ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 1 หอโคมเขียว
“ข้ายังไม่ตายหรือ?”
หลิวอู๋เสียถูกความเจ็บปวดปลุกตื่นขึ้นมา ร่างของเขาถูกเศษไม้ทับอยู่หลายชิ้นจนหายใจแทบไม่ออก
ทันใดนั้น ความทรงจำที่กระจัดกระจายก็เข้ามาในหัวของเขา
เขาเคยเป็นหนึ่งในสิบมหาจักรพรรดิเซียนแห่งพิภพเซียนหลิงอวิ๋น ด้วยความบังเอิญ เขาได้รับติ่ง 1 เทพสูบกลืนสวรรค์ อาวุธเทพแห่งโลกไท่หวงทว่ากลับถูกทั่วพิภพเซียนรุมล้อมโจมตีจนสิ้นชีพในหุบเขาวิญญาณ
ในวินาทีสุดท้าย เขาใช้ทักษะเลือดปีศาจสลายร่าง ฆ่าตัวตายพร้อมกับศัตรูเหล่านั้น ทำลายติ่งเทพสูบกลืนสวรรค์ไปด้วย เมื่อตื่นขึ้นมา เขาก็มาอยู่ที่นี่แล้ว
“มหาทวีปเจินอู่… ตระกูลสวี… ลูกเขย… ลูกคนรวยที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย…”
ความทรงจำที่ปรากฏในหัวบอกเขาว่า เขาไม่ได้อยู่ในพิภพเซียนหลิงอวิ๋นอีกแล้ว แต่กลับมาเกิดใหม่ในโลกที่เรียกว่ามหาทวีปเจินอู่
ร่างกายของเด็กหนุ่มผู้นี้ก็มีชื่อว่าหลิวอู๋เสียเช่นกัน เขาเกิดในครอบครัวที่มั่งคั่ง แต่ครอบครัวก็ประสบปัญหาบางประการเมื่อเขาอายุห้าขวบ บิดามารดาของเขาหายตัวไปอย่างลึกลับ ทำให้เขามีนิสัยขี้ระแวง เก็บตัวมาตั้งแต่เด็ก หลังจากถูกเพื่อนสนิทของบิดาผู้เป็นว่าที่พ่อตาอย่างสวีอี้หลินรับมาเลี้ยง นิสัยของเขาก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย
เมื่ออายุมากขึ้น นิสัยของเขาก็ยิ่งก้าวร้าวมากขึ้น ถึงกับคิดว่าพ่อตาที่รักใคร่เขาเหมือนลูกแท้ ๆ ผู้นั้นหวังจะแย่งกิจการของตระกูลไปจากเขา จึงใช้เงินฟุ่มเฟือยและเที่ยวเตร่อย่างบ้าคลั่ง จนกลายเป็นลูกคนรวยที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองชางหลัน
ทั้งตระกูลสวีต่างก็เรียกเขาว่าเป็นสวะ แมลงวัน ตัวไร้ค่า แต่เขาก็ยังคงใช้ชีวิตตามใจตัวเอง
เมื่อถึงวัยแต่งงาน สวีอี้หลินคิดว่าหลังจากที่แต่งงานแล้วนิสัยของเขาอาจจะดีขึ้นบ้าง วันนี้ก็คือวันแต่งงานของเขานั่นเอง
ตามเหตุผลแล้ว ลูกคนรวยที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอย่างเขาไม่ควรคู่ควรกับลูกสาวของตระกูลสวี
ก็เพราะบิดามารดาของหลิวอู๋เสียเป็นเพื่อนตายกับสวีอี้หลิน ทั้งสองครอบครัวจึงหมั้นหมายกันตั้งแต่แรกเกิด และตกลงกันว่าเมื่ออายุครบสิบแปดปี จะจัดงานแต่งงานให้
ในวันแต่งงาน เขาถูกคุณหนูใหญ่ตระกูลสวีไล่ออกจากห้องหอ และถูกเพื่อนชั่วทั้งหลายชักจูงให้ไปหอโคมเขียวเป็นครั้งแรก ทันใดนั้น เขาก็เกิดอาการคลั่งขึ้นมา เผาเทียนจนไฟลุกท่วมหอโคมเขียวทั้งหลัง สุดท้ายเขาก็ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังของหอโคมเขียว
หลิวอู๋เสียขยับเศษไม้ที่ทับอยู่บนตัวออก แล้วนอนราบลงบนพื้นเพื่อตรวจร่างกายของตน
“โหดเหี้ยมนัก ฝ่ามือหนึ่งโจมตีเข้าที่หัวใจ หากไม่ใช่เพราะข้าเข้าสิงร่าง เขาผู้นี้ก็คงตายไปแล้วอย่างแน่นอน ตกลงใครกันแน่ที่อยากจะฆ่าเขา แล้ววางแผนเช่นนี้”
นอกเหนือจากรอยฟกช้ำแล้ว สิ่งร้ายแรงที่สุดคือรอยฝ่ามือประหลาดบนหน้าอก เขาจำได้ดีว่าตอนนั้นกำลังดื่มสุรากับเพื่อนฝูง จากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย
ชีพจรหัวใจที่ขาดหายไปนั้นถูกระงับไว้ชั่วคราว ต้องหาโอสถเพาะจิตเพื่อเชื่อมมันกลับมาเข้าด้วยกัน ด้วยความสามารถของเขา มันไม่ยากเลยที่จะหลอมโอสถชนิดนี้
“ยังดีที่นี่เป็นทวีปของเหล่านักสู้ที่ฝึกฝนวรยุทธ์”
เหล่านักสู้มีมากมายหลายระดับ แบ่งเป็น สั่งสมฟ้า กำเนิดฟ้า ชำระวิญญาณ ชำระไขกระดูก แก่นวิสุทธิ์
“ร่างกายอันน่าสมเพชนี้ เรียกมันว่าสวะก็เป็นการยกย่องมันเกินไปเสียแล้ว”
เส้นเอ็นเส้นเลือดบางราวกับเส้นผม สิ่งสกปรกที่คั่งค้างอยู่นั้นช่างน่าสยดสยองจนบรรยายไม่ถูก
“ยุ่งยากล่ะ เคล็ดวิชาฝึกฝนทั้งหมดของข้าล้วนเป็นเคล็ดวิชาระดับเทพในแดนเซียน มหาทวีปเจินอู่นั้นเป็นเพียงแดนมนุษย์ธรรมดา ข้าจำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้เคล็ดวิชาฝึกฝนของนักสู้แดนมนุษย์แทน”
ยกตัวอย่างเช่น เด็กทารกคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะมีอาวุธเทพวางอยู่ข้าง ๆ แต่เขาก็ไม่สามารถหยิบขึ้นมาใช้งานได้
“สวะก็คือสวะ วันแต่งงานแท้ ๆ กลับมาเที่ยวหอโคมเขียว ปล่อยสัญชาตญาณสัตว์ป่าออกมา ฉีกเสื้อผ้าของหญิงโสเภณีจนเกือบเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรม ทำไมถึงไม่เอาชีวิตสวะผู้นี้ไปเสียเล่า”
……
เสียงเยาะเย้ยจำนวนมากดังก้องขึ้นทั่วทั้งบริเวณ ราวกับคลื่นยักษ์ที่ซัดเข้าใส่หลิวอู๋เสียเพียงคนเดียว
“เอ่อ…”
หลิวอู๋เสียขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้
สวีอี้หลินหน้าแดงก่ำ สั่งให้ใครบางคนอุ้มเขาออกไปก่อน แล้วค่อยไปพูดกันที่เรือน จะได้ไม่ต้องอายต่อหน้าผู้คนอีกต่อไป
“หยุดนะ!” เสียงตะโกนดังมาจากข้างหลัง ขัดจังหวะการเดินของพวกเขา
แม่เล้าคนหนึ่งนำกลุ่มผู้คุ้มกันสิบคนเดินเข้ามาอย่างรีบเร่ง หน้าตาดุดัน ราวกับฝูงหมาป่า
“ท่านเจ้าตระกูลสวี ลูกเขยของท่านทำให้ที่พักอี๋หงของเราพังถล่ม มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน สาวใช้กลัวจนไม่กล้าออกจากห้อง แขกผู้มาเยือนยังอยู่ในโรงหมอรักษาตัว ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะเขา คิดจะเดินหนีไปโดยไม่รับผิดชอบหรือ?”
แม่เล้าผู้นี้อายุราวสี่สิบปี ใบหน้าทาแป้งหนา กลิ่นน้ำหอมแรงจนแสบตา ใบหน้าเหมือนผีตายโหงน่าขยะแขยง ยืนอยู่ต่อหน้าหลิวอู๋เสียแล้วตะโกนเสียงดัง
“เรื่องค่าเสียหาย ข้าจะให้คนมาเจรจา”
สวีอี้หลินจ้องหลิวอู๋เสียอย่างโกรธเคือง แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาตำหนิเขา รอถึงเรือนค่อยว่ากัน
“ไม่ต้องแล้ว ข้าจะจ่ายค่าเสียหายเอง”
หลิวอู๋เสียลุกขึ้นยืน ไม่อยากทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเพราะเรื่องของเขา
“คุณชายหลิว ข้าไม่ได้ดูถูกท่านนะ ท่านมีอะไรมาชดเชยเล่า”
แม่เล้าผู้นี้ไม่เกรงใจเขาเลย หัวเราะเยาะเขาต่อหน้าสวีอี้หลิน เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่ว
“วางใจเถอะ ข้าจะจ่ายค่าเสียหายให้ครบถ้วน รับรองว่าภายในสามวันจะจ่ายให้เจ้าอย่างแน่นอน”
สวีอี้หลินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง รับประกันว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย จึงปล่อยพวกเขาไป
หลิวอู๋เสียรู้สึกคิดถึงร่างเดิมของเขาขึ้นมาทันที “ร่างเดิมนี่มันสมองมีปัญหาหรือเปล่าเนี่ย แค่มองก็รู้ว่าพ่อตาเป็นห่วงเขาจากใจจริง…”
หลิวอู๋เสียเดินตามสวีอี้หลินไปโดยไม่พูดอะไร
เขายังรู้สึกขอบคุณตระกูลสวีอยู่มาก เมื่อตกอับก็เป็นตระกูลสวีที่ช่วยเขาไว้ สวีอี้หลินยังรักษาคำพูด ยกบุตรสาวคนงามให้กับเขา แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนซื่อสัตย์และจริงใจ
ท้องฟ้าค่อย ๆ สว่างขึ้น ประตูตระกูลสวีเปิดออก สองหนุ่มรับใช้กำลังกวาดใบไม้หน้าประตู เมื่อเห็นสวีอี้หลินก็พากันทำความเคารพ ส่วนหลิวอู๋เสียถูกมองข้าม
“กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วมาพบข้าที่ห้องโถงใหญ่”
ร่างกายเต็มไปด้วยฝุ่น เสื้อผ้าขาดวิ่น เหมือนกับคนขอทาน สวีอี้หลินให้เขากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน
“ขอรับ”
หลิวอู๋เสียเกรงกลัวและเคารพพ่อตาผู้นี้มาก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หากไม่มีตระกูลสวี เขาคงตายไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว
– โปรดติดตามตอนต่อไป –
1 ติ่ง (鼎) คือ หม้อต้มของจีนยุคก่อนประวัติศาสตร์และยุคโบราณ ทำด้วยทองสัมฤทธ์และดินเผา ตั้งอยู่บนขาตั้งและมีฝาปิดกับหูจับสองข้างที่อยู่ด้านตรงข้ามกัน ติ่งเป็นหนึ่งในวัตถุสำคัญที่ใช้ในพิธีกรรมบวงสรวงเทพเจ้าหรือบรรพบุรุษ