ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 851 เจอคนคุ้นเคยโดยบังเอิญ
อาจารย์อ้าปากค้าง ตั้งใจจะโต้แย้ง แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปาก
กลับพูดไม่ออก
ดูเหมือนสิ่งที่ลู่หยางพูดก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกัน
“แล้วขวานผ่าฟ้าจะอธิบายยังไง เซียนอิงเทียนคงไม่ได้ใช้ขวาน
ฟันท้องฟ้าให้เปิดเป็นทาง แล้วตะโกนว่า ‘ฟ้านี้ข้าเป็นคนผ่า’ พร้อม
เก็บค่าผ่านทาง แล้วตั้งชื่อขวานว่าขวานผ่าฟ้าหรอกนะ!”
อาจารย์นึกถึงที่มาของขวานผ่าฟ้า ตำราโบราณยุคก่อนทุกเล่ม
ไม่เคยบันทึกเหตุผลว่าทำไมเซียนอิงเทียนถึงตั้งชื่อขวานเซียนว่า
ขวานผ่าฟ้า นี่เป็นปริศนาที่ทำให้นักวิชาการประวัติศาสตร์ยุค
โบราณพวกเขาปวดหัว การตั้งชื่อมีความเห็นแตกต่างกันไป
มากมาย
บางคนบอกว่าเซียนอิงเทียนเคยใช้ขวานเซียนผ่าฟ้า แยกความ
อลวน แบ่งหยินหยาง บางคนบอกว่าตอนที่หล่อขวานเซียนสำเร็จ
เกิดปรากฏการณ์ผ่าฟ้า สรรพสัตว์มากราบไหว้ และยังมีคนบอกว่า
เซียนอิงเทียนถือขวานนี้ สามารถหลอมรวมฟ้าดินใหม่ ปรับเปลี่ยน
ธาตุดิน ไฟ ลม ฟ้า… นักประวัติศาสตร์ยุคโบราณถกเถียงกันไม่หยุด
ยังไม่มีข้อสรุป ทั้งหมดเป็นเพียงการคาดเดา ไม่มีหลักฐาน
“ก็เพราะเซียนอิงเทียนรู้สึกว่าชื่อนี้เท่ดีไง จำเป็นด้วยหรือที่ต้องมี
เหตุผล?” เซียนอมตะมองอาจารย์อย่างงุนงง
แม้ว่านางจะรู้สึกเสมอว่าท่าไม้ตายและวัตถุวิเศษไม่จำเป็นต้องตั้ง
ชื่อหรูหราฟุ่มเฟือย เรียบง่ายก็ดีอยู่แล้ว เช่น วิชาแกล้งตาย วิชา
กำปั้นเซียน อะไรแบบนี้ แต่เซียนอิงเทียนกลับรู้สึกเสมอว่าชื่อท่าไม้
ตายและวัตถุวิเศษต้องเท่จึงจะใช้ได้ อย่างเช่น ขวานผ่าฟ้า เตาฮุ่นตุน
ระฆังหวานอวี่ พวกนี้
“น่าขบขัน เซียนอิงเทียนเป็นบุคคลระดับใด การตั้งชื่อย่อมมี
ความหมายลึกซึ้ง!” อาจารย์เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อคำพูดของเซียน
อมตะ ช่างเหลวไหลสิ้นดี
“เช่นตำนานของเตาฮุ่นตุน ในตำราโบราณบันทึกไว้ชัดเจน
เซียนอิงเทียนเคยใช้เตานี้หลอมรวมฮุ่นตุน จึงตั้งชื่อว่าเตาฮุ่นตุน!”
“เจ้าพูดถึงเตาฮุ่นตุนหรือ นั่นก็เพราะว่าข้าผู้เป็นเซียน…” เซียน
อมตะเผลอเปิดเผยตัวตน พูดไปครึ่งทาง รู้สึกว่าไม่เหมาะสม จึง
เปลี่ยนคำพูดกะทันหัน “นั่นก็เพราะว่าเซียนอิงเทียนเคยใช้เตาต้มฮุ่น
ตุนตัวหนึ่ง ก็เลยตั้งชื่อว่าเตาฮุ่นตุนไงล่ะ”
ฮุ่นตุน หนึ่งในสี่อสูรยุคโบราณ มีชื่อเสียงพอๆ กับตระกูลฉงฉี
เซียนอมตะคิดถึงเตาฮุ่นตุนอยู่ไม่น้อย ตอนทำอาหารถ้าไม่ได้ใช้
เตาฮุ่นตุน มักจะรู้สึกว่าขาดรสชาติไปบ้าง
อาจารย์ลังเลครู่หนึ่ง ไม่ได้โต้แย้ง จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่า เซียนอิง
เทียนเคยเขียนหนังสือ “ตำราปรุงอาหารฉบับรวมเล่ม” ซึ่งในนั้น
กล่าวถึงวิธีปรุงฮุ่นตุน ดูเหมือนจะเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น
หรือว่าฝีมือตั้งชื่อของเซียนอิงเทียนจะด้อยถึงเพียงนี้?
“ลู่หยาง เจ้าอวดอ้างว่าเข้าใจประวัติศาสตร์ยุคโบราณเป็นอย่าง
ดี กล้าไปที่วิทยาลัยไท่เสวียของข้าเพื่อถกเถียงความรู้ทางวิชาการ
สักครั้งหรือไม่?”
อาจารย์ชื่อเยว่กู่ ไม่ใช่คนตระกูลเมิ่ง แต่เป็นนักวิชาการ
ประวัติศาสตร์ของวิทยาลัยไท่เสวีย เขามาเป็นอาจารย์ส่วนตัวที่
ตระกูลเมิ่ง เพียงเพราะว่าตระกูลเมิ่งให้ค่าตอบแทนสูงเท่านั้น
“เดี๋ยวนี้เลยหรือ?” ลู่หยางถาม
“เดี๋ยวนี้!” เยว่กู่ถูกเซียนอมตะโจมตีติดๆ กัน จึงต้องไป
วิทยาลัยไท่เสวียเพื่อขอความช่วยเหลือ
คำพูดนี้เพียงหลุดออกมา ศิษย์ตระกูลเมิ่งด้านล่างก็ส่งเสียงดีใจ
กันทั่ว
อาจารย์กลับวิทยาลัยไท่เสวีย ก็หมายความว่าวันนี้ไม่ต้องเรียน
แล้ว
เยว่กู่จ้องเด็กๆ เหล่านี้อย่างเอาเรื่อง สั่งให้คนแจกข้อสอบที่พิมพ์
ไว้แล้ว ทันใดนั้นเสียงครวญครางก็ดังไปทั่ว
ฮ่องเต้ไม่ได้เข้าไปในห้องเรียน เขารออยู่ข้างนอก แล้วก็เห็นลู่
หยางเดินออกมา
“นี่จะไปไหนกัน?” ฮ่องเต้ถาม
“ไปวิทยาลัยไท่เสวีย คนนี้คิดว่าประวัติศาสตร์ยุคโบราณของข้า
ดี ให้ข้าไปสอนที่วิทยาลัยไท่เสวีย” เซียนอมตะพูดอย่างดีใจ
ฮ่องเต้มองอย่างแปลกใจ วิทยาลัยไท่เสวียล้วนเป็นนักวิชาการ
หัวแข็งนิสัยแย่ สามารถเชิญลู่หยางไปสอนได้?
“ข้าให้เจ้ามาวิทยาลัยไท่เสวียของข้าเพื่อถกเถียงทางวิชาการ
ต่างหาก!” เยว่กู่แก้ไข
“ใช้กลยุทธ์ยั่วยุน่ะ ข้าเข้าใจน่า” เซียนอมตะมองทะลุความคิดที่
ไม่มีอยู่จริงของเยว่กู่ในพริบตา
ในฐานะคนติดตามของลู่หยาง ฮ่องเต้จึงติดตามไปวิทยาลัยไท่เส
วียด้วย
……
วิทยาลัยไท่เสวียเป็นสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงโด่งดังของแคว้นต้า
เซี่ย แต่ที่นี่ไม่ได้วิจัยเรื่องการบำเพ็ญ แต่เป็นประวัติศาสตร์ ข้อมูล
ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับแคว้นต้าเฉียน แคว้นต้าอวี๋ ส่วนใหญ่ล้วนเป็น
ผลการวิจัยของวิทยาลัยไท่เสวีย
และประวัติศาสตร์ยุคโบราณที่ลึกลับที่สุด เต็มไปด้วยตำนาน ก็
อยู่ในขอบเขตการวิจัยของวิทยาลัยไท่เสวียด้วย
ระหว่างทาง เซียนอมตะเห็นนักวิชาการหลายคนที่มีผมเผ้ารุงรัง
กำลังถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ต่างยืนกรานความคิดตัวเอง
ไม่มีใครยอมใคร
“ใน ‘ตำราปรุงอาหารฉบับรวม’ บันทึกไว้ชัดเจน ทำอาหารต้อง
ใช้วินาทีเป็นหน่วย จะผิดได้อย่างไร!”
“ตัวอักษรสับสน นี่ต้องเป็นตัวอักษรสับสนแน่ๆ!”
“ตัวอักษรสับสนอะไรกัน แน่นอนว่าเซียนอิงเทียนชอบกินเค็ม
ท่านไม่เห็นหรือว่าทุกครั้งที่เซียนอิงเทียนเอาชนะศัตรูที่แข็งแกร่ง
มักจะมองลงมาจากที่สูงแล้วพูดว่า ‘เกลือที่ข้ากินมามากกว่าทางที่
เจ้าเดินเสียอีก’ นี่เป็นหลักฐานที่แน่นแฟ้น!”
นักวิชาการสามคนถกเถียงกัน ท่าทางเหมือนจะตัดสินกันด้วย
กำลังหากพูดไม่ลงรอย
ในพื้นที่จิตวิญญาณ ลู่หยางเฝ้ามองเงียบๆ รู้สึกว่าชื่อเสียงของ
เซียนอิงเทียนคงยากจะกู้คืนแล้ว
ลู่หยางเห็นนักวิชาการอีกกลุ่มกำลังถกเถียงกัน
“ตามที่ข้าวิเคราะห์ ผลแห่งการบำเพ็ญของเซียนอิงเทียนน่าจะ
เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติสวรรค์”
“ก็น่าจะเป็นไปได้… เมื่อกี้ท่านพูดอะไรนะ?”
“ข้าบอกว่าเซียนอิงเทียน… ใช่ เมื่อกี้ข้าพูดอะไรนะ?”
นักวิชาการสองคนมองหน้ากันงงๆ ต่างจำไม่ได้ว่าเมื่อครู่เกิด
อะไรขึ้น
เยว่กู่พาลู่หยางและฮ่องเต้เข้าไปในส่วนลึกของวิทยาลัยไท่เสวีย
กระท่อมเล็กๆ แห่งหนึ่ง
ในกระท่อม มีชายชราผมขาวกำลังสนทนากับใครบางคน เมื่อ
พูดถึงตอนตื่นเต้น ท่าทางมือไม้พลิ้วไหว
ชายชราคือ ฉีซิวหย่า คณบดีวิทยาลัยไท่เสวีย มีชื่อเสียงโด่งดัง
เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ทั้งอดีตและปัจจุบัน ไม่มีใครเทียบได้ในด้าน
ความรู้ประวัติศาสตร์ คนภายนอกเรียกเขาว่า “คณบดีฉี” “เฒ่าฉี”
เขาแทบไม่เคยปรากฏตัวต่อสาธารณะ ใช้ชีวิตสันโดษจากโลก
ภายนอก แม้แต่ลู่หยางที่กำลังโด่งดังก็ยังไม่เคยได้ยินชื่อ
ถึงขนาดว่าเขาไม่เคยมีความแค้นกับท่านเต๋าปู้อวี่ เห็นได้ว่าเขา
ตัดขาดจากโลกภายนอกถึงระดับใด
คนที่นั่งตรงข้ามเขาหันหลังให้ประตู จึงมองไม่เห็นหน้าตา
ฉีซิวหย่าเห็นเยว่กู่เข้ามา แปลกใจ ถามยิ้มๆ
“กู่น้อย เวลานี้เจ้าควรจะสอนหนังสือที่ตระกูลเมิ่งมิใช่หรือ ทำไม
มาที่นี่?”
“อาจารย์ ขณะที่ศิษย์สอนหนังสือที่ตระกูลเมิ่ง ได้พูดถึงที่มาของ
ขวานผ่าภูเขา ท่านผู้นี้ชื่อลู่หยางได้ให้ความเป็นไปได้อีกแบบ
เกี่ยวกับที่มาของขวานผ่าภูเขา”
เยว่กู่นำคำพูดของเซียนอมตะมาเล่าต่ออีกครั้ง ฉีซิวหย่าลูบเครา
ขาวยาว เงียบไปครู่หนึ่ง
“นี่เป็นมุมมองที่น่าสนใจ แต่ไม่มีหลักฐานใช่ไหม”
ฉีซิวหย่าก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เซียนอมตะพูดถูกหรือผิด จึงได้แต่ขอ
ความช่วยเหลือจากคนที่นั่งตรงข้ามเขา
“สหายจิ่น ท่านว่าอย่างไร?”
ฉีซิวหย่าแนะนำคนตรงข้ามเขาอย่างจริงจัง “ขอแนะนำให้รู้จัก นี่
คือสหายที่ข้าเพิ่งรู้จัก แม้จะดูอายุน้อย แต่กลับมีความเข้าใจเกี่ยวกับ
ประวัติศาสตร์ยุคโบราณเป็นเอกลักษณ์ คุยกันแค่ครึ่งวันก็ทำให้ข้า
ได้เปิดหูเปิดตา”
คนที่ถูกเรียกว่าสหายจิ่นก้มหน้าครุ่นคิด “ที่จริงข้าเคยได้ยินมา
ว่าเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เซียนอิงเทียนยังไม่มีชื่อเสียง ทรัพยากร
บำเพ็ญไม่เพียงพอ ก็เคยเก็บค่าผ่านทาง ตอนนั้นใช้ขวานผ่าภูเขา
จริงๆ และยังพึมพำว่า ‘ภูเขานี้ข้าเป็นคนผ่า…’ อะไรทำนองนั้น”
“แปลกจริง เรื่องแบบนี้คนสมัยนี้ไม่ควรรู้นี่นา”
สหายจิ่นลุกขึ้นหันหน้ามาทางลู่หยาง สีหน้าประหลาดใจ
เล็กน้อย
ลู่หยางเพิ่งจะเห็นหน้าของสหายจิ่น เด็กสาวร่างเล็ก หน้าตา
น่ารัก ใบหน้าเคร่งขรึม ไม่ยิ้มแย้ม
ลู่หยางไม่รู้จักสหายจิ่น แต่เซียนอมตะรู้จัก
ตระกูลฉงฉี จิ่นไฉเหวย