ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 879 ละเลยบุญคุณ กบฏต่อพระองค์
เมิ่งจวินจื่อมองฮ่องเต้อย่างไม่พอใจ เจ้าหนุ่มเอ๋ย ตอนตายไม่พูด
อะไรสักคำ พอฟื้นขึ้นมาทำไมปากมากนัก?
เมิ่งจวินจื่อยังไม่ทันกล่าวอะไร ก็ได้ยินเสียงโครมดังขึ้น ประตูถูก
ผลักเปิด
ชายหนุ่มคนหนึ่งแบกจอบเดินเข้ามา ท่าทางองอาจผึ่งผาย
ปลายจอบอีกด้านมีคนถูกมัดไว้ แกว่งไปมา
“ฮ่าๆ จัดการเรื่องที่แคว้นหยีโจวเสร็จแล้ว จวินจื่อ ฝั่งเจ้าเป็น
อย่างไรบ้าง?”
เมิ่งจวินจื่อจ้องชายหนุ่มถือจอบด้วยความโกรธ พวกเจ้าปู่หลาน
สองคนนัดกันใช่ไหม ผลัดกันถามข้า
“ไปให้พ้น ชนะกึ่งเซียนแล้วจะอวดอะไรนักหนา”
ชายหนุ่มถือจอบเห็นเมิ่งจวินจื่อถูกการระเบิดของเซียนจนเนื้อ
ฉีกหนังขาดก็หัวเราะ รีบเข้าไปแสดงความห่วงใย
“โอ้โฮ จวินจื่อ นี่มันเกิดอะไรขึ้น ข้าจำได้ว่าเจ้าเคยคุยโม้ว่าจะ
จัดการอาจารย์หลวงแห่งต้าอวี๋ได้ง่ายดายนี่นา”
เมิ่งจวินจื่อโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “เอ๊ะ ดูเหมือนจะร้ายแรงเท่านั้น
แหละ ที่จริงเป็นเพียงบาดแผลเล็กๆ ไม่เจ็บเลยสักนิด เจียงเฒ่า เจ้า
ถูกหลอกง่ายเกินไปแล้ว”
ชายหนุ่มถือจอบจิ้มบาดแผลของเมิ่งจวินจื่อหนึ่งที “ไม่เจ็บ
หรือ?”
การระเบิดของเซียนสามารถทำร้ายได้แม้แต่วิญญาณเซียน นั่น
ทำให้เมิ่งจวินจื่อเกือบร้องออกมาเสียงหลง
แต่ไม่อาจเสียหน้าต่อหน้าเจียงผิงอัน เขากลืนคำว่า “เจ็บ” ลงไป
ใบหน้าบิดเบี้ยว “ไม่เจ็บ”
“จริงๆ นะ ไม่เจ็บ?”
ชายหนุ่มจิ้มแรงขึ้นอีก เจ็บจนเมิ่งจวินจื่อกัดฟันกรอด ก่อนจะ
เตะเจียงผิงอันไปหนึ่งที
“เจียงผิงอัน พอได้แล้ว!”
เจียงผิงอันถูกเตะล้มกลิ้ง แต่กลับเดินกลับมาเหมือนไม่มีอะไร
เกิดขึ้น
“ก็เจ้าบอกว่าไม่เจ็บนี่”
เซียนทั้งสองคนจ้องกันด้วยความโกรธ
ลู่หยางนั่งยองๆ ดูใบหน้าของคนที่ถูกมัด ไม่เคยเห็นในภาพวาด
ไม่รู้ว่าเป็นกึ่งเซียนของแคว้นต้าอวี๋ยุคใด
กึ่งเซียนผู้นั้นไร้สัญญาณชีพ ลู่หยางคาดเดาว่าน่าจะเป็นเจียง
ผิงอันที่ไปถึงแคว้นหยีโจวแล้วไม่ปรานี ค้นจิตโดยตรง เพื่อให้ได้
ข้อมูลในทันที
ชายหนุ่มถือจอบจึงสังเกตเห็นตัวตนของลู่หยาง “เจ้าก็คือ…
ศิษย์น้องลู่หยางผู้นำโชคที่สหายอวี้จือพูดถึงสินะ”
“ผู้น้อยคารวะผู้อาวุโสเจียงผิงอัน”
ชายหนุ่มถือจอบนั้นย่อมเป็นเจียงผิงอัน
เจียงผิงอันมองลู่หยางตั้งแต่หัวจรดเท้า ต้องบอกว่าสมกับเป็น
ศิษย์น้องที่อวี้จืออบรมด้วยตัวเองจริงๆ รากฐานนี้มั่นคงเกินไปแล้ว
แม้แต่สายตาของเขาก็หาข้อบกพร่องไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
“ช่างหล่อเหลาสง่างามจริงๆ มีความสนใจจะเข้าตระกูลเจียงของ
เราหรือไม่?”
“ตระกูลเจียงของเรามีองค์หญิงเจ็ดองค์ ล้วนงดงามราวกับ
นางในสวรรค์ โดยเฉพาะองค์หญิงเจ็ด น่ารักมาก อายุและวิทยายุทธ์
ก็พอๆ กับเจ้า พอดีนางได้ยินเรื่องราวของเจ้ามาตลอด ก็ชอบเจ้า
ด้วย!”
เจียงผิงอันพูดถึงธิดาคนที่เจ็ดของฮ่องเต้ องค์หญิงที่เล็กที่สุด
ของตระกูลเจียง
เมิ่งจวินจื่อยื่นแขนกั้นเจียงผิงอันไว้ด้านหลัง “เฮ้ยๆๆ อย่าแย่งสิ
พวกเราตระกูลเมิ่งได้ตกลงกับเขาไว้แล้ว เขาจะเข้ากับตระกูลเมิ่งของ
เราในอนาคต”
เจียงผิงอันและเมิ่งจวินจื่อเห็นลู่หยางแล้วตาเป็นประกาย
นี่คือลู่หยางที่อวี้จือประเมินว่ามีคุณสมบัติของเซียน คำประเมิน
ของอวี้จือไม่ใช่คำยกยอทั่วไปที่มอบให้อัจฉริยะทั้งหลาย นี่
หมายความว่าในอนาคตลู่หยางมีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นเซียน
อย่างนั้นก็ต้องรีบดึงตัวมาตอนนี้
ลู่หยางถูกเซียนทั้งสองให้ความสำคัญ รู้สึกกดดันมาก ไม่รู้จะ
ตอบอย่างไรดี
ประตูถูกผลักเบาๆ ศิษย์พี่ใหญ่ที่เพิ่งจากไปไม่นานกลับมา ลาก
กวานซานไห่ที่เพิ่งจากกันไม่นานเช่นกัน
“จับคนกลับมาแล้ว”
“สหายทั้งสองคิดจะทำอะไรกับศิษย์น้องของข้าที่คั่นอยู่ตรง
กลาง?”
“ฮ่าๆๆ ไม่มีอะไรๆ แค่เห็นว่าเด็กคนนี้ร่างกายแข็งแรงดี”
แก้มซ้ายของกวานซานไห่แดงคล ้าจนฟ้า ตาซ้ายก็เป็นสีแดง
ฉาน ตามประสบการณ์ของลู่หยาง เขาคาดเดาว่ากวานซานไห่คง
ถูกแรงกระแทกจากภายนอก ทำให้เลือดออกในตา
กวานซานไห่ถูกอวี้จือปิดการรับรู้ทั้งหก ไม่รู้สถานการณ์
ภายนอก
ในห้องเล็กๆ นี้ รวมผู้มีความสามารถมากมาย แต่ละคนมีประวัติ
ไม่ธรรมดา มีอวี้จือผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ มีเซียนอมตะผู้เป็นหัวหน้าแห่งห้า
เซียนยุคโบราณ มีเมิ่งจวินจื่อผู้เกือบได้เป็นฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งแคว้น มี
เจียงผิงอันผู้ก่อตั้งแคว้นต้าเซี่ย มีกวานซานไห่ผู้รักษาแคว้นต้าอวี๋ให้
ไม่ล่มสลายนานหนึ่งแสนปี มีฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเซี่ยผู้ได้รับการยก
ย่องว่าเป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และลู่หยาง
“ควรจัดการกวานซานไห่อย่างไร?” เจียงผิงอันถาม จะค้นจิต
โดยตรงหรือขังไว้แล้วค่อยๆ ทรมานให้สารภาพข้อมูล
“ขังไว้ที่ยอดเขาคุมขังของสำนักเราเถอะ พอดีให้พวกแคว้น
ต้าอวี๋ได้รวมตัวกัน”
เจียงผิงอันและเมิ่งจวินจื่อไม่เห็นด้วย พวกเขาลำบากตรากตรำ
มาตั้งนาน ไม่ได้กินเนื้อก็แล้วไป แต่น ้าสักหยดก็ไม่ได้ดื่มนี่ไม่ได้
แม้พวกเขาจะกลัวอวี้จืออยู่บ้าง แต่ก็กล้าพูดออกมา “แบบนี้ไม่ดี
กระมัง ยอดเขาคุมขังของพวกเจ้าไม่มีเซียน จะขังเขาได้อย่างไร
ตามความเห็นของข้า ไม่สู้ขังไว้ในเมืองหลวงของเรา มีพวกเราสอง
คนคอยดูแล รับรองว่าปลอดภัยแน่นอน!”
“มีข้าอยู่ ยอดเขาคุมขังของเราก็ขังเขาได้” อวี้จือกล่าวเรียบๆ
เต็มไปด้วยความมั่นใจ
ที่จริงทุกคนไม่ค่อยอยากค้นจิตโดยตรง
การค้นจิตจะทำลายวิญญาณเซียนของกวานซานไห่
นั่นคือวิญญาณเซียนนะ ยังไม่เคยมีใครใช้วิญญาณเซียนและ
ร่างเซียนหลอมวัตถุวิเศษมาก่อน หากใช้สองสิ่งนี้หลอมสร้างวัตถุ
วิเศษที่มีวิญญาณวัตถุวิเศษ จะมีพลังมหาศาลเพียงใด?
วัตถุวิเศษระดับสูงสุดที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์!
แม้แต่เซียนอิงเทียนตอนหลอมสร้างวัตถุวิเศษก็ยังไม่ได้รับ
โอกาสเช่นนี้ อย่างมากก็หักกิ่งไม้จากเซียนแห่งกาลเวลาสักท่อนมา
เป็นวัสดุ ด้ามขวานของขวานผ่าฟ้าก็มาจากแหล่งนี้
อวี้จือไม่ได้คิดจะเอาทั้งหมดไว้คนเดียว เพราะเจียงผิงอันและ
เมิ่งจวินจื่อก็ออกแรงมากในการจับกุมกวานซานไห่ นางเพียงแค่ช่วย
จบเรื่อง ตามหลักแล้วพวกเขาทั้งสองคนควรได้รับผลประโยชน์
แต่ก็ไม่สามารถมอบกวานซานไห่ให้พวกเขาทั้งหมด
ขณะที่ทั้งสามคนไม่ยอมอ่อนให้กัน ลู่หยางก็ค่อยๆ ยกมือขึ้น
อย่างช้าๆ มีอะไรจะพูด
“เอ่อ ข้ามีความคิดหนึ่งขอรับ”
“เนื่องจากกวานซานไห่มีเพียงคนเดียว ไม่ค่อยดีที่จะแบ่ง งั้นไม่สู้
แบ่งวิญญาณของกวานซานไห่เลยไหม?”
สามจิตเจ็ดวิญญาณ รวมสิบส่วน เพียงพอที่จะแบ่งกันทั้งสามคน
ทั้งสามคนคิดแล้ว นี่เป็นความคิดที่ดีจริงๆ
ด้วยนิสัยของกวานซานไห่ เขาจะไม่ยอมสารภาพข้อมูลง่ายๆ
หลังจากแยกสามจิตเจ็ดวิญญาณออกจากกัน จะทำให้เจตจำนงของ
กวานซานไห่อ่อนลง ด้วยวิธีนี้ กวานซานไห่ก็อาจจะยอมสารภาพ
ข้อมูลภายใต้การล่อลวงขู่เข็ญและการทรมาน
“ความคิดที่ดีมาก”
เมิ่งจวินจื่อและเจียงผิงอันยิ่งมองลู่หยางยิ่งถูกใจ พรสวรรค์เป็น
ชั้นเยี่ยมก็ช่างเถอะ ไม่คิดว่าแม้แต่ความประพฤติก็ไร้ที่ติ
ทั้งสามคนปรึกษากันพักหนึ่ง ในที่สุดเจียงผิงอันและเมิ่งจวินจื่อก็
เอาเจ็ดวิญญาณและร่างเซียนไป อวี้จือเอาสามเจตจิตผลของการ
บำเพ็ญและลู่หยางไป
“อ้อใช่ ไม่ต้องพาเมิ่งจิ่งโจวเด็กนั่นไป กลับไปก่อนเลย” เมิ่งจวิ
นจื่อร้องบอก เขาตัดสินใจจะสั่งสอนทายาทที่มีความสามารถคนนี้ให้
ดี ในบรรดาลูกหลานทั้งหมด มีเพียงเมิ่งจิ่งโจวที่มีพรสวรรค์ใกล้เคียง
กับเขามากที่สุด หากสอนถูกวิธี อนาคตอาจจะเก่งกว่าเขาก็ได้
ก่อนหน้านี้ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนและวิทยายุทธ์ ก็เลยสอน
ไม่ได้ ตอนนี้ก็ไม่ต้องกลัวแล้ว
ลู่หยางรู้สึกว่าเมิ่งโชคดีจริงๆ มีบรรพบุรุษเซียนคอยสั่งสอน
ส่วนตัวเอง… เหมือนตัวเองก็มีเซียนคอยสอนเหมือนกัน
แปลก ทำไมไม่เคยรู้สึกเลย?
หม่านกู่พักอยู่ในเมืองหลวงชั่วคราว นี่เป็นครั้งแรกที่เขามาเมือง
หลวง มาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็เจอการต่อสู้ระหว่างเซียน บัดนี้การต่อสู้
จบลงแล้ว จะอย่างไรก็ควรพักอยู่ในเมืองหลวงสักพัก
ระหว่างบินกลับ ลู่หยางหยิบกล่องไม้ออกมา
“ศิษย์พี่ใหญ่ เรื่องในเมืองหลวงจบแล้ว ลูกท้อเซียนคืนให้ท่าน”
อวี้จือส่ายหน้า “นี่เป็นของที่เตรียมไว้ให้เจ้าตั้งแต่แรก”
ลูกท้อเซียนมีเพียงลูกเดียว ลู่หยางไม่ยอมกินคนเดียวอย่าง
เด็ดขาด นี่เป็นวัตถุเซียนที่หาได้ยากยิ่งในโลก หลังยุคโบราณก็ไม่มี
ใครได้ลิ้มรส หากเขากิน ศิษย์พี่ใหญ่ก็จะไม่มีโอกาสได้กินอีก
“งั้นแบบนี้ได้ไหม พวกเราแบ่งลูกท้อเซียนเป็นสองส่วน คนละ
ครึ่ง?”
อวี้จือรู้ดีว่าลู่หยางคิดอะไร คิดแล้วนางก็รู้สึกเขินอย่างหาได้ยาก
“ดี งั้นคนละครึ่ง”
เอาไว้ค่อยหาข้ออ้างไปหาลูกท้อเซียนมาอีก ให้ศิษย์น้องกินจน
อิ่ม
ลู่หยางและอวี้จือแบ่งลูกท้อเซียน มีเพียงเซียนอมตะในพื้นที่จิต
วิญญาณที่มองอย่างอิจฉา
ตามประวัติศาสตร์นอกรีต ฮ่องเต้ลูกถั่วรุ่นที่สองและรุ่นที่สาม
ก่อนขึ้นครองราชย์ บังเอิญได้รับลูกท้อเซียนที่ช่วยยืดอายุขัย ลิ้มรส
อย่างสบายใจบนเมฆ แต่ฝ่าบาทมองลูกท้อแล้วน ้าลายไหล แต่ไม่ได้
แบ่งแม้แต่คำเดียว นี่แหละคือการละเลยพระมหากรุณาธิคุณ กบฏต่อ
พระองค์อย่างแท้จริง