ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 933 เพลิงแก่นพิภพ
บทที่ 933 เพลิงแก่นพิภพ
ลู่หยางเคยผ่านประสบการณ์มากมายมาแล้ว แม้แต่การเอาตัวรอดจากการต่อสู้ของเซียนก็ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง แต่เขาไม่เคยเจอกับสถานการณ์ที่ถูกผู้บำเพ็ญหญิงล้อมรอบเช่นนี้มาก่อน ความนิยมของลู่หยางมีสาเหตุครึ่งหนึ่งมาจากประสบการณ์ของเขาที่พบเจอนั้นล้วนเป็นตำนาน ผู้บำเพ็ญที่เจอเพียงหนึ่งเรื่องในชีวิตก็นับว่าหายากแล้ว นับประสาอะไรกับการผ่านเหตุการณ์มากมายเช่นนี้ ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง มาจากการประชาสัมพันธ์อย่างทุ่มเทของท่านเต๋าปู้อวี่ ที่ใช้วิธีบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือแต่งเรื่องขึ้นมา เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของลู่หยางให้สมบูรณ์แบบที่สุด
แม้จะรู้ว่าไม่ควรเชื่อคำพูดของท่านเต๋าปู้อวี่ แต่เมื่อได้ยิน “ตำนานแห่งสำนักเวิ่นเต๋า บทลู่หยาง” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จิตใต้สำนึกก็เริ่มซ้อนทับลู่หยางในเรื่องเล่ากับลู่หยางในความเป็นจริงเข้าด้วยกัน
“ไม่รู้จะทำอย่างไรหรือ? ให้ข้าจัดการเอง!” เซียนอมตะรับหน้าที่ทั้งหมด ท่าทางราวกับหัวโจกใหญ่
ลู่หยางไม่ได้หลงเชื่อภาพลักษณ์ภายนอกของเซียนอมตะแน่นอน จึงถามอย่างใจเย็น “เซียนน้อยเคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อนหรือ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว มีสถานการณ์ไหนที่ข้าไม่เคยเจอ? เมื่อก่อนหลังจากข้าสร้างแม่น้ำแม่ลูก ก็มีผู้บำเพ็ญหญิงมากมายมากราบไหว้ข้า ขอน้ำจากแม่น้ำขอให้ข้าประทานบุตรให้ สถานการณ์คล้ายๆ กับตอนนี้”
ต่างกันมากเลยนะ! ลู่หยางรู้สึกโชคดีที่ไม่ได้ส่งมอบการควบคุมร่างกายให้เซียนน้อยอย่างหุนหันพลันแล่น ไม่อย่างนั้นไม่รู้จะก่อความวุ่นวายอะไรขึ้น
เมื่อไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ลู่หยางคิดว่าน่าจะหยิบลูกแก้วบันทึกภาพออกมาบันทึกฉากนี้ไว้ เมิ่งเจี่ยที่ไม่สามารถมาสำนักวังเซียนเยว่กุยได้นับเป็นความน่าเสียดาย รอกลับไปแล้วให้เขาดูการบันทึกนี้ก็ถือเป็นการชดเชยความเสียดาย ลู่หยางคิดว่าตัวเองเป็นเพื่อนที่รอบคอบจริงๆ
แม้ตัวลู่หยางเองจะพึ่งพาไม่ได้ เซียนอมตะก็พึ่งพาไม่ได้ แต่หลานถิงเป็นคนที่เชื่อถือได้มาก “พอแล้วๆ พวกเจ้าใจเย็นๆ ก่อน ศิษย์พี่ลู่หยางจะพักอยู่ที่วังเซียนเรานานพอสมควร ภายหลังยังมีเวลาให้ทุกคนได้พบปะอีกมาก ไม่จำเป็นต้องมารวมกันตอนนี้ทำให้ศิษย์พี่ลู่หยางลำบากใจ!” หลานถิงตะโกนพูดอีกหลายประโยค ศิษย์หญิงของวังเซียนจึงค่อยๆ แยกย้ายกันไป
ลู่หยางงุนงง ไม่ใช่ว่าจะมาอยู่ที่วังเซียนแค่สองสามวันหรอกหรือ ทำไมอยู่ดีๆ ถึงกลายเป็นจะพักอยู่นานพอสมควรล่ะ?
หลานถิงรีบประนมมือขอโทษ “ขออภัยด้วย ในยามคับขันจึงต้องพูดอย่างนั้น ไม่อย่างนั้นพวกนางคงไม่ยอมไป” นางเงยหน้าลอบสังเกตสีหน้าของลู่หยาง พูดอย่างเขินอายเล็กน้อย “รบกวนศิษย์พี่ลู่หยางพักอยู่ที่วังเซียนนานหน่อยได้หรือไม่ ข้าพูดไปแบบนั้นแล้ว ถ้าศิษย์พี่อยู่แค่สองวันแล้วไป ความน่าเชื่อถือของข้าก็… แต่ศิษย์พี่วางใจได้ วังเซียนของพวกเราไม่ขาดทรัพยากรในการบำเพ็ญ หากศิษย์พี่ต้องการอะไรในการบำเพ็ญ ข้า… พวกเราล้วนมีให้”
พูดมาถึงขนาดนี้ ลู่หยางก็ได้แต่ตกลง อีกอย่าง เขาบำเพ็ญที่ไหนก็ได้ ไม่เลือกสถานที่
“ข้าจะพาท่านไปยังที่พักก่อน” หลานถิงเห็นกลอุบายของตนสำเร็จ จึงรีบกล่าว
ในไม่ช้า หลานถิงก็นำลู่หยางมาถึงเรือนที่เชื่อมต่อกันหลายหลัง นี่คือห้องรับรองแขกของสำนักวังเซียนเยว่กุย ทุกเรือนล้วนปลูกต้นยืนกลับหัวไว้ในสวน แขกผู้มาเยือนเพียงเปิดประตูหรือหน้าต่าง ก็จะเห็นต้นยืนกลับหัวอันล้ำค่าราวกับสมบัติเซียน ขณะนี้ไม่มีแขกอื่น หลานถิงจึงจัดให้ลู่หยางพักในเรือนแรก เรือนนี้มีกลิ่นอายโบราณ สวนและกระเบื้องหลังคาเต็มไปด้วยหิมะหนา งดงามอย่างมีเอกลักษณ์ ภายในห้องมีค่ายกลรวบรวมพลัง แม้แต่ผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างก็มีพลังงานเพียงพอต่อการบำเพ็ญ สิ่งเดียวที่บกพร่องก็คือ ในห้องมีกระจกทองเหลือง แป้งแต่งหน้า และของใช้อื่นๆ ที่ไม่เข้ากับเพศของลู่หยาง นี่เป็นห้องรับรองสำหรับผู้บำเพ็ญหญิง
“ข้าจะจัดการทันที!” หลานถิงพูดอย่างลำบากใจ นางคิดแต่จะเชิญลู่หยางมาที่วังเซียน แต่ไม่เคยคิดว่าวังเซียนไม่มีห้องรับรองที่เหมาะสมกับลู่หยาง
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ปล่อยไว้ที่นี่ก็ได้” ลู่หยางไม่อยากรบกวนหลานถิง กระจกทองเหลือง แป้งแต่งหน้า และอื่นๆ วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งก็ให้วางไว้เถอะ เขาไม่ได้ใช้อยู่แล้ว วางไว้ก็ไม่เกะกะ ไม่จำเป็นต้องย้ายไปมา เขาก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่อยู่ในที่ที่เหมือนห้องสาวน้อย นึกถึงเมื่อก่อนที่เซียนอมตะยึดครองพื้นที่จิตวิญญาณ ตกแต่งในสไตล์สีชมพูหวาน เมื่อเทียบกับห้องส่วนตัวของเซียนอมตะ ห้องรับรองของวังเซียนยังถือว่าดีกว่ามาก
ก็เพราะตอนนี้เซียนอมตะอยากสร้างราชวงศ์ถั่วเหลือง จึงพัฒนาพื้นที่จิตวิญญาณไปในทิศทางของพระราชวัง ไม่อย่างนั้นพื้นที่จิตวิญญาณของเขาคงยังเป็นสีชมพูหวานอยู่
ระหว่างที่พูดคุย ลู่หยางสังเกตเห็นว่าในพื้นที่จิตวิญญาณของตนมีเกล็ดหิมะโปรยปราย ไม่นานก็ปกคลุมพื้น แม้แต่บนบัลลังก์ก็มีหิมะ “อู้ๆ หิมะตกแล้ว!” เซียนอมตะกระโดดลงจากบัลลังก์ นอนกลิ้งไปมาบนหิมะ เสียงหัวเราะดังไม่หยุด ไม่ต้องถามก็รู้ว่านี่เป็นการก่อกวนของเซียนอมตะอีกแล้ว นางคงอยากเปลี่ยนบรรยากาศ
“หยางน้อย มาเล่นด้วยกันสิ” เซียนอมตะนอนคว่ำบนพื้น แกว่งขาไปมา เงยหน้ามองลู่หยาง พลางเชิญชวน
ลู่หยางปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด “ไม่เอา ข้ายังต้องเที่ยวชมวังเซียนอีก”
“ที่นี่คือโรงปรุงยา” หลานถิงพาลู่หยางมาถึงเรือนข้างๆ ลู่หยางรู้สึกถึงคลื่นความร้อนที่แผ่ออกมาจากโรงปรุงยาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย คงที่จนน่าประหลาดใจ
“ด้านล่างนี้มีเพลิงแก่นพิภพ โรงปรุงยาได้นำเพลิงแก่นพิภพขึ้นมาเป็นจุดกำเนิดไฟ ผสมกับเพลิงแท้ชนิดต่างๆ เพื่อเพิ่มอุณหภูมิของเปลวเพลิง และเสริมคุณสมบัติพิเศษต่างๆ ใช้ในการปรุงยา เล่ากันว่านี่ไม่ใช่ไฟธรรมชาติ แต่เป็นเพลิงเซียนที่ตกทอดมาจากยุคโบราณ ลุกไหม้มาจนถึงปัจจุบัน!” หลานถิงแสดงความใฝ่ฝัน เพลิงเซียนที่ลุกไหม้มาสามแสนปี เซียนยุคโบราณต้องแข็งแกร่งถึงระดับใด
ในพื้นที่จิตวิญญาณ เซียนอมตะกำลังอุ้มหิมะขึ้นมาโปรยลงบนตัวเอง จู่ๆ ก็รับรู้บางสิ่ง พูดอย่างตื่นเต้น “เอ้ นี่มันเพลิงที่ข้าทิ้งไว้ตอนปิ้งย่างบนดวงจันทร์ไม่ใช่หรือ? ตอนนั้นเซียนอิงเทียนขี้เกียจขนต้นยืนกลับหัวไปมา จึงเสนอว่าทำไมไม่จุดกองไฟบนดวงจันทร์แล้วกินข้าวเลย ตอนนั้นก็กินกันสนุกมาก เซียนอิงเทียนและคนอื่นๆ ล้วนกินจนหมดสติ ยังเป็นข้านี่แหละที่ส่งพวกเขากลับไปทีละคน หรือว่าตอนนั้นข้าสนใจแต่ขนคน จนลืมดับไฟหรือ?”
เซียนอมตะรู้ตัวว่าทำผิด ทำท่าจะดับเพลิงเซียน แต่ลู่หยางรีบห้ามไว้ “ฝ่าบาทรู้ตัวว่าผิดแล้วสามารถแก้ไขได้ ช่างเป็นที่น่ายินดียิ่ง ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงปัญญาที่หาได้ยากยิ่ง เพียงแต่ว่าประชาชนยังต้องใช้เพลิงเซียนในการดำรงชีวิต จึงไม่จำเป็นต้องดับมัน”
“อ่อ งั้นก็ได้” เซียนอมตะเป็นกษัตริย์ผู้ทรงปัญญาอย่างแท้จริง หลังจากถูกขุนนางผู้ใกล้ชิดห้ามปรามการกระทำอันโง่เขลา ก็ไม่ได้โกรธเคือง ตลอดประวัติศาสตร์ ช่างหาได้ยากยิ่ง
“ทางด้านขวาเป็นเขตหวงห้าม ขอศิษย์พี่ลู่หยางอย่าได้เข้าใกล้ที่นั่นเป็นอันขาด เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายถึงชีวิต” หลานถิงชี้ไปที่ด้านขวาของโรงปรุงยา เป็นวังที่มีการตกแต่งอย่างหรูหรา เสาไม้ที่รองรับทางเข้าวังสูงกว่าสิบเมตร
“ที่นั่นคือ?”
“บ่อน้ำพุร้อน เพลิงแก่นพิภพยังมีเหลือ เมื่อบรรพบุรุษสร้างวังเซียน จึงได้สร้างบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ไว้ด้วย” หลานถิงชี้ไปทางซ้ายพลางกล่าว “ทางด้านซ้ายเป็นโรงหลอมวัตถุวิเศษ ซึ่งใช้หลักการคล้ายกับโรงปรุงยา ล้วนเพื่อใช้ประโยชน์จากเพลิงแก่นพิภพ การช่วยให้วังเซียนมีเพลิงแก่นพิภพ ทำให้โรงปรุงยา บ่อน้ำพุร้อน และโรงหลอมวัตถุวิเศษยังคงอยู่ต่อไปได้ นับเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่”
ลู่หยางคิดว่าหากพลังบุญกุศลสามารถบำเพ็ญเซียนได้ เขาคงใช้พลังบุญกุศลบำเพ็ญจนถึงขั้นข้ามพิบัตินานแล้ว