ใต้หน้ากากซูเปอร์สตาร์ - ภาค 1 เล่ม 3 ตอนที่ 8-3
[ผมเองครับ]
“ครับ ผมฟังอยู่ครับ”
การได้ยินเสียงของอีอูยอนผ่านโทรศัพท์เป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะเมื่อแนบโทรศัพท์เข้ากับหู มันทำให้เขารู้สึกว่าเสียงหวานๆ ของอีอูยอนไหลผ่านเข้าไปในหู และอัดแน่นอยู่ในนั้น
[ร่างกายเป็นยังไงบ้างครับ]
“สบายดีแล้วครับ”
[โล่งอกไปที ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่ยาราคาถูกนะครับ]
พอนึกถึงความทรงจำที่ถูกบังคับให้กินยาเมื่อวานขึ้นมา ใบหน้าของอินซอบก็เห่อร้อน ก่อนหน้านี้เขายังพึมพำว่าจะไม่สนใจอีอูยอนและทำใจให้สงบอยู่เลย แต่เขากลับรู้สึกว่าตัวเองที่ทำตัวเหมือนเด็กวัยรุ่นที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับคำพูดเพียงคำเดียวของอีกฝ่ายนั้นช่างน่าสมเพช
[กำลังทำอะไรอยู่เหรอครับ]
เขารู้สึกแปลกๆ ตอนที่อยู่ด้วยกันก่อนหน้านี้ อย่าว่าแต่พูดอย่างอ่อนโยนกับเขาเลย อีอูยอนมองเขาด้วยสายตาดุร้ายเสียด้วยซ้ำ แล้วอีกฝ่ายมีเหตุผลอะไร ทำไมจู่ๆ ถึงได้โทรมาหาเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขนาดนี้
“ก็อยู่เฉยๆ ครับ”
อินซอบใช้ปลายนิ้ววาดภาพไปเรื่อยบนพื้นห้องพลางตอบกลับ
[อยู่ที่ไหนครับ]
“บ้านครับ”
[อยู่กับใครเหรอครับ]
“…”
แม้น้ำเสียงจะอ่อนโยน แต่อินซอบกลับพบความเฉียบคมที่ซ่อนอยู่ในนั้น และตระหนักได้ว่าตอนนี้ตนกำลังถูกสอบสวนอยู่
[เคทเหรอครับ]
เมื่อได้ยินดังนั้น เขาก็เผลอลูบใบของเคทโดยไม่รู้ตัว ทำให้ใบหุบเข้าหากันเหมือนคนกำหมัด
[อยู่กับคุณเคทเหรอครับ]
“ก็อยู่ด้วยกันนะครับ แต่…”
อินซอบทอดสายตามองกระถางต้นไม้ที่วางอยู่ข้างตัวก่อนจะเอ่ยตอบ
[วันนี้ได้ให้น้ำเธอไหมครับ]
นี่เราพูดเรื่องที่เคทเป็นต้นไม้ให้อีอูยอนฟังตั้งแต่เมื่อไร เราเผลอพูดแบบนั้นออกไป เพราะฤทธิ์เหล้าเมื่อวานเหรอ
อินซอบใช้สมองก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเขินอายว่า ‘ยังครับ’ ความเงียบจากอีกฟากหนึ่งของโทรศัพท์ดำเนินไปครู่หนึ่ง จากนั้นเสียงหัวเราะก็ดังขึ้น
[ตั้งแต่เกิดมานี่เป็นครั้งแรกเลยนะครับที่ผมเจอคนที่จดจำได้ยากอย่างคุณอินซอบ]
แม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงจำเรื่องอะไร แต่อินซอบก็ตอบรับไปตามสมควรว่า ‘ครับ อย่างนั้นเหรอครับ’
เขาได้ยินเสียงพลิกหน้ากระดาษจากปลายสาย
“อ่านหนังสืออยู่เหรอครับ”
นี่เป็นคำถามที่เป็นไปได้ เพราะเขารู้ว่าการอ่านหนังสือเป็นหนึ่งในงานอดิเรกของอีอูยอน
[ไม่ใช่หนังสือหรอกครับ ตอนนี้ผมกำลังอ่านสิ่งที่สนุกกว่าหนังสืออยู่ พอดีเขาส่งมาให้เร็วกว่าที่คิด…]
เสียงของอีอูยอนค่อยๆ เบาลงในช่วงท้ายของประโยค จากนั้นเขาก็โยนคำถามใส่อินซอบอย่างกะทันหัน
[คุณยังทำงานไหวอยู่ไหมครับ]
“ครับ?”
[ผมถามว่าคุณยังทำงานไหวอยู่ไหมครับ]
น้ำเสียงของปลายสายเหมือนเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ อินซอบถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะตอบไปตามตรง
“ถ้าบอกว่าไม่เหนื่อยเลยก็คงจะโกหกนะครับ แต่ผมไม่เป็นไรหรอกครับ เพราะนี่เป็นงานที่ผมเลือกแล้ว”
อีอูยอนตอบกลับมาว่า ‘อย่างนั้นเหรอครับ’
[ที่ผ่านมาผมคิดว่าผมไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับคุณอินซอบเลยครับ แบบว่าจู่ๆ ก็รู้สึกน่ะครับ]
นี่ไม่ใช่บรรยากาศที่เขาจะตอบกลับไปได้ว่า ‘ไม่ต้องรู้ก็ได้ครับ’ ตอนนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงครางต่ำๆ จากปลายสาย
“ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าครับ”
เมื่อได้ยินอินซอบถามแบบนั้น อีอูยอนก็หัวเราะอย่างร่าเริง
[ปวดหัวนิดหน่อยน่ะครับ]
“งั้นก็กินยานะครับ”
[ที่บ้านผมไม่มียาพอดีเลย งั้นผมขอวางสายก่อนแล้วกันนะครับ อย่าลืมใช้ถุงยางตอนให้น้ำด้วยนะครับ]
โทรศัพท์ถูกตัดสายไปอย่างกะทันหันเช่นเดียวกับตอนที่โทรมา
ชเวอินซอบมองโทรศัพท์มือถืออย่างเหม่อลอยก่อนจะนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์ราวกับถูกล่อล่วง ผ่านไปไม่ถึงสามสิบวินาทีหลังจากที่เขาหาความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำว่า ‘ให้น้ำ’ ทางอินเทอร์เน็ต อินซอบก็ต้องทึ้งหัวตัวเองพลางลุกขึ้น
***
อินซอบรู้สึกเก้อเขินเป็นอย่างมาก เพราะสายตาของผู้หญิงที่ขึ้นลิฟต์มาด้วยกันชำเลืองมองเขาอยู่บ่อยๆ เธอคงคิดว่าไอ้หมอนี่เป็นอะไร เพราะเขาอุ้มกระถางต้นไม้ไว้ และขึ้นลิฟต์ของอพาร์ทเมนต์หรูมาในเวลาแบบนี้
ทันทีที่ลิฟต์มาถึงชั้นที่ 49 อินซอบก็ออกจากลิฟต์ และกล่าวลาคนที่เหลือบมองตน อย่าว่าแต่ผู้หญิงคนนั้นจะรับคำทักทายจากตนเลย ลิฟต์ขึ้นไปที่ชั้นอื่นก่อนที่อินซอบจะทันได้ก้มหัวเสียอีก เพราะเธอรีบกดปุ่มปิดลิฟต์อย่างรวดเร็ว
อินซอบถอนหายใจก่อนจะเริ่มออกเดิน
อินซอบไม่อุ้มเคทมาที่นี่ไม่ได้ เพราะต่อให้เขาจะพยายามคิดเท่าไร เขาก็คิดว่าอีอูยอนกำลังเข้าใจตนผิด หลังจากที่ลองหาว่าคำว่า ‘ให้น้ำ’ ที่อีอูยอนพูดถึงคืออะไร อินซอบก็ได้ข้อสรุปว่าอีกฝ่ายคิดไปเองว่าเคทคือคนรักของเขา การที่มาหาอีกฝ่ายหลังจากได้ข้อสรุปเป็นเรื่องที่น่าอายมาก ตลอดเวลานั้นเขาไม่สามารถเงยหน้าขึ้นมาได้เลย เพราะความคิดที่ว่าอีอูยอนคิดว่าเขามีความสัมพันธ์กับผู้หญิง
เปล่านะ ไม่ใช่นะครับ ผมไม่ได้ทำแบบนั้นนะ
“นี่คือเคทครับ…”
อินซอบยื่นกระถางต้นไม้ไปข้างหน้าพร้อมฝึกพูดคำที่ตัวเองจะพูด ต่อให้ลองพูดอย่างไร ก็เหมือนจะไม่สามารถเลี่ยงท่าทางที่ดูเหมือนคนโง่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นการแก้ไขความเข้าใจผิดให้ถูกต้องย่อมดีกว่า ใช่แล้ว แน่นอนที่สุดเลย
ชเวอินซอบหนีบเคทไว้ข้างลำตัวก่อนจะกดกริ่ง หลังจากอินเตอร์โฟนถูกเปิด และตรวจสอบใบหน้าแล้ว เขาก็ได้ยินเสียงประตูเปิดประตู
เขามองเห็นอีอูยอนผ่านช่องของประตูที่ถูกเปิดออก อินซอบร้องเอ่อก่อนจะทำตาโต
อีอูยอนใส่กางเกงในตัวเดียว และกำลังยืนหัวเปียกอยู่ตรงหน้า
“มีเรื่องอะไรเหรอครับ”
แปลก
บรรยากาศที่ต่างไปจากปกติแผ่ออกมาจากตัวของอีอูยอน แต่เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ อินซอบจึงมองอีอูยอนอย่างเหม่อลอย ก่อนจะควานหาของในกระเป๋า และหยิบยาที่ซื้อจากร้านขายยาออกมา
“นี่ครับ…ยาแก้ปวดหัว ผมไม่รู้ว่าอันไหนดี ก็เลยซื้ออันที่ดูใช้ได้มาก่อนหลายๆ อันครับ”
“มาที่นี่เพราะยาแก้ปวดหัวเหรอครับ”
“เพราะพรุ่งนี้คุณมีตารางงาน ดังนั้นจะมีอุปสรรคต่อการทำงานไม่ได้…”
อินซอบพึมพำแบบนั้นพลางก้มลงมองเคทที่หนีบอยู่ข้างลำตัว จุดประสงค์ที่เขามาที่นี่ไม่ใช่เรื่องยาแก้ปวดหัว แต่เป็นเรื่องของเคท เอาล่ะ รวบรวมความกล้าสิ เราจะต้องแก้ความเข้าใจผิดนะ หลังจากรวบรวมความกล้าแล้ว เราก็พูดออกไปเลยว่าเราไม่ใช่คนที่จะทำเรื่องแบบนั้น…
“ใครมาเหรอคะ”
ตอนนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงแหบๆ ของผู้หญิงจากด้านใน
ชเวอินซอบตกใจ และเกือบจะทำเคทที่ตนกำลังถืออยู่หลุดมือ หญิงสาวคนนั้นใส่แค่ชุดนอนบางๆ ที่เผยให้เห็นหน้าอกจนหมด เธอคือนักแสดงที่เขาเคยเห็นในทีวีอยู่สองสามครั้ง
อินซอบรีบก้มหัว พอนึกถึงเรื่องที่อีอูยอนใส่กางเกงในตัวเดียวมาเปิดประตูให้ เขาก็เดาสถานการณ์ที่เหลือได้ทันที
“ผู้จัดการส่วนตัวที่ผมโทรหาเมื่อกี้น่ะ ไม่ต้องใส่ใจหรอกครับ”
เมื่ออีอูยอนหันหน้าไปตอบ ร่างของผู้หญิงคนนั้นก็หายเข้าไปด้านใน อินซอบหน้าแดงเหมือนคนที่โดนตบหน้ากลางตลาด และไม่สามารถซ่อนความรู้สึกลำบากใจไว้ได้
“มาเพราะเรื่องยาจริงๆ เหรอครับ”
เมื่อคิดว่าอีอูยอนเข้าใจตนผิดแบบนั้น อินซอบก็ไม่สามารถหลับตานอนได้อย่างเด็ดขาด ยิ่งไปกว่านั้นพอคนที่ไม่เคยพูดว่าเจ็บป่วยออกมาง่ายๆ กลับไม่ได้ทำเพียงโทรศัพท์มาหาเขา แต่ยังบอกว่าปวดหัวด้วย เขาก็ต้องเป็นห่วงอยู่แล้ว แต่ดูจากน้ำเสียงที่คุยกันตอนนี้แล้ว แม้แต่เสียงครางที่ออกมาจากปากของอีอูยอนก็ยังน่าสงสัย เพราะไม่มีร้านขายยาที่เปิดจนถึงดึก เขาจึงขึ้นแท็กซี่และนั่งวนไปเรื่อยๆ ก่อนจะได้มาเห็นกับตาตัวเองอย่างกระจ่างชัดว่ายาที่ตนหามาได้อย่างยากลำบากกลายเป็นของไร้ค่าไปแล้ว
อินซอบอยากตาย
จะมาพูดให้หายเข้าใจผิดอะไรกันล่ะ อีอูยอนไม่ได้คิดอะไรกับเขาตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้นอีกฝ่ายไม่มีทางที่จะเข้าใจผิดแน่
ตอนนี้เขาหัวเราะให้กับความโง่ของตัวเองไม่ออก
“นั่นอะไรเหรอครับ”
อีอูยอนใช้ปลายคางชี้ไปที่กระถางต้นไม้ที่อินซอบถืออยู่พลางเอ่ยถาม
“ไม่มี…อะไรหรอกครับ”
“พรุ่งนี้ตารางงานผมเริ่มช่วงบ่ายๆ ใช่ไหมครับ”
“ครับ”
“โล่งอกไปทีนะครับ งั้นคุณอินซอบก็กลับไปพักเถอะครับ”
ชเวอินซอบก้มหัว ทันทีที่ประตูถูกปิดลง เสียงของอีอูยอนกับผู้หญิงก็ค่อยๆ ห่างไปทีละน้อย
อินซอบกอดกระถางต้นไม้ไว้และต้องค่อยๆ ผ่อนลมหายใจช้าๆ เพราะความรู้สึกอับอายได้พุ่งขึ้นมาจนถึงคอหอย ความทรงจำขมขื่นที่มีกลิ่นเปรี้ยวๆ ของสิ่งสกปรกกระหน่ำเข้ามาในหัวของเขาทุกครั้งที่เขาหายใจ
***
“เป็นไง ใช้ได้ไหม”
“ไม่โป๊ไปเหรอ”
“ก็โป๊นะ แต่จะต้องใส่ประมาณนี้แหละ แบบนี้ผู้หญิงพวกนั้นจะได้ตกใจจนความภูมิใจของพวกหล่อนลดลงไม่ใช่หรือไง ยัยซานดร้าคงจะตกใจมากเลยที่เห็นฉันยืนอยู่ข้างเจ้าชาย ว่าไหม”
เจนนี่ที่แต่งหน้าแต่งตัวเป็นแคทวูแมนมองภาพของตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกก่อนจะทำสีหน้าพอใจ
“แต่…ฟิลลิปติดต่อมาหรือยัง เขาบอกว่าจะมารับที่หน้าบ้านเหรอ”
“เปล่า เขาไม่ได้บอกแบบนั้นหรอก”
“ไม่แปลกเหรอ ปกติเขาต้องมารับที่หน้าบ้านนี่นา”
โดยพื้นฐานแล้วตอนที่ไปร่วมงานปาร์ตี้ในฐานะคู่เดตของฝ่ายหญิง ผู้ชายจะต้องมาคอยดูแลพวกเธอที่หน้าบ้าน แต่ไม่มีทางที่เจนนี่ซึ่งเต็มไปด้วยความตื่นเต้นจะได้ยินคำพูดนั้นของเขาแน่
“ปกติก็เป็นแบบนั้นแหละ แต่คราวนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ แต่แล้วยังไงล่ะ นายก็ช่วยดูแลฉันได้นี่นา”
“…เจนนี่”
ปีเตอร์ทำท่าจะร้องไห้ ตอนนี้สิ่งที่คนทั้งคู่มีความเห็นไม่ตรงกันอย่างรุนแรงมีแค่เรื่องนี้เท่านั้น
“ไม่เป็นไรนะ ถึงนายจะไม่ได้รับเชิญ แต่นายก็เป็นเพื่อนที่มากับฉัน ใครจะว่าอะไรได้ล่ะ”
“ถึงอย่างนั้นฉัน…ฉันไม่ไปดีกว่า”
ปีเตอร์ส่ายหน้า แม้เขาจะเตรียมชุดไว้แล้วจากการบังคับ ไกล่เกลี่ย ขอร้อง และอ้อนวอนของเจนนี่ แต่ไม่ว่าจะลองคิดอย่างไร เขาก็คิดว่านี่มันไม่ใช่
“ทำไมล่ะ มันจะต้องสนุกแน่ๆ นี่เป็นปาร์ตี้ที่เด็กที่สวยและหล่อที่สุดในโรงเรียนของเราได้รับเชิญเลยนะ ถ้าไปนายจะไม่เสียใจเด็ดขาด”
“ฉันคิดว่ามันอาจจะไม่เหมาะกับฉัน”
ถ้าฟิลลิปจำเขาได้จะทำยังไงล่ะ เขาดันบอกเจนนี่ไปว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้มีจุดเกี่ยวข้องอะไรกันเลย แล้วเธอจะโกรธหรือเปล่านะ
“แล้วฉันล่ะ”
เจนนี่ที่กำลังแต่งหน้าเพิ่มอยู่หน้ากระจกหันหลังกลับมามองพลางเอ่ยถาม
“แล้วฉันจะทำยังไงล่ะ ถ้าเด็กผู้หญิงคนอื่นขังฉันไว้ในห้องน้ำ ใครจะมาช่วยฉัน”
“เธอจะบอกให้ฉันจะเข้าไปในห้องน้ำหญิงเหรอ”
“เปล่า ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ยังไงนายก็เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของฉันอยู่แล้ว ดังนั้นนายมีหน้าที่ที่จะต้องคอยมองภาพฉันควงแขนกับเจ้าชายอย่างสง่าผ่าเผย”
“…”
ปีเตอร์เป็นห่วงเรื่องนั้นด้วยเหมือนกัน
แม้ปาร์ตี้จะจัดขึ้นในวันนี้ แต่กลับไม่มีโทรศัพท์จากฟิลลิปเลยแม้แต่สายเดียว เขาสงสัยว่าคนที่ส่งจดหมายมาชวนให้เจนนี่ไปงานปาร์ตี้คือฟิลลิปตัวจริงหรือเปล่า แม้เขาจะบอกให้เจนนี่ลองตรวจสอบเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ แต่เธอกลับไม่แม้แต่จะแกล้งทำเป็นฟังด้วยซ้ำ
“นายทำหน้าแบบนั้นอีกแล้วนะ ไม่เชื่อฉันเหรอ”
“เปล่านะ ฉันทำหน้าแบบนี้เพราะฉันเป็นห่วงเธอไง”
“ถ้าเป็นห่วงขนาดนั้นก็ตามไปคอยดูแลฉันก็ได้นี่”
ปีเตอร์ถอนหายใจอย่างหนักหน่วง คำพูดของเจนนี่ถูกต้อง ถ้าเขาเป็นห่วง เขาก็ต้องช่วยพาเธอไปส่งจนถึงหน้าประตู นั่นเป็นสิ่งที่เพื่อนควรทำ
“ก็ได้ ฉันเข้าใจแล้ว”
แม่ของปีเตอร์ถามจากด้านนอกประตูว่าพวกเขาเตรียมตัวกันเสร็จหรือยัง แม้จะเป็นระยะทางที่พวกเขาเดินไปได้ แต่พอได้ยินว่าพวกเขาทั้งคู่ถูกเชิญไปงานปาร์ตี้เป็นครั้งแรก เธอก็บอกว่าจะขับรถพาพวกเขาไปส่งเอง
“เสร็จแล้วค่ะ!”
เจนนี่ที่พูดแบบนี้เมื่อสิบนาทีก่อนกะพริบตาที่ทามาสคาร่าไว้หนาเตอะพลางเอ่ยถาม
“ฉันดูเป็นไงบ้าง”
“สวยแล้ว”
ปีเตอร์ยิ้มก่อนจะดึงทิชชู่ออกมาช่วยเช็ดเครื่องสำอางของเธอที่เลอะออกมานิดหน่อย เมื่อคนทั้งคู่ซึ่งเตรียมตัวเสร็จแล้วเดินลงไปที่ชั้นหนึ่ง แม่ของปีเตอร์ก็เอ่ยชมก่อนจะช่วยถ่ายรูปให้
“เหมือนพรีพรอมเลยเนอะ”
“นั่นสินะ”