ใต้หน้ากากซูเปอร์สตาร์ - ภาค 1 เล่ม 2 ตอนที่ 4-8
“รักแรกที่คุณอินซอบเคยพูดถึงคือเจนนี่เหรอครับ เขาเป็นคนไม่ดีเหรอ”
“เปล่านะครับ”
อินซอบแผดเสียง
“เจนนี่ไม่ใช่คนแบบนั้นนะครับ ช่วยอย่าพูดอะไรแบบนั้นตามใจชอบทั้งๆ ที่คุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเจนนี่เลยด้วยครับ”
“…”
แม้จะเพิ่งจับตาดูผู้จัดการส่วนตัวได้ไม่นาน แต่อีอูยอนก็ไม่เคยคิดเลยว่าตนจะโดนอีกฝ่ายโกรธแบบนี้ เขาเพิ่มแรงไปที่มือที่กำบทเอาไว้
“ขอโทษครับ”
อีอูยอนกล่าวขอโทษก่อน ตอนนั้นเองอินซอบถึงได้รู้ว่าตนกำลังแสดงปฏิกิริยาที่อ่อนไหวออกไปโดยไม่จำเป็น เขาจึงตอบกลับว่าไม่เป็นไรด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“ไม่หรอกครับ เป็นความผิดของผมเองที่พูดแบบนั้นไปทั้งๆ ที่ไม่รู้จักเธอ”
“…”
ตอนที่รู้สึกว่าน้ำเสียงของอีอูยอนเย็นเยียบแปลกๆ อีกฝ่ายก็ปิดปากสนิทไปแล้ว
เกิดความความเงียบที่น่าอึดอัดใจขึ้นภายในรถ สุดท้ายทั้งคู่ก็ไม่พูดอะไรกันเลยจนกระทั่งมาถึงกองถ่าย
อีอูยอนเปิดประตูลงจากรถทันทีที่รถจอด อินซอบถอนหายใจ หากลองคิดดูแล้วปกติอีอูยอนมักจะอ่านบทหรืองีบในรถ อีอูยอนเพิ่งจะเริ่มคุยกับอินซอบในรถได้ไม่นานเท่าไรนัก
“เอาล่ะ เดิมทีนี่ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วนี่”
หางเสียงของเขาที่พึมพำอยู่คนเดียวฟังดูขมขื่น
อินซอบเก็บกุญแจรถใส่กระเป๋ากางเกง รวบรวมของต่างๆ ที่เตรียมไว้และตามหลังอีอูยอนไป ในกองถ่ายเหล่าสตาฟที่มาถึงก่อนแล้วกำลังเตรียมการถ่ายทำอยู่ พอเห็นว่าอีอูยอนยิ้มกว้างพร้อมกับทักทายทุกคน อินซอบก็วางใจ เขาไม่ได้โกรธสินะ
“คุณอูยอน แต่งหน้านะคะ”
ทีมเมกอัปเอ่ยเรียกอีอูยอน อินซอบวิ่งตามหลังอีกฝ่ายไปเพื่อรับเสื้อมาถือไว้
การแต่งหน้าสำหรับละครอิงประวัติศาสตร์ใช้เวลานานกว่าละครสมัยใหม่อยู่สองสามเท่า อินซอบนั่งใจลอยรอจนกระทั่งอีอูยอนแต่งหน้าเสร็จ อีอูยอนที่หลับตาตลอดการแต่งหน้าเอ่ยเรียกอินซอบหลังจากที่เปลี่ยนเสื้อผ้าออกมาแล้ว
“นี่ครับ”
อีอูยอนยื่นเสื้อผ้าที่เขาใส่มาให้อินซอบ อีกคนรับไปพับใส่กระเป๋าเสื้อผ้าที่เตรียมมาอย่างเรียบร้อย แล้วอีอูยอนก็เริ่มอ่านบทอีกครั้ง บทสนทนาทั้งหมดจึงจบลงตรงนี้
พอผู้กำกับเรียกหาอีอูยอน เขาก็ลุกจากที่ไป อินซอบครุ่นคิดอยู่สักพักก็เหลือแค่เสื้อตัวนอกเอาไว้ และเดินไปที่ลานจอดรถเพื่อเอาเสื้อผ้าของอีอูยอนไปเก็บ หลังจากนั้นก็เช็กว่าตนล็อกประตูรถดีหรือยังถึงสองรอบ ในบรรดาแฟนคลับที่เอาแต่ใจมีพวกที่ตามมาถึงกองถ่ายต่างจังหวัดและเปิดประตูรถที่เปิดล็อกไว้เข้าไปขโมยของของดาราอยู่เหมือนกัน สมัยที่เขาตามอีกฝ่ายเพื่อคุ้ยเขี่ยข้อมูลเกี่ยวกับอีอูยอน อินซอบก็เคยเห็นกับตาตัวเองเลยว่าพวกแฟนคลับที่เอาแต่ใจทำตัวเสื่อมได้ถึงขนาดไหน
ถึงจะบอกว่าอากาศอุ่นขึ้น แต่กองถ่ายที่คังวอนโดกลับหนาว อินซอบพิจารณาถึงเวลาที่อีอูยอนต้องรอเข้าฉากและเอาถุงร้อนใส่กระเป๋าเสื้อคลุมไว้จนเต็ม ดังนั้นในกระเป๋าเสื้อคลุมจึงไม่มีที่แม้แต่จะเอามือใส่เข้าไป
อินซอบเป่ามือเย็นๆ ของตนให้อุ่นขึ้นและเริ่มออกเดิน เขามัวแต่เดินไปเป่ามือไปจึงไม่ได้ดูเลยว่าใครกำลังเดินเข้ามาหาตนเอง
“เฮ้ย”
อินซอบไม่รู้ว่าเสียงที่อวดดีนั้นเอ่ยเรียกตัวเอง เขาจึงเดินต่อไป
“นี่ นี่ นายน่ะ ผู้จัดการส่วนตัวของอีอูยอน”
อินซอบหันหน้ามาด้วยความตกใจทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น
เป็นคังยองโม คังยองโมที่แต่งหน้าเสร็จแล้วและเดินมากับผู้จัดการส่วนตัวขยับมือมาทางอินซอบ ชเวอินซอบรีบก้มหัวทักทายคังยองโม
“มานี่เร็ว”
ชเวอินซอบเดินไปยืนอยู่ตรงหน้าเขา คังยองโมวางมือไว้ตรงขอบเอวกางเกงและผงกหัวอย่างจองหอง
“ถ้าเห็นคนแล้วก็ต้องทักทายสิ มัวทำอะไรอยู่”
“ครับ? แต่เมื่อกี้ผม…”
“บอกให้ทักทายไง!”
อินซอบนึกว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็นจึงก้มหัวอีกรอบพร้อมกับพูดว่า ‘สวัสดีครับ’ ให้ดังกว่าเมื่อสักครู่นี้ คังยองโมใช้บทที่ตนกำลังถืออยู่ฟาดหัวของอินซอบอย่างแรง
“ทักทายดีๆ ไม่เป็นหรือไง นายไม่ได้เรียนวิธีการทักทายมาเหรอ”
“…”
ชเวอินซอบกะพริบตากลมโตปริบๆ ด้วยความตกใจและพยายามทำความเข้าใจกับสถานการณ์ตรงหน้า ในระยะห่างเท่านี้อีกฝ่ายต้องเห็นว่าตนทักทายแล้วอย่างแน่นอน นั่นแปลว่าท้ายที่สุดแล้วเหตุผลที่คังยองโมเป็นแบบนั้นไม่ใช่เพราะไม่ทักทาย แต่การทักทายมันไม่ถูกใจตนเองต่างหาก ไม่สิ ถ้าจะให้พูดตรงๆ ก็คือเขาไม่พอใจผู้จัดการส่วนตัวของอีอูยอน
“ฉันสั่งให้ทักทายเดี๋ยวนี้”
ชเวอินซอบก้มหัวลงต่ำกว่าเมื่อสักครู่นี้ แม้เขาจะพูดว่า ‘สวัสดีครับ’ ด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อมที่สุดแล้ว แต่บทของคังยองโมก็ยังคงฟาดลงบนหัวของอินซอบ
“เฮ้ย ไอ้เด็กนี่ ใครสอนให้นายทักทายแบบนั้นที่กองถ่ายเหรอ พ่อแม่นายสอนเหรอ กรรมการผู้จัดการสอนเหรอ หรือว่านักแสดงที่นายดูแลเป็นคนสอนล่ะ จะต้องก้มหัวจนหน้าอกชนหัวเข่าไม่ใช่หรือไง”
“…”
อินซอบรู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหลเพราะความไม่ยุติธรรมและความเสียใจ แม้จะมีคนเห็นอินซอบถูกคังยองโมจับไว้และตื่นตระหนก แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาช่วยเขาสักคนเดียว คนที่รู้จักนิสัยของคังยองโมดีไม่อยากยุ่งโดยไม่จำเป็นและสร้างปัญหาให้ตัวเอง
“ขอโทษครับ”
ถึงจะไม่มีเรื่องให้ต้องขอโทษหรือทำอะไรผิด แต่อินซอบก็ก้มหัวขอโทษไว้ก่อน เขาเองก็ไม่อยากสร้างปัญหาเหมือนกัน ถ้ามีปัญหากับคังยองโม อีอูยอนก็จะถูกดึงเข้ามาเกี่ยวด้วย เขาอยากเลี่ยงไม่ให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นเด็ดขาด แต่คราวนี้เสียงที่ได้ยินกลับมากลับเป็นเสียงหวดของบทปึกหนึ่งเท่านั้น
“ต้องทักทายทันทีตั้งแต่แรกไม่ใช่เหรอ แล้วรู้ไหมว่าสิ่งที่นายทำอยู่คืออะไร หรือว่าเป็นผู้จัดการส่วนตัวของอีอูยอนก็เลยไม่เห็นใครอยู่ในสายตา”
คังยองโมแกล้งผู้จัดการส่วนตัวที่อยู่ต่ำกว่าตน เพราะตนไม่สามารถแตะต้องอีอูยอนได้ แม้อินซอบจะรู้ถึงเหตุผลที่คังยองโมดึงดันแกล้งตนเอง แต่เขาก็ไม่สามารถพูดอะไรได้
“ขอโทษงั้นเหรอ”
“ครับ”
“ถ้าจะขอโทษ ก็ไปซื้อปลาดิบมาให้ฉันสักจานสิ”
“ครับ?”
“บอกว่าให้ไปซื้อปลาดิบมาหนึ่งจานไง”
นี่เป็นการบังคับ ถ้าจะไปซื้อปลาดิบ เขาจะต้องขับรถออกไปสักพักหนึ่ง แต่อินซอบไม่สามารถหายไปนานขนาดนั้นได้ ไม่ว่าจุดประสงค์ของอีกฝ่ายคืออะไร แต่ตอนนี้เขาจะต้องอยู่ที่นี่ในฐานะผู้จัดการส่วนตัวของอีอูยอน นั่นเป็นหน้าที่ที่ตนได้รับมอบหมายมา
“ขอโทษด้วยนะครับ แต่ตอนนี้ผมไม่สามารถไปได้ครับ”
“งั้นจะพูดขอโทษเฉยๆ เหรอ”
คังยองโมใช้ส่วนมุมของบทจิ้มหน้าผากอินซอบ อินซอบที่ทำตัวไม่ถูกกับคำพูดดูถูกและกำลังตื่นตระหนกอยู่นั้นมองเห็นร่างของอีอูยอน อีอูยอนที่พูดคุยกับผู้กำกับไปด้วยในขณะที่เดินมาจากทางนั้น ฝ่ายนั้นก็เห็นเขาเช่นกัน พวกเขาสบตากัน
“มองอะไร ฉันกำลังพูดอยู่นะ ทำไมนายมองไปที่อื่นล่ะ”
ชเวอินซอบรีบก้มหัว
“ทำไม จะบอกว่าอีอูยอนอยู่ด้านหลังตรงโน้นหรือไง จะไปฟ้องเหรอ”
คังยองโมยิ้มพร้อมกับแกล้งทำเป็นหันกลับไปมองด้านหลัง อินซอบส่ายหน้า
“เอาสิ ไปฟ้องเหมือนรอบที่แล้วไง ทำไมล่ะ ทำไม่ได้เหรอ”
ส่วนมุมของบทที่จิ้มหน้าผากอยู่ทำให้เขารู้สึกเจ็บขึ้นเรื่อยๆ ชเวอินซอบรู้สึกว่าน้ำตาจะไหล เขาจึงกัดปากไว้ ห้ามร้องนะ ห้ามร้องไห้อย่างไม่เป็นมืออาชีพในที่ที่มีคนเห็นอย่างที่นี่เด็ดขาด…แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็อยากร้องไห้อยู่ดี
“อยู่ที่นี่เองเหรอครับรุ่นพี่”
เสียงต่ำๆ เอ่ยเรียกคังยองโมอย่างนุ่มนวล
“มีอะไร”
คังยองโมหันหน้ากลับไปด้วยหน้าตาน่าหมั่นไส้
“ผู้กำกับเรียกครับ”
ด้วยคำพูดนั้นคังยองโมที่กำลังแสดงความชั่วร้ายให้เห็นก็เอาบทหนีบไว้ตรงสีข้างและเดินจากไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ อินซอบไม่สามารถเงยหน้าขึ้นมาได้ ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนน้ำตาของเขาจะไหลพรากๆ จนเขาไม่สามารถกลับไปสบตาอีอูยอนได้
“คุณอีอูยอน!”
เขาได้ยินเสียงสตาฟเรียกอีกฝ่ายจากที่ไกลๆ อีอูยอนหันตัวกลับไปและหายไปตรงที่ที่ผู้กำกับยืนอยู่ ตอนที่อีกฝ่ายเดินออกไปไกลจนไม่เห็นแผ่นหลังแล้ว สายตาของอินซอบก็พร่าเลือน น้ำตาที่เกาะอยู่บริเวณดวงตาก็เริ่มทำให้รองเท้าของเขาเปียก
เขาไม่ได้คาดหวังว่าอีอูยอนจะโมโหใส่คังยองโมต่อหน้าคนอื่นอยู่แล้ว เพราะอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์ที่มีน้ำใจถึงขนาดทิ้งภาพลักษณ์ที่ตัวเองสร้างมาเพื่อใครสักคน และเขาก็ไม่ต้องการสิ่งนั้นตั้งแต่แรก
…แต่ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายก็น่าจะแกล้งถามว่า ‘เป็นอะไรหรือเปล่า’ ได้นี่ เพราะเขาเป็นคนที่ถนัดในเรื่องแกล้งทำตัวเป็นคนใจดีต่อหน้าคนอื่นอยู่แล้ว
“…นี่เราหวังอะไรอยู่”
อินซอบใช้ฝ่ามือเช็ดน้ำตาพลางพึมพำ เขาก้มหน้าให้กับความโง่งมของตัวเอง
คนที่นี่ไม่มีความสามารถในการเรียนรู้ความเป็นมนุษย์หรือไง ทำไมถึงเป็นแบบนี้อีกแล้วเนี่ย ตั้งสติได้แล้ว จะเป็นแบบนี้ไม่ได้นะ ห้ามให้จิตใจอ่อนแอเด็ดขาดเลยนะ
ชเวอินซอบใช้ฝ่ามือตบแก้มเพื่อรวบรวมกำลังกายและใจ
“อุ๊ย ดูท่าน่าจะเจ็บนะคะ”
อินซอบหันหน้ากลับไปด้วยความตกใจเพราะเสียงที่ได้ยินจากทางด้านข้าง
“นี่ค่ะ”
ผู้หญิงที่สวมชุดของหญิงเจ้าของโรงเตี๊ยมหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากขอบกระโปรงและยื่นให้ชเวอินซอบ ทันทีที่เขาเห็นหน้าของผู้หญิงที่ดูมีเนื้อมีหนังและนุ่มนิ่ม อินซอบก็นึกถึงเจนนี่ขึ้นมาโดยอัตโนมัติและน้ำตาก็เริ่มไหลออกมาอีกครั้ง
“ร้องไห้ทำไมคะ เป็นผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่แล้วแท้ๆ”
“…ขอโทษครับ”
อินซอบรับผ้าเช็ดหน้ามาถือและรีบเช็ดตา เขาไม่แน่ใจเหมือนกันว่าวันนี้เขาพูดคำว่าขอโทษไปกี่ครั้งแล้ว ช่างน่าอาย วันนี้เขาก็ได้ค้นพบว่าตัวเองไม่ได้โตขึ้นจากเด็กผู้ชายตัวผอมแห้งที่น้ำตาคลอเพราะตกใจกับพวกของเฟร็ดที่แกล้งตนเองเลยแม้แต่น้อย ช่างน่าเวทนา
“คงเป็นวันที่ดวงไม่ดีสินะคะ”
“…”
“เดิมทีแวดวงนี้ก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ ‘ถ้ารู้สึกไม่ยุติธรรมก็ออกไปซะ’ ถ้ามันแย่มากฉันก็จะพูดแบบนี้แหละค่ะ”
ดูเหมือนเธอจะคิดว่าชเวอินซอบเป็นตัวประกอบที่เธอไม่เคยเห็นหน้า
“ไปนั่งตรงนั้นสักหน่อยสิคะ ถ้าได้ตากลมสักหน่อยอารมณ์ก็จะดีขึ้นเองค่ะ”
เธอจับปลายแขนเสื้อของอินซอบที่หน้าแดงเพราะมัวแต่กลั้นเสียงร้องไห้เอาไว้ และลากเขาไปตรงนั้น อินซอบนั่งบนม้านั่งที่ถูกเตรียมไว้ที่ด้านหลังของกองถ่ายและเอ่ยขอบคุณอีกฝ่าย
“จริงสิ จากที่เห็นเมื่อกี้ดูเหมือนคุณจะชนคุณคังยองโมเลย พยายามอย่าไปเดินข้างๆ เขานะคะ เพราะคนคนนั้นมีข่าวลือไม่ค่อยดีเท่าไร”
“ครับ เข้าใจแล้วครับ”
“คนที่คนคนนั้นหาเรื่องด้วยไม่ใช่แค่คนหรือสองคนนะคะ เขาต่อยกับสตาฟ แล้วก็ทะเลาะกับนักแสดงด้วย เอ้อ จริงๆ เล้ย แค่แสดงดีคือดีทุกอย่างหรือไงนะ ธรรมชาติของคนนี่น่าสิ้นหวังนะคะ ถ้าพวกนักแสดงโดนสั่งให้ตรวจสอบนิสัยทั้งหมด ก็น่าจะมีคนไม่ผ่านเกือบจะทั้งหมดนั่นแหละค่ะ”
อินซอบแอบยิ้มเพราะน้ำเสียงของเธอที่สดใส
“พอยิ้มแล้วดูดีนะคะ ฉันอีอึนยองค่ะ แล้วคุณล่ะคะ”
“ชเวอินซอบครับ”
“มาถ่ายละครครั้งแรกเหรอคะ ยังไม่ถูกกำหนดบทอีกเหรอคะ”
ชเวอินซอบลังเลอยู่สักพักก่อนจะอ้าปากตอบ
“ผมไม่ใช่นักแสดงหรอกครับ”
“งั้นเป็นสตาฟเหรอ”
“เปล่าครับ…เป็นผู้จัดการส่วนตัวครับ”
“ว่าไงนะ จริงเหรอ ไม่น่าเชื่อเลย ดูเด็กขนาดนี่เนี่ยนะคะ อายุเท่าไรกันคะเนี่ย”
“อายุยี่สิบหกครับ”
“ว้าว เยี่ยมไปเลย ไม่น่าเชื่อ ดูจากภายนอกอย่างมากสุดก็น่าจะเพิ่งจบม.ปลายแท้ๆ”
อันที่จริงแล้วเขาอายุยี่สิบสี่ปี ถ้านับตามแบบเกาหลีเขาจะมีอายุยี่สิบห้าปี และเป็นอายุที่น่าจะไปเกณฑ์ทหารกลับมาแล้ว ชเวอินซอบตอบรับคำพูดของอีอึนยองด้วยคำว่า ‘อย่างนั้นเหรอครับ’ ด้วยใบหน้าขมขื่น
“เป็นผู้จัดการส่วนตัวของใครเหรอคะ ชเวอึนบยอล ยุนอีซอก หรือว่าโกยุนจีคะ”
ชเวอินซอบส่ายหัวทุกครั้งที่ได้ยินชื่อของนักแสดงคนอื่นที่ร่วมแสดงในละครเรื่องนี้
“อย่าบอกนะคะว่า…คังยองโม”
“ไม่ใช่ครับ”
“งั้นใครเหรอคะ ยังเหลือใครอยู่อีกเหรอ”
เธอเอียงคอด้วยความสงสัยก่อนจะถลึงตาพร้อมกับพูดว่า ‘บ้าน่า’