ใต้หน้ากากซูเปอร์สตาร์ - ภาค 1 เล่ม 2 ตอนที่ 6-2
“…!”
ปรี๊น
เสียงแตรรถยนต์ที่เหมือนถูกบดขยี้เฉียดผ่านหน้าปีเตอร์ไปอย่างน่าหวาดเสียว เหงื่อเย็นๆ ของเขาไหลซึม ถ้าช้าไปนิดเดียวเขาอาจจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้วก็ได้
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
เขาได้ยินเสียงอ่อนโยนจากทางด้านหลัง
“เอ่อ…คือ…”
“ล้มเพราะตกใจลูกบาสใช่ไหมครับ ขอโทษนะ”
ฟิลลิปข้ามถนนไปเก็บส้มที่ตกอยู่กลับมาให้โดยที่ตนไม่ทันได้เอ่ยขอบคุณ เขายิ้มพลางช่วยใส่ส้มที่เก็บมาลงในถุง
“ดะ เดี๋ยวครับ”
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขากล้าขนาดนี้ ปีเตอร์ต้องตกใจหลังจากกลับบ้านไปดูว่าหน้าของตนแดงขนาดไหน แต่ตอนนี้ไม่ว่าอะไรก็ดีไปหมด
ฟิลลิปหันกลับมามอง เด็กหนุ่มสองคนสบตากันโดยมีรั้วตาข่ายกั้น เขาใจเต้นเหมือนจะระเบิด ปีเตอร์ยื่นมือออกไปด้วยความคิดที่ว่าถ้าไม่ใช่ตอนนี้ก็ไม่ได้แล้ว
“ผมให้ครับ”
“ครับ?”
“ทะ…ที่ช่วยไว้”
ปีเตอร์พูดคำว่า ‘ขอบคุณ’ ไม่ออก และได้แต่กัดลิ้นของตัวเองอยู่ในปาก
“ไม่ล่ะครับ ไม่เป็นไร”
วินาทีที่เห็นฟิลลิปตอบแบบนั้นพร้อมกับยิ้มกว้าง ปีเตอร์ก็เหมือนจะรู้แล้วว่าทำไมเจนนี่ถึงเรียกอีกฝ่ายว่าเจ้าชาย
ปีเตอร์ยื่นส้มที่ถืออยู่ออกไปอีกครั้งโดยไม่พูดอะไร เขาได้ยินเสียงหัวเราะจากอีกด้านหนึ่งของรั้วตาข่าย ฟิลลิปยื่นนิ้วออกมาแตะส้ม
“ฉันน่าจะรับมันไม่ได้นะ”
“…เอ่อ”
เป็นสถานการณ์ที่แม้เขาจะโดนอีกฝ่ายมองว่าตนเป็นเด็กมีพัฒนาการช้าก็ไม่เป็นไร เพราะเขายื่นส้มและบอกให้อีกฝ่ายกินทั้งๆ ที่มีรั้วตาข่ายกั้นอยู่
ทันทีที่ปีเตอร์ก้มหน้าและไม่ยอมพูดอะไร ฟิลลิปที่อยู่อีกด้านหนึ่งของรั้วตาข่ายก็ผิวปาก เขาใช้นิ้วชี้ไปที่ด้านบนของรั้วตาข่ายที่ถูกเจาะรูเอาไว้
ปีเตอร์โยนส้มขึ้นไปด้านบน ส้มลอยเป็นเส้นโค้งข้ามไปที่อีกด้านหนึ่งของรั้วตาข่ายและตกอย่างปลอดภัยอยู่ในมือของฟิลลิป
“จะกินให้อร่อยเลยครับ”
เขาพูดทิ้งท้ายก่อนจะกลับเข้าไปในโลกที่ตนเองอยู่อีกครั้ง ปีเตอร์กอดถุงที่บรรจุส้มเอาไว้และออกเดินอย่างรวดเร็ว เขาเหงื่อไหลออกมาตรงหน้าผากและหัวใจของเขาก็เจ็บเหมือนจะโดนฉีก เสียงเหมือนยางที่ลมรั่วหลุดออกมาจากลำคอของเขาเพราะหายใจไม่ออก แต่เขาไม่สามารถหยุดเดินได้
ตอนที่มาถึงบ้านแม่เห็นลูกชายที่ตัวเปียกเหงื่อเหมือนอาบน้ำ เธอถามเขาเสียงดังว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นด้วยความตกใจ แต่ปีเตอร์กลับยื่นถุงที่มีส้มบรรจุอยู่ให้แม่โดยไม่พูดอะไร
“เกิดอะไรขึ้นเหรอจ๊ะ ร่างกายลูกไม่เป็นไรใช่ไหม”
แม่เอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นกังวลอยู่สองถึงสามครั้ง เพราะสภาพของลูกชายที่ผิดไปจากปกติ ปีเตอร์เอาแต่ส่ายหน้าอย่างเดียว
“ไม่ได้ป่วยตรงไหนนะ ไปโรงพยาบาลไหมจ๊ะ”
“ผมไม่เป็นไรครับ”
“ไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ ไม่ได้ป่วยใช่ไหม”
ปีเตอร์ส่ายหน้าเงียบๆ
“ไม่เป็นไรจริงๆ เหรอจ๊ะ”
“ครับ ผมไม่เป็นไรครับ งั้นผมขอขึ้นไปพักก่อนนะครับ”
“ได้จ้ะ”
แม่ของเขาที่หยิบส้มออกมาจากถุงพึมพำเหมือนพูดคนเดียวว่า ‘ขาดไปลูกหนึ่งนะเนี่ย’ พอปีเตอร์ที่เดินขึ้นบันไดไปได้ยินคำพูดนั้น เขาก็เริ่มขึ้นบันไดทีละสองก้าวเหมือนคนโดนไล่ตาม เขาเข้ามาในห้องและปิดประตู แม้เขาจะนอนลงบนเตียงและหอบหายใจอยู่พักหนึ่ง แต่หัวใจที่เต้นตึกตักกลับไม่สงบลงง่ายๆ
ปีเตอร์ใช้มือทั้งสองข้างปิดหน้า
เกิดความรู้สึกที่เข้าใจได้ยากในหัวใจของเขาพอๆ กับส้มหนึ่งลูกที่ขาดไป เขาจะต้องนอนอยู่บนเตียงสักพัก
***
“มาจากทางโน้นแล้วตกลงไปแบบนี้จะดีกว่าไหมครับ”
“เห็นผู้กำกับกล้องบ่นพึมพำมาว่าถ้าทำแบบนั้นกล้องจะจับภาพไว้ไม่ทันน่ะ ลองทำตามที่พูดไปเมื่อกี้ก่อนแล้วกัน ถ้าคิดว่ายังไม่ได้ก็ค่อยตกลงไปทานนี้”
ชเวอินซอบที่กำลังฟังผู้กำกับและผู้กำกับฉากแอคชั่นคุยกันอยู่ข้างๆ ยื่นเครื่องดื่มร้อนให้พวกเขาอย่างระมัดระวัง
“โอ้ ขอบคุณนะคุณผู้จัดการส่วนตัว”
“เหนื่อยอีกนิดนะครับ เพราะถ้าถ่ายฉากนี้เสร็จงานวันนี้ก็จบแล้ว”
อินซอบที่ขยันและจริงใจได้รับการประเมินที่ดีจากพวกสตาฟในกองถ่าย แม้แต่คนที่เคยถามว่าเขาจะทำงานได้ดีเหรอเพราะภาพลักษณ์ที่ดูเด็กของเขานั้น ตอนนี้สายตาของคนพวกนั้นได้เปลี่ยนไป เพราะการจัดการงานที่ไม่หยุดพักของเขา
“จะเป็นอะไรไหมครับ”
ชเวอินซอบถามผู้กับกำ
“ไม่เป็นไรหรอก ก็เจ้าตัวเขาว่าแบบนั้นนี่ ถ้าอีอูยอนบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้ แต่ถ้าบอกว่าได้ก็คือได้”
“แต่…ผมได้ยินมาว่าวันนี้มันไม่ใช่ฉากที่ขี่ม้าออกมาเฉยๆ นี่ครับ”
ฉากที่จะต้องถ่ายวันนี้คือฉากที่อีอูยอนถูกลูกธนูที่ฝ่ายศัตรูใช้ยิงในขณะขี่ม้าและกลิ้งตกลงมาบนพื้น ม้าก็จะต้องล้มไปกับเขาด้วย เขาได้ยินคำอธิบายที่บอกว่าถ้าผูกเส้นด้ายเล็กๆ ที่มองไม่เห็นไว้ที่ขาม้าแล้วดึง ม้าก็จะล้มในเวลาที่จะต้องล้มพอดี
แต่ต่อให้เขาจะฟังคำอธิบายเหล่านั้นจนหมดแล้ว อินซอบก็ยังไม่สามารถสลัดความกังวลใจที่พุ่งขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ ออกไปได้เลย
“อย่ากังวลไปเลยครับ คิดว่ามันแสดงได้ดีเฉยๆ ก็ได้ เพราะพวกมันเป็นม้าที่ได้รับการฝึกมาหมดแล้ว”
แม้แต่ผู้กำกับฉากแอคชั่นยังช่วยพูดเพื่อบรรเทาความกังวลของอินซอบ อินซอบตอบไปว่า ‘อย่างนั้นเหรอครับ’ และพยักหน้าอย่างอ่อนแรง
“ทำไมล่ะ บริษัทขู่ว่าจะตัดเงินเดือนถ้าอีอูยอนบาดเจ็บเหรอ”
ทันทีที่ผู้กำกับพูดเย้า อินซอบก็โบกมือด้วยความตกใจ
“เปล่าครับ กรรมการผู้จัดการไม่ใช่คนที่จะขู่แบบนั้นหรอกครับ เขาเป็นคนดีจริงๆ …”
“ฮ่าๆๆๆ ล้อเล่นน่ะ ปฏิเสธอย่างจริงจังอะไรขนาดนั้นล่ะ”
“ไม่ได้ถูกขู่จริงๆ ใช่ไหมครับ”
อีอูยอนวางมือลงบนหัวของอินซอบที่ทำตัวไม่ถูกท่ามกลางผู้กำกับทั้งสองคน
“อย่าแกล้งผู้จัดการส่วนตัวของผมมากสิครับ”
“เราแกล้งอะไรล่ะ”
“แค่แหย่เล่นเท่านั้นเอง”
“แต่เหมือนเขาโดนแกล้งเลยนะครับ”
อีอูยอนขยับหน้ามาด้านหน้าและสำรวจสีหน้าของอินซอบ ชเวอินซอบหน้าซีดเหมือนคนเจอสัตว์ประหลาดเข้ามาอยู่ตรงหน้า
อีอูยอนหัวเราะหึหึพร้อมกับตบไหล่เขา
“ผมมาฟังคำอธิบายฉากอีกรอบน่ะครับ”
อินซอบแอบมองด้านข้างของอีอูยอนที่กำลังฟังผู้กำกับอธิบายอย่างละเอียด อีอูยอนที่คุยกับผู้กำกับเสร็จแล้วเห็นอินซอบที่กำลังทำแบบนั้นและยิ้มให้
“มีอะไรครับ”
“เอ่อ…ไม่เป็นอะไรจริงๆ เหรอครับ”
“เมื่อสิบนาทีที่แล้วคุณก็ถามไปแล้วนี่ แต่ผมจะตอบให้อีกรอบนะครับ ผมไม่เป็นไรครับ”
อีอูยอนยื่นมือที่มีผ้าพันแผลพันไว้ออกมาตรงหน้าอินซอบในขณะที่ตอบ แม้จะเป็นเรื่องที่เขารู้สึกผิดกับนักแสดงคนอื่นๆ และสตาฟ แต่ความจริงแล้วอินซอบหวังให้การถ่ายทำในวันนี้ของอีอูยอนเลื่อนออกไป
“กรรมการผู้จัดการฝากมาบอกว่าอย่าฝืนตัวเองนะครับ”
สุดท้ายอินซอบก็แอบอ้างถึงกรรมการผู้จัดการคิมโดยไม่จำเป็น อีอูยอนพยักหน้าเหมือนจะบอกว่ารู้แล้ว แต่คำตอบประเภทที่ว่าให้เลื่อนการถ่ายทำออกไปกลับไม่หลุดออกมา
อินซอบมองด้านหลังของอีกฝ่ายที่เดินไปเพื่อขี่ม้ากับทีมถ่ายทำพร้อมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ทำไมพ่อหนุ่มคนนี้ถึงกังวลมากขนาดนั้นล่ะ”
ผู้กำกับที่เช็กมุมกล้องอยู่พูดกับเขา
“ก็แค่กังวลเฉยๆ น่ะครับ”
อินซอบยิ้มอย่างอ่อนแรง
“ถ้าใครมาเห็นคงนึกว่าเป็นเมียที่เป็นห่วงผัวที่ไปออกรบแน่ๆ”
แม้เขาจะไม่รู้ความหมายที่แน่ชัดของคำว่าเมียกับผัว แต่อินซอบก็ส่ายหน้า เพราะเขาคิดว่าจะต้องปฏิเสธไว้ก่อน
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ”
“เพราะมันดูเป็นแบบนั้นไงล่ะ ฮ่าๆๆๆ ยังไงซะก็อย่ากังวลมากไปเลย นักแสดงที่ดูแลตัวเองดีอย่างอีอูยอนไม่บาดเจ็บง่ายๆ หรอก”
ทันทีที่ผู้กำกับพูดแบบนั้น ความไม่สบายใจอินซอบก็สงบลงไปเล็กน้อย ผู้กำกลับเดินออกไปเพื่อเช็กตำแหน่งกล้อง อินซอบที่นั่งอยู่บนตอไม้สวดมนต์ให้อีอูยอนเสร็จการถ่ายทำในวันนี้ได้อย่างราบรื่นพร้อมกับเป่าลมหายใจที่เป็นไอใส่ปลายนิ้วที่เย็นเป็นน้ำแข็ง
***
“มาเร็วๆ เร็วๆๆๆ”
“เป็นแบบนี้ได้ยังไงกันครับ”
“ฉันก็ไม่รู้แน่ชัดเหมือนกัน รีบเหยียบเลย”
กรรมการผู้จัดการคิมที่ได้รับการติดต่อมาขณะดื่มเหล้าต่อสายหาหัวหน้าทีมชา และกรีดร้องใส่อีกฝ่ายว่าจะต้องรีบไปโรงพยาบาล หัวหน้าทีมชาที่ต้องวิ่งออกไปข้างนอกในขณะที่หลับอยู่ยังไม่สามารถตัดสินสถานการณ์ได้ว่าอะไรเป็นอะไร
“จะบอกว่าอีอูยอนบาดเจ็บอีกแล้วเหรอครับ”
หัวหน้าทีมชานึกถึงตอนที่ได้รับโทรศัพท์จากอินซอบว่าอีอูยอนได้รับบาดเจ็บที่มือเมื่อตอนกลางวันพลางเอ่ยถาม
“เปล่า อีอูยอนน่ะบาดเจ็บด้วยก็จริง แต่หมอนั่นมีแค่รอยฟกช้ำเท่านั้น คนที่บาดเจ็บคราวนี้คืออินซอบต่างหาก”
“ว่าไงนะครับ ทำไมถึงสลับกันล่ะ”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ให้ตายสิ นี่จะทำให้คนเขาวุ่นวายใจกันไปอีกกี่ครั้งกัน”
กรรมการผู้จัดการคิมเดาะลิ้นอย่างวุ่นวายใจ เขาสติไม่อยู่กับตัวเพราะเรื่องการตัดสินจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่เขาก็คิดว่าพักนี้มีเรื่องที่ทำให้เขาขวัญกระเจิงเข้ามาหาบ่อยๆ เพราะอีอูยอน
“คุณอินซอบไม่เป็นไรใช่ไหมครับ”
“ไม่รู้เลย ฉันไม่ทันได้ถาม เพราะอีอูยอนดันโมโหแล้วก็ตัดสายไปก่อน”
“อีอูยอนโมโหเหรอครับ”
หัวหน้าทีมชาที่ขับรถอยู่เอ่ยถามเพราะความตกใจ ถึงอีอูยอนจะมีนิสัยเน่าเฟะ แต่เขาก็ไม่เคยโมโหใส่กรรมการผู้จัดการคิมสักครั้ง หัวหน้าทีมชาเองก็ไม่เคยเห็นเขาโมโหเลยสักครั้ง แม้เขาจะเจอการที่อีกฝ่ายยิ้มอย่างสวยงามพร้อมกับพูดจาเสียดแทงจิตใจคนอื่นอยู่หลายครั้งก็ตาม
“พอเจอพฤติกรรมที่ป่าเถื่อนแบบนั้น ฉันก็เลยไม่ได้ถามให้ละเอียด แล้วเขาก็วางสายไปเลย”
“แล้วเขาบอกว่าไงครับ”
“เขาสั่งให้รีบมาที่โรงพยาบาล แล้วก็…บอกว่าจะฆ่าไอ้คังยองโมนั่นให้ตาย”
“…ตอนนี้เราให้อีอูยอนถอนตัวจากละครเรื่องนั้นดีไหมครับ ตอนนี้อาจจะโดนด่าอยู่พักหนึ่ง แต่เดี๋ยวเราค่อยวางแผนรับมือไม่ดีกว่าเหรอครับ ก่อนที่จะเกิดเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นน่ะ”
หัวหน้าทีมชาแสดงความคิดอย่างระมัดระวัง กรรมการผู้จัดการคิมที่นั่งอยู่ตรงเบาะหลังกัดริมฝีปากแน่นและส่ายหน้า
“อันตรายมากนะถ้าเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นตอนนี้ เพราะกำลังอยู่ในระหว่างตัดสินการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์อยู่ ทำแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด เหตุการณ์ที่เกิดตอนไปเที่ยวกันคราวก่อนโน้นก็ปิดไว้ได้อย่างยากลำบาก แล้วเรื่องนี้จะทำยังไงดีล่ะ ช่วงนี้พวกนักข่าวยิ่งตาลุกวาวว่าอีอูยอนจะมีอะไรหลุดออกมาหรือเปล่าอยู่ด้วย”
“นักข่าวคิมแฮชินเหรอครับ”
“ใช่ เขาโดนจับผิดบ่อยๆ น่ะ ทำไมคนที่น่ากลัวที่สุดต้องกัดอีอูยอนไม่ปล่อยด้วยนะ”
ไม่ว่าหลังจากวันนั้นอีอูยอนจะปฏิเสธสัมภาษณ์ที่เกี่ยวข้องกับคิมแฮชินทั้งหมดอย่างไร ก็ดูเหมือนจะยิ่งจุดไฟให้กับความต้องการเอาชนะของผู้หญิงคนนั้นมากเท่านั้น
กรรมการผู้จัดการคิมที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดก็เริ่มพูดว่า ‘ฉันชักจะเห็นด้วยกันเรื่องแบบนั้นแล้วสิ’
“เรื่องอะไรเหรอครับ”
“ชเวอินซอบน่ะเป็นเด็กดีนะ แต่นายไม่คิดว่าเขาไม่เหมาะกับอีอูยอนบ้างเหรอ”
“ก่อนหน้านี้ไม่นานคุณเพิ่งทำสัญญาตลอดชีวิตกับเขาไปเองไม่ใช่เหรอครับ”
“พอเจ้าเด็กนั่นเข้ามา อีอูยอนก็บาดเจ็บไปสามครั้งแล้วนะ ถึงเขาจะทำงานเก่งและเป็นเด็กดีก็เถอะ แต่…ฉันก็อดคิดไม่ดีไม่ได้ เพราะพอเด็กนั่นเข้ามา ก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นรอบๆ ตัวอีอูยอนอยู่เรื่อยเลย พอพูดไปแล้วฉันดันรู้สึกผิดกับอินซอบมากเลยแหะ”
“ถ้ารู้สึกผิดก็ทำดีกับอินซอบสิครับ รู้ไหมครับว่าเด็กนั่นซื่อสัตย์ขนาดไหน เขาเป็นเด็กที่ออกมาตั้งแต่เช้าเพื่อเตรียมอาหารเช้ากับกาแฟให้อีอูยอน และยังออกมาเช็กตารางงานเองทุกวันอีก”
ในสายตาของหัวหน้าทีมชาที่เคยใช้ชีวิตเป็นผู้จัดการส่วนตัวที่ต้องออกไปตามสถานที่ต่างๆ มาก่อนนั้น ชเวอินซอบเป็นผู้จัดการส่วนตัวที่ยอดเยี่ยมที่สุด
“ใครไม่รู้บ้างล่ะ ฉันแค่พูดเพราะตั้งแต่ที่อินซอบมาทำงานเป็นผู้จัดการส่วนตัว อีอูยอนก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ เท่านั้น…เราลองทำพิธีทรงเจ้ากันดีไหม”
“ช่างเป็นการกระทำที่คนที่ไปสวดมนต์ที่โบสถ์ทุกสัปดาห์ทำได้ดีจริงๆ นะครับ”
“ฉันพูดเพราะอึดอัดเฉยๆ หรอก ให้ตายสิ”
หัวหน้าทีมชาฟังกรรมการผู้จัดการคิมบ่นพึมพำพลางเหยียบคันเร่ง