ใต้หน้ากากซูเปอร์สตาร์ - ภาค 1 เล่ม 3 ตอนที่ 7-4
ช่วงซึมเศร้าของเจนนี่จบลงอย่างกะทันหันราวกับฝนไล่ช้าง[1] ในฤดูร้อนหยุดตก เธอพูดไม่หยุดระหว่างที่วิ่งขึ้นบันไดมา จากนั้นเธอก็ยื่นซองจดหมายให้ปีเตอร์พร้อมกับตะโกนด้วยความตื่นเต้น
“จดหมายจากเจ้าชายมาแล้ว! ไม่สิ บัตรเชิญมาแล้วต่างหาก”
“บัตรเชิญเหรอ”
ปีเตอร์ที่กำลังอ่านหนังสืออยู่บนเตียงยันตัวขึ้นมาอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน
“ฉันได้รับเชิญไปงานปาร์ตี้ล่ะ นี่เป็นข่าวใหญ่จริงๆ นะ เขาลือกันว่าคนที่ได้รับเชิญไปงานปาร์ตี้นี้เป็นคนฮอตในโรงเรียน แล้วก็มีแต่เด็กที่สวยและหล่อจริงๆ เท่านั้น!”
เจนนี่กรีดร้องด้วยความตื่นเต้น ปีเตอร์ไม่สามารถดีใจกับคำพูดของเธอตามมารยาทได้ เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่เขามักจะสงสัยขึ้นมาเป็นอันดับแรกว่าจดหมายนั่นเป็นของจริงหรือเปล่าในขณะเดียวกันเขาก็ลองเดาอาการของเจนนี่
“…นั่นอาจจะเป็นของที่เพื่อนคนอื่นส่งมาให้หรือเปล่า ฉันหมายถึงเพื่อนคนอื่นที่ชอบเธอน่ะ”
ปีเตอร์ถามกลับอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เป็นการทำร้ายจิตใจของเจนนี่
“พูดอะไรของนายน่ะ คนที่จะส่งบัตรเชิญแบบนี้มาให้ฉันนอกจากเจ้าชายแล้วยังจะมีคนอื่นอีกเหรอ ตอนนี้นายไม่เชื่อคำที่ฉันพูดแล้วล่ะสิ เอาล่ะ นายดูนะ ตรงนี้มันเขียนว่าอะไร”
ในจดหมายที่เจนนี่ยื่นมามีข้อความที่บอกว่าอยากจะชวนเธอไปงานปาร์ตี้กับวันเวลาและสถานที่เขียนไว้อย่างง่ายๆ ปีเตอร์นึกถึงลายมือของฟิลลิปที่ได้เห็นอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ มันไม่เหมือนกับลายมือที่เขียนไว้บนจดหมายอย่างเห็นได้ชัด
ถึงขนาดที่ว่าต่อให้ใครมาเห็นก็สามารถรู้ได้แน่ๆ
ปีเตอร์ตั้งมั่นว่าเขาจะต้องเล่าเรื่องนั้นให้เจนนี่ฟังได้แล้ว
“คือว่านะ เธอรู้ใช่ไหมว่าฉันไปรวมตัวกับคนเกาหลีสัปดาห์ละครั้ง”
“อื้อ ทำไมเหรอ”
“…ฟิลลิปเองก็ไปที่นั่นบ้างเหมือนกัน”
เจนนี่ทำหน้างุนงง
“ไม่ใช่ทุกอาทิตย์หรอกนะ เขามาเป็นบางครั้งน่ะ”
“ทำไมนายถึงมาพูดเรื่องนั้นเอาป่านนี้ล่ะ นี่! นายรู้ไหมว่าฉันลำบากแค่ไหนที่ต้องเอาจดหมายไปใส่ไว้ในตู้เก็บของของเจ้าชายน่ะ ฉันเคยแกล้งทำเป็นปวดท้องในเวลาเรียนแล้วเอามันไปใส่ไว้ด้วยนะ! ถ้ารู้ว่าเขาไปที่เดียวกันนาย ฉันก็อยากจะรบกวนให้นายไปส่งจดหมายให้แล้ว!”
เจนนี่โกรธในจุดที่คาดไม่ถึง
“เปล่านะ ถึงฉันจะเห็นหน้าเขาสองสัปดาห์ครั้งก็เถอะ…แต่ก็มีตอนที่ฉันป่วยจนไปไม่ได้เหมือนกัน”
“เอาเถอะ ยังไงพวกเราก็ส่งจดหมายหากันสามถึงสี่วันครั้งอยู่แล้ว ว่าแต่ทำไมนายถึงมาพูดเรื่องนั้นเอาตอนนี้ล่ะ”
เจนนี่ทำหน้าข้องใจเป็นอย่างมาก ปีเตอร์กลืนน้ำลาย
“ฉันพยายามจะพูดมาตั้งนานแล้ว…แต่ก็พลาดโอกาสตลอดเลย ยังไงซะฉันกับเขาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเป็นพิเศษแล้ว”
ปีเตอร์ลูบนิ้วอยู่ตลอดขณะที่พูดคำนี้
‘เกี่ยวข้องกันเป็นพิเศษ’
เกี่ยวสิ เขาคิดว่าฟิลลิปอาจจะจำชื่อกับหน้าของตนได้ด้วยซ้ำ แต่เขาไม่สามารถพูดอย่างนั้นกับเจนนี่ได้
เพราะเขาไม่รู้เลยว่าความรู้สึกที่เขารู้สึกขณะมองฟิลลิปเป็นความรู้สึกแบบไหนกันแน่ระหว่างความรู้สึกใจเต้น หรือความรู้สึกปวดใจ เขาจึงไม่อยากบอกเรื่องนั้นกับใคร ไม่สิ ถ้าจะให้บอกชัดๆ ก็คือเขาไม่อยากแบ่งปันความรู้สึกนี้กับใครทั้งนั้น
แม้เขาจะรู้สึกผิดต่อเจนนี่ แต่ปีเตอร์ก็ปลอบใจตัวเองว่าเขาเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับได้
“อย่างนั้นเหรอ เอาเถอะ เพราะยังไงก็มีคนรุมล้อมเจ้าชายอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว นายแทรกเข้าไปตรงนั้นไม่ได้หรอก”
ได้ยินดังนั้นปีเตอร์ก็รู้สึกยัวะขึ้นมาชั่วขณะ เขาอยากจะตอบโต้กลับไปว่า ‘ฉันเองก็เคยคุยกับฟิลลิปเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ไม่นานเขายังมาแสดงความยินดีกับฉันอยู่เลย แล้วเขายังแซวฉันด้วยว่าจะขอลายเซ็นฉัน ถ้าฉันกลายเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงแล้ว’ แต่การพูดอย่างนั้นในตอนนี้เป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์ ปีเตอร์ต้องมีสมาธิกับเป้าหมายในการพูดคุยนี้
“ฉันเคยเห็นฟิลลิปเขียนกระดานดำ หรือสมุดโน้ตอยู่บ้าง”
“ว้าว! ต้องเท่สุดๆ แน่เลย เจ้าชายเขียนกระดานดำอย่างนั้นเหรอ”
เจนนี่ตอบพลางแสดงท่าทีอยากได้จนตัวสั่นเหมือนมีพายที่อร่อยที่สุดในโลกวางอยู่ตรงหน้า
“แต่ลายมือมันไม่เหมือนกันน่ะสิ”
“หืม?”
“ฉันบอกว่าตัวหนังสือที่อยู่ในจดหมายไม่เหมือนกับลายมือของฟิลลิปเลย”
ปีเตอร์พูดเพียงเท่านั้นก่อนจะก้มหน้าลง เขาคิดว่ามันแน่นอนอยู่แล้วถ้าเจนนี่อยากจะแผดเสียง หรือโมโหขึ้นมา เธออาจจะสาดคำด่าใส่เขาก็ได้ เธอหลุดออกมาจากความซึมเศร้าได้อย่างยากลำบาก แต่เขาอาจจะผลักเธอลงไปในหลุมของความสิ้นหวังนั้นอีกครั้งก็ได้ ปีเตอร์เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
แต่ปฏิกิริยาตอบรับของอีกฝ่ายกลับอยู่เหนือความคาดหมาย
“ฮ่าๆๆๆๆ นายพูดอะไรของนายน่ะ”
“…หา?”
“ลายมือไม่เหมือนกันอย่างนั้นเหรอ ตัวนายเองยังมีลายมือหลายแบบเลย ทั้งลายมือที่ใช้ทำการบ้าน ลายมือที่ใช้เขียนจดหมายสำนึกผิด และลายมือที่ใช้เขียนไดอารี่ มันไม่เหมือนกันสักลายมือเลยนะ”
เธอนับนิ้วให้เขาดูทีละนิ้วในขณะที่พูด
“ไม่ใช่ ที่ฉันจะบอกก็คือ…”
“นายจะพูดอะไรอีกล่ะ ฮ่าๆๆๆ เรื่องนั้นทำให้นายไม่สบายใจขนาดนั้นเลยเหรอ”
เจนนี่ปลอบปีเตอร์เหมือนกับปลอบเด็กเล็กๆ พลางเอ่ยถาม
“ฉันบอกว่าไม่ใช่ยังไงล่ะ ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ลายมือน่ะ…”
“ปีเตอร์ นายนี่ขี้สงสัยจังนะ”
“ก็ฉันเป็นห่วงนี่นา”
ปีเตอร์รู้ดีว่าเจนนี่ได้รับการปฏิบัติแบบไหนที่โรงเรียน เนื่องจากเขาเองก็ได้รับการปฏิบัติเหมือนกันกับเธอ เขาจึงเป็นห่วงเธอมากกว่าคนอื่นหลายเท่า พวกเขายังไม่รู้จักหน้ากัน จึงเป็นเรื่องแปลกที่ฟิลลิปจะชวนเธอไปงานปาร์ตี้ ยิ่งไปกว่านั้นข้างกายเขาก็มีเมลินดาอยู่แล้วด้วย การที่เขาขอให้เธอเป็นคู่เดตจึงเป็นเรื่องแปลกเหมือนกัน ถ้าเกิดไปงานปาร์ตี้แล้วคนอื่นแกล้งเจนนี่ เขาจะทำยังไงนะ
“ฉันรู้นะว่าทำไมนายถึงเป็นห่วงฉันนะ แต่คราวนี้ฉันแน่ใจมาก นี่เป็นบัตรเชิญที่เจ้าชายส่งมาด้วยตัวเองเลยนะ ไม่มีใครว่าอะไรได้หรอก”
เจนนี่ยักไหล่ก่อนจะใช้มือตบหลังปีเตอร์ ปีเตอร์เกือบจะน้ำตาไหลกับน้ำเสียงและการกระทำที่ร่าเริงนั้น
กลับมาแล้วสินะ เพื่อนของฉัน
“โอ๊ย จะทำยังไงดีนะ งานปาร์ตี้จะจัดขึ้นสุดสัปดาห์นี้แล้ว ชุดที่จะใส่ยังมะ…! ไม่นะ เขาบอกว่านี่เป็นปาร์ตี้ของครอบครัว อ๊าก ฉันจะต้องเตรียมตัวยังไงบ้างล่ะเนี่ย”
“ปาร์ตี้ครอบครัวเหรอ”
“ใช่ เรามาประชุมกันตั้งแต่ตอนนี้เลย! คืนนี้เรามาประชุมโต้รุ่งกันเถอะ!”
เจนนี่ตะโกน ปีเตอร์ยิ้มกว้าง เขาพยายามกดความรู้สึกกังวลใจที่พลุ่งพล่านอยู่ในอกจนเขารู้สึกระคายลงไป และต้อนรับเพื่อนของตนที่กลับมาอีกครั้งด้วยความยินดี
เขาไม่มีแม้แต่เวลาว่างที่จะคิดว่ากระดาษหนึ่งใบนั้นจะนำพาเรื่องอะไรมาให้
***
ชเวอินซอบกำลังมองรูปถ่ายใบหนึ่งที่วันนี้เขาถ่ายได้ราวกับเป็นปาฏิหาริย์ การที่ตนสามารถยืนอยู่ที่นั่นในเวลานั้นได้เป็นทั้งปาฏิหาริย์และความโชคดี แต่เขาไม่อาจดีใจกับความโชคดีจนน่ากลัวที่เข้ามาหาได้อย่างเต็มที่
แม้จะเป็นคนที่เขาเกลียดอย่างสุดซึ้ง เขาก็ไม่ได้รู้สึกยินดีกับการที่ฝ่ายนั้นล้มลงไปทั้งเลือดโซมกายเลยสักนิด อินซอบหาโทรศัพท์สาธารณะที่อยู่ใกล้ๆ และโทรศัพท์แจ้ง 119[2] เมื่อเขาแน่ใจแล้วว่าคนที่นอนกองอยู่บนพื้นคือคังยองโม อินซอบแกล้งทำเป็นคนที่เดินผ่านมา และโทรศัพท์แจ้งโดยไม่เปิดเผยชื่อ เมื่อแจ้งเสร็จอินซอบก็ไปหลบอยู่หลังซอย หลังจากที่เขาแน่ใจว่ารถฉุกเฉินมารับคังยองโมไปแล้ว เขาจึงออกจากตรงนี้
เขาจงใจเดินอยู่สักพักก่อนจะขึ้นรถเมล์กลับบ้าน เขาต่อโทรศัพท์มือถือเข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจสอบรูปทันทีที่กลับถึงบ้าน เขาถ่ายได้ชัดถึงขนาดที่ใครๆ ก็สามารถรู้ได้ในแวบเดียวว่าคนที่อยู่ในรูปคืออีอูยอน
อีอูยอนในรูปกำลังโยนกระเป๋าสตางค์ทิ้งตรงหน้าซอยด้วยใบหน้าเรียบเฉย ถ้าเคสนี้ถูกส่งให้ตำรวจ ตำรวจก็ต้องตรวจสอบกระเป๋าสตางค์ที่ตกอยู่อย่างแน่นอน ดังนั้นรูปถ่ายใบนี้จึงนับเป็นหลักฐานที่แม้อีกฝ่ายจะปฏิเสธก็ปฏิเสธไม่ได้
ชเวอินซอบพิมพ์รูปออกมา เขาติดรูปที่เพิ่งพิมพ์ออกมาไว้บนกระดานที่ติดอยู่บนกำแพงในห้องของเขา ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับอีอูยอนถูกติดไว้จนเต็มกระดาน และทุกอย่างก็สมบูรณ์ด้วยการติดรูปที่เขาเพิ่งถ่ายได้วันนี้ไว้ตรงกลาง
“ทีนี้ก็เรียบร้อยแล้ว”
ชเวอินซอบพึมพำอย่างเหม่อลอยอยู่หน้ากระดาน
ช่วงเวลาที่ยากลำบากเพราะต้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอีอูยอนผ่านเข้ามาในหัวเหมือนภาพในโคมเวียน[3] ที่ผ่านไป เขาเคยออกแรงดึงรองเท้าที่แข็งเป็นน้ำแข็งออกจากพื้นจนพื้นรองเท้าขาด เพราะมัวแต่รออีอูยอนในที่ที่อากาศหนาว ไม่รู้เลยว่าตอนที่ลากรองเท้าคู่นั้นกลับบ้าน เขาร้องไห้ไปเยอะขนาดไหน แล้วเขาก็เคยโดนตำรวจลากตัวไปเพราะคิดว่าเขาเป็นขโมยตอนที่พยายามค้นหาขยะที่อีอูยอนทิ้งด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น ตอนที่เขาแอบตามอีอูยอนในสภาพสวมหมวกและใส่ผ้าปิดปาก เขาเคยถูกแฟนคลับผู้หญิงของอีกฝ่ายจับได้และตบหน้าเพราะเข้าใจผิดว่าเขาเป็นสตอล์กเกอร์โรคจิตด้วย แม้เขาจะเคยอยากกลับอเมริกาจนร้องไห้ทุกคืน แต่ในท้ายที่สุดเขาก็ได้ขึ้นมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวของอีอูยอนจนได้
แน่นอนว่านั่นไม่ใช่ตอนจบ ตอนที่เขาวนเวียนอยู่รอบตัวอีอูยอนเพื่อรวบรวมข้อมูลของอีกฝ่าย แม้จะเหนื่อยกาย แต่เขากลับรู้สึกสบายใจมากกว่า การที่ต้องคอยอยู่ข้างอีกฝ่าย พูดคุยกัน และรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างกันเอาไว้เป็นความลำบากที่ใหญ่หลวงที่สุดสำหรับอินซอบ เขาต้องคอยเฝ้ามองด้วยความหวาดผวาอยู่ตลอดเวลาว่าอีกฝ่ายจะจำเขาได้หรือไม่ หรือจะรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาหรือเปล่า ยิ่งไปกว่านั้นการที่ต้องมารับรู้ด้วยตัวเองว่าความรู้สึกที่มีต่ออีอูยอนค่อยๆ เปลี่ยนไปทำให้เขารู้สึกหดหู่อย่างรุนแรงเกินกว่าที่จะทนได้
“ทุกอย่างจบแล้ว ตอนนี้ทุกอย่างได้จบลงแล้ว แค่ยื่นรูปนี้ให้หนังสือพิมพ์ก็พอ ฮ่าๆๆๆ ตอนนี้ฉัน…ฮ่าๆๆๆ”
เขาหัวเราะออกมา มันน่าขำขนาดนั้นเลยหรือไง เขาไม่สามารถหยุดเสียงหัวเราะที่ระเบิดออกมาได้ง่ายๆ ชเวอินซอบหัวเราะเหมือนเป็นบ้าอยู่หน้ากระดานที่เขาทุ่มเทความพยายามทั้งหมดของตัวเองลงไปเพื่อทำขึ้น เขายังคงหัวเราะต่อไป ถ้าใครมาเห็นคงนึกกังวลว่าเกิดอะไรขึ้นกับสมองของเขาหรือเปล่า
อินซอบหมดแรงจะหัวเราะต่อจึงทรุดตัวนั่งลงบนพื้น ตอนนั้นเองเขาถึงได้รู้ว่าน้ำตากำลังไหล
“…ฮึก...ฮ่าๆๆ…ฮือ”
เสียงหัวเราะถูกส่งมาจากท้อง แต่เสียงร้องไห้ถูกผลักดันออกมาจากใจ เขาทำตัวไม่ถูกกับความรู้สึกที่ผสมปนเปกันจนยุ่งเหยิง สุดท้ายเขาจึงหัวเราะสลับกับร้องไห้อยู่อย่างนั้น เขาทั้งโล่งใจ เศร้าใจ เสียใจ และเจ็บปวด
ทำไมอีอูยอนถึงทำให้คังยองโมเป็นถึงขนาดนั้นล่ะ เพราะเรางั้นเหรอ ไม่หรอก อีอูยอนไม่ใช่คนที่จะลงมือทำอะไรด้วยใจที่เป็นธรรมแน่ๆ เพราะอีอูยอนเป็นคนเลวจริงๆ เขาควรจะต้องเป็นคนแบบนั้น
เขาพยายามเพื่อเจนนี่ เพื่อพิสูจน์คำพูดของเธอ และผลลัพธ์ก็อยู่ในมือของเขาแล้ว เขาคิดว่าถ้าเขาได้แก้แค้น ความรู้สึกผิดที่มีต่อเธอจะเจือจางลงไปได้บ้าง แต่ยิ่งเวลาผ่านไป อินซอบก็ยิ่งตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าเขากำลังถูกอีอูยอนดึงดูด มันมากขึ้นพอๆ กับความรู้สึกผิดที่ขยายใหญ่ขึ้นในใจ แต่ละวันของเขาดำเนินไปอย่างน่าหวาดหวั่นเหมือนคนที่เดินหลงอยู่ในป่าที่มีหมอกหนาจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า
“อึดอัดชะมัด…”
ชเวอินซอบออกมาจากห้อง ข้อดีเพียงข้อเดียวของห้องบนชั้นดาดฟ้าที่ร้อนจัดในหน้าร้อนและหนาวจัดในหน้าหนาวคือเขาสามารถรับลมได้ทันทีที่เปิดประตูออกไป
เขานั่งลงบนโซฟาเก่าๆ ที่ผู้อาศัยคนก่อนทิ้งเอาไว้ เขาเคยได้ยินมาว่าวันที่สามารถมองเห็นดาวได้มีไม่บ่อยนัก เพราะท้องฟ้าในกรุงโซลไม่กระจ่าง แต่วันนี้เหมือนจะเป็นหนึ่งในวันที่หายากเหล่านั้น
นี่เป็นวันที่เขาโชคดีในหลายๆ เรื่อง ชเวอินซอบทำหน้าเศร้าและนั่งเหม่อท่ามกลางความโชคดีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เขาจะต้องค่อยๆ จัดการชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่ เขาต้องลาออกจากงาน และปล่อยบ้านหลังนี้ไป ไม่สิ เขาจะต้องหาตั๋วเครื่องบินก่อน
ทุกอย่างจบลงแล้ว
แต่ความรู้สึกของเราคงไม่จบลงเพียงเท่านี้สินะ
[1] ฝนไล่ช้าง คือ ฝนเม็ดใหญ่ที่ตกหนักลงมาเพียงครู่เดียวแล้วหยุด
[2] เบอร์ 119 เป็นเบอร์โทรสำหรับแจ้งเหตุฉุกเฉินของเกาหลี เช่น ขอรถดับเพลิง หรือขอรถกู้ภัยมารับเป็นโรงพยาบาล
[3] ภาพในโคมเวียน เป็นการเปรียบเทียบถึงสิ่งต่างๆ ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว