่าวนั่งไม่ติด เขามีพรสวรรค์ในการ
บำเพ็ญจำกัด ไม่มีความหวังที่จะถึงขั้นข้ามพิบัติ จึงไม่ได้เข้าภวังค์
เขาเคยคิดว่าชาตินี้คงไม่มีโอกาสชนะท่านเต๋าปู้อวี่ ไม่คิดว่า
สวรรค์จะเปิดโอกาสให้ ศิษย์น้อยของท่านเต๋าปู้อวี่มาส่งตัวให้ถึงที่
“ลูก เจ้ามาหาพ่อหน่อย ช่วงนี้การบำเพ็ญเป็นอย่างไรบ้าง?”
เสนาบดีกรมพิธีการเรียกลูกชายคนเล็กมา นี่คือลูกที่ทำให้เขาภูมิใจ
ที่สุดในบรรดาลูกทั้งหมด มีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญดีที่สุด
ลูกชายของเสนาบดีกรมพิธีการมีบุคลิกสง่างาม เดินอยู่บนถนน
ก็สามารถทำให้สาวๆ เหลียวมอง
“ขอบคุณยาที่ท่านพ่อมอบให้ ไม่ได้เจอกับขีดจำกัดมากนัก
ตอนนี้อยู่ในขั้นทารกแรกกำเนิดระดับสูงสุดแล้ว”
เสนาบดีกรมพิธีการพยักหน้า แล้วพูดว่า “ได้ยินว่าตอนนี้
ภายนอกมีคนเรียกเจ้าว่าอัจฉริยะแล้วหรือ?”
ลูกชายของเสนาบดีกรมพิธีการยิ้มอย่างมั่นใจ “อัจฉริยะหรือ ข้า
ไม่กล้ารับ เป็นเพียงคำยกย่องของผู้คน แต่ถ้าพูดถึงการต่อสู้ ข้าก็ยัง
ไม่เคยแพ้”
“ดีมาก ศิษย์น้อยของท่านเต๋าปู้อวี่ ลู่หยางมาแล้ว พ่อสู้กับไอ้
เฒ่าปู้อวี่จอมเจ้าเล่ห์ไม่ได้ ตอนนี้พ่อหวังพึ่งเจ้า เจ้าไปประลองกับลู่
หยางสักตั้ง”
“หา?” ลูกชายของเสนาบดีกรมพิธีการตกตะลึง เขาเป็นอัจฉริยะ
ก็จริง แต่ก็ไม่สามารถเทียบกับอัจฉริยะอย่างลู่หยางที่คว้าชัยชนะใน
งานฉลองครบรอบ 120,000 ปีของสำนักเวิ่นเต๋า นั่นคือคนที่สามารถ
ต่อสู้กับรองประมุขลู่ได้อย่างสูสี!
“หากข้าเก่งถึงขนาดนั้น ข้าจะอยู่ในเมืองหลวงทำไม ไปเข้าร่วม
ลัทธิสวรรค์เลยไม่ดีกว่าหรือ”
•
“ท่านปู่ ข้าถูกเมิ่งจิ่งโจวและลู่หยางรังแก” หลี่จั้วกลับถึงจวนอัคร
เสนาบดีฝ่ายซ้ายก็ร้องทุกข์ ระหว่างทางยิ่งคิดยิ่งโกรธ แต่เขาไม่ใช่คู่
ต่อสู้ของเมิ่งจิ่งโจวและลู่หยาง จึงได้แต่ขอความช่วยเหลือจากปู่
ปู่มีปัญหากับตระกูลเมิ่งและท่านเต๋าปู้อวี่ หากมีโอกาสเอาคืน
จะต้องลงมือแน่นอน!
อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายเป็นชายชราผมขาวโพลน หลังจากฟังคำ
บรรยายแต่งเติมของหลี่จั้วแล้ว ก็ครุ่นคิดครู่หนึ่ง
“เจ้าบอกว่า ศิษย์ของไอ้เฒ่าปู้อวี่จอมเจ้าเล่ห์ก็มาด้วยหรือ?”
“ส่วนใหญ่แล้วเป็นไอ้เมิ่งจิ่งโจวนั่นแหละ มันรังแกคนเกินไป
แล้ว!” หลี่จั้วพูดอย่างเดือดดาล เขาไม่ค่อยสนใจลู่หยางสักเท่าไร
อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายไม่ฟัง พูดกับตัวเองต่อไป “ลองคิดดู ถ้า
เจ้าเรียกลู่หยางเป็นพี่ใหญ่ เจ้ากับลู่หยางก็อยู่รุ่นเดียวกัน ปู้อวี่ก็เป็น
รุ่นลูกของข้า เป็นเหตุผลเช่นนี้ใช่ไหม?”
“หา?”
“หาอะไร รีบไปเรียกลู่หยางเป็นพี่ใหญ่เดี๋ยวนี้!”
ลู่หยางกลับมาที่คฤหาสน์ตระกูลเมิ่ง บัตรเชิญมากมายราวเกล็ด
หิมะส่งมาถึง เต็มโต๊ะไปหมด
“เยอะขนาดนี้ เป็นที่นิยมนะ” เมิ่งจิ่งโจวเย้า
แม้ว่าเขาจะมีศัตรูในเมืองหลวงไม่น้อย แต่ยังไงก็เป็นคุณชาย
ใหญ่ตระกูลเมิ่ง คนที่ไม่ชอบหน้าเขาก็ไม่กล้าแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง
ลู่หยางขีดเส้นตรงกลางโต๊ะ แนะนำให้เมิ่งจิ่งโจว “ฝั่งซ้ายคือ
จดหมายท้าประลอง ฝั่งขวาคือจดหมายขอเป็นพี่น้อง”
“จดหมายท้าประลองล้วนส่งมาจากลูกของศัตรูอาจารย์ ส่วน
จดหมายขอเป็นพี่น้องล้วนส่งมาจากหลานของศัตรูอาจารย์”
“จดหมายท้าประลอง เจ้าจะกลัวอะไร ตีเลย”
ลู่หยางถอนหายใจเบาๆ “การต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่ง ข้าไม่กลัวหรอก
แต่ปัญหาคือ พวกนี้ล้วนเป็นจดหมายท้าประลองแบบรวมกลุ่ม”
พูดอีกอย่างคือ พวกเขาวางแผนจะรุมตี
เมิ่งจิ่งโจวเกาศีรษะ นี่เป็นเรื่องยากจริงๆ ลู่หยางไม่มีทางโง่
พอที่จะให้คนรุมตี และก็ไม่มีทางยอมรับลูกน้องมากมายขนาดนั้น
หากไม่สนใจบัตรเชิญพวกนี้และออกไปข้างนอก อาจเกิด
เหตุการณ์ที่ลู่หยางถูกโจมตีจากที่ซ่อน หรือถูกคนกอดขาขอเป็นพี่
ใหญ่
“มีวิธีแล้ว” เมิ่งจิ่งโจวนึกออกทันใด คิดวิธีแก้ปัญหาได้
“วิธีอะไร?”
ป่าลั่วเทียนเป็นป่าเล็กๆ ในเมืองหลวง ผู้บำเพ็ญมักมาที่นี่เพื่อ
สัมผัสพลังวิเศษของไม้
วันนี้ป่าลั่วเทียนคึกคักกว่าปกติ ลูกหลานขุนนาง ลูกหลาน
ตระกูลใหญ่ต่างมารวมตัวกันที่นี่
“เจ้าก็ได้รับบัตรตอบกลับจากลู่หยางหรือ?” หลี่จั้วและลูกชาย
ของเสนาบดีกรมพิธีการมีความสัมพันธ์ที่ดี ทั้งสองคุยกัน
“ใช่ บอกให้พวกเรามาที่ป่าลั่วเทียนเพื่อแก้ปัญหา แต่ผ่านไป
ครึ่งวันแล้วก็ยังไม่เห็นคน?” ลูกชายของเสนาบดีกรมพิธีการสงสัย
ขณะที่ทุกคนกำลังสงสัย เมิ่งจิ่งโจวก็กระโดดลงมาจากเรือนยอด
ไม้
“ทุกคนเงียบหน่อย ใครยังพูดอีก ข้าจะให้บ้านข้าขึ้นดอกเบี้ยให้
พวกเจ้า”
ทุกคนเงียบทันที ไม่มีใครกล้าพูดอีก
“จุดประสงค์ของการเรียกทุกคนมาที่นี่วันนี้ คงไม่ต้องบอกทุก
ท่านก็รู้ ทุกคนมาเพื่อน้องชายข้า ลู่หยาง”
“ในหมู่พวกท่าน บางคนแบกรับความแค้นของคนรุ่นก่อน อยาก
ท้าทายลู่หยาง บางคนอยากฉวยโอกาสจากเจ้าสำนักของพวกเรา
อยากเรียกลู่หยางเป็นพี่ใหญ่ ทั้งหมดนี้ข้าเข้าใจได้”
“แต่ลู่หยางมีเพียงคนเดียว พวกท่านพรวดพราดเข้ามา เขาคง
ต่อสู้ไม่ไหว พวกท่านพร้อมใจกันมาเรียกพี่ใหญ่ เขาก็รับไม่ไหว”
“เพื่อแก้ปัญหานี้ ข้าและลู่หยางปรึกษากันแล้ว ตัดสินใจจัดการ
แข่งขันใหญ่”
“การแข่งขันใหญ่?” ทุกคนขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจความหมายของ
เมิ่งจิ่งโจว
“คำพูดของชาวบ้านว่า ผู้แข็งแกร่งคือผู้ควรเคารพ ผู้แข็งแกร่งมี
สิทธิพิเศษ”
“การแข่งขันครั้งนี้มีชื่อว่า การแข่งขันชิงความยิ่งใหญ่ของลู่
หยาง ครั้งที่หนึ่ง การแข่งขันใช้ระบบกลุ่ม แข่งกันเป็นคู่ ผู้ชนะจะได้
เข้าร่วมการแข่งขันรอบต่อไป จนกว่าจะได้แชมป์”
ขณะที่ทุกคนกำลังทำความเข้าใจความหมายของเมิ่งจิ่งโจว จู่ๆ
กล่องสีแดงใหญ่เท่าตัวคนก็ตกลงมาจากท้องฟ้า ลงมาหยุดตรงหน้า
เมิ่งจิ่งโจว บรรจุภัณฑ์ประณีต
เมิ่งจิ่งอวี้ที่ยืนอยู่บนต้นไม้หอบสองที กล่องนี้นางโยนลงมา
เมิ่งจิ่งโจวแกะกล่องอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นลู่หยางที่ถูกมัดติด
กับเก้าอี้ แนะนำอย่างยิ่งใหญ่
“และนี่คือรางวัลของการแข่งขันครั้งนี้ – ลู่หยาง”
“เพียงแค่ชนะการแข่งขัน ไม่ว่าจะท้าทายลู่หยางหรือเรียกเขา
เป็นพี่ใหญ่ ก็ทำได้ทั้งนั้น”