ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 117 ประลองค่ายกล
รุ่งสางวันรุ่งขึ้น
ที่หน้าชั้นเรียนระดับสูงห้องสาม ผู้คนมากมายมารวมตัวกัน
เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ ได้แพร่กระจายออกไปแล้ว หลายห้องเรียนหยุดเรียนเพื่อมาชม ศิษย์ที่ลาออกจากห้องเรียนก็เคยมีมาแล้ว แต่ส่วนใหญ่ล้วนถูกอาจารย์ที่ปรึกษาเกลี้ยกล่อมให้อยู่ต่อ
นี่เป็นครั้งแรกที่ศิษย์ขอย้ายห้องเรียนด้วยตัวเอง สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมากในสำนักศึกษา
หน้าห้องเรียนทุกห้องจะมีลานฝึกยุทธ์อยู่ เมื่ออาจารย์ที่ปรึกษามาแนะนำ ศิษย์ก็จะฝึกยุทธ์ที่นี่
ลานฝึกยุทธ์หน้าชั้นเรียนระดับสูงห้องสามใหญ่กว่าลานฝึกยุทธ์อื่นมาก เนื่องจากห้องเรียนนี้มีชื่อเสียงด้านค่ายกล เมื่อฝึกยุทธ์ที่นี่ พื้นที่ขนาดเล็กเกินไป ไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้
ลานฝึกยุทธ์ทั้งสี่ด้าน เต็มไปด้วยผู้คนนับพัน ล้อมรอบจนแน่นขนัด
ศิษย์ในห้องเรียนสามมากันตั้งแต่เช้าตรู่ ทุกคนต่างโกรธแค้น เมื่อได้ยินข่าวนี้ ต่างก็อดนอนทั้งคืน และเรียกรวมศิษย์ทุกคน ตั้งใจจะลงโทษผู้ทรยศคนนี้ให้สาสม
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ศิษย์ชั้นเรียนระดับสูงห้องสามมียอดฝีมือด้านค่ายกลหลายคน หนึ่งในนั้นคือซุนสือโจว สวมเสื้อคลุมยาวสีม่วง มาถึงก่อนแล้ว เจียงหัวและคนอื่น ๆ ยืนอยู่ข้าง ๆ
ดวงอาทิตย์ขึ้นสูงแล้ว แต่หลิวอู๋เสียก็ยังไม่ปรากฏตัว
“นี่มันเวลาอะไรแล้ว เด็กนั่นคงไม่กลัวจนไม่กล้ามาหรอกนะ!”
ศิษย์ในห้องเรียนสามต่างก็พูดคุยกัน นี่เป็นช่วงเวลาที่เรียนแล้ว แต่ซงหลิงยังไม่ปรากฏตัว
“สงสัยจะกลัวจนหนีไปแล้ว!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน กล้าท้าทายทั้งสามชั้นเรียน เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะเบื่อชีวิต
ลานฝึกยุทธ์เต็มไปด้วยเสียงโห่ร้อง สวนของหลิวอู๋เสียกลับเงียบสงบ
“จำได้หมดแล้วหรือยัง?” หลิวอู๋เสียถามซงหลิง
วันนี้จะสามารถถอนตัวหรือไม่ ได้ขึ้นอยู่กับการแสดงของซงหลิง ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็เป็นคนนอก บางอย่างก็ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้
“จำได้หมดแล้ว!” ซงหลิงพยักหน้า ใช้เวลาเพียงหนึ่งคืนก็เรียนรู้ความรู้เกี่ยวกับค่ายกลมากมาย มากกว่าความรู้ที่เขาสะสมมาตลอดสิบกว่าปี ความรู้เกี่ยวกับค่ายกลของตระกูลเทียบไม่ได้กับความรู้ที่พี่ใหญ่หลิวถ่ายทอดให้เลย
นอกจากสอนความรู้เกี่ยวกับค่ายกลแล้ว ยังช่วยสร้างธงค่ายกลชุดหนึ่งให้ด้วย ซงหลิงจำความรู้เกี่ยวกับการใช้ค่ายกลไว้ในใจ แต่ก็ต้องฝึกฝนใช้มันในสถานการณ์จริงด้วย
“ดี พวกเราออกเดินทางกัน!”
มองดูท้องฟ้า เห็นว่าเวลาไม่เช้าแล้ว จึงพาซงหลิงไปชั้นเรียนระดับสูงห้องสาม
เดินผ่านป่าอันเขียวชอุ่ม เข้าสู่พื้นที่ของชั้นเรียน มองไปไกล ๆ ก็เห็นฝูงชนหนาแน่นอยู่ข้างหน้า ทุกคนรอคอยมาเป็นเวลานานแล้ว
อาจารย์ที่ปรึกษาระดับสูงห้องสามอายุห้าสิบปี ไว้เคราแพะ เป็นเวลาครึ่งชั่วยามแล้ว เขาก็รู้สึกโกรธมาก
“ที่ปรึกษาเกา เด็กคนนี้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเลย จะให้ข้าไปจับเขามาหรือไม่ขอรับ?”
เจียงหัวทนไม่ไหวแล้ว เดินไปหาที่ปรึกษาเกา เตรียมตัวไปที่ที่ชุมนุมของหลิวอู๋เสียเพื่อจับเขามา
“พวกเขามาแล้ว!”
พูดจบ ฝูงชนก็เริ่มวุ่นวาย หลิวอู๋เสียพาซงหลิงฝ่าฝูงชนไปปรากฏตัวที่ลานฝึกยุทธ์ สายตากว่าพันคู่จับจ้องมาที่พวกเขาทั้งสองคน
“ข้ายังคิดว่าเจ้าจะไม่กล้ามาเสียอีก!”
เจียงหัวหัวเราะเยาะ มองพวกเขาเหมือนคนตาย ในวันนี้ เขาจะไม่ให้พวกเขาออกไปจากที่นี่อีกเลย บ่อยครั้งที่สำนักศึกษามีการประชุมทางวิชาการ อุบัติเหตุที่ทำร้ายชีวิตคนก็ถือเป็นเรื่องปกติ
“พูดจาไร้สาระ บอกมาสิว่าต้องทำอย่างไรถึงจะถอนชั้นเรียนได้!”
หลิวอู๋เสียไม่อยากเสียเวลาพูดกับพวกมัน รางวัลจะถูกแจกจ่ายในไม่ช้านี้ ข้ายังมีธุระอื่นที่ต้องทำ ไม่สามารถเสียเวลานานเกินไปได้
ช่างหยิ่งทะนงเสียนี่กระไร!
ท่าทางของหลิวอู๋เสีย กระตุ้นความโกรธของศิษย์ในชั้นเรียนระดับสูงห้องสามทุกคนจนสุดขีด ต่างพากันประณามอย่างรุนแรง อยากจะกินหลิวอู๋เสียเป็นอาหาร
จากการที่ได้สนทนากับซงหลิง ทราบว่าที่ปรึกษาของชั้นเรียนระดับสูงห้องสาม มีความรู้ด้านวิชาค่ายกลไม่มากนัก ขยะประเภทนี้ หากเป็นในอดีต หลิวอู๋เสียจะไม่แม้แต่จะมองด้วยซ้ำ
“ไอ้หนู กเจ้าช่างทะนงตัวนัก วันนี้ข้าจะลงโทษกเจ้าให้สาสม!”
เจียงหัวจ้องมองด้วยสายตาเย็นยะเยือก ทันใดนั้นก็มีศิษย์สิบคนเดินออกมา กระจายตัวอยู่รอบ ๆ ลานฝึกยุทธ์
“ข้ารอดูอยู่!”
หลิวอู๋เสียยังคงตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา แต่ซงหลิงกลับรู้สึกประหม่าจนเหงื่อซึมออกมาตามฝ่ามือ
“กฎกติกาก็ง่ายมาก เราจะวางค่ายกลหนึ่งชุด หากพวกเจ้าสามารถเดินออกมาจากค่ายกลได้ ข้าจะยอมให้พวกเจ้าถอนชั้นเรียนได้!”
เนื่องจากทุกคนต่างศึกษาวิชาค่ายกลด้วยกัน ฉะนั้นจึงตัดสินแพ้ชนะด้วยค่ายกล เป็นการยุติธรรมและสมเหตุสมผลที่สุด
“ตกลง!”
หลิวอู๋เสียตอบตกลงอย่างง่ายดาย โดยไม่แม้แต่จะคิดพิจารณา เพียงแค่ต้องการจบเรื่องให้เร็วที่สุด
“เจ้าหนูนี่ช่างมั่นใจอะไรเช่นนี้ ชั้นเรียนระดับสูงห้องสามเตรียมการมาทั้งคืนแล้ว ภายใต้คำแนะนำของที่ปรึกษาชั้นสูง ย่อมต้องวางค่ายกลที่ร้ายกาจอย่างแน่นอน แม้แต่ชั้นเรียนอักษรลึกล้ำก็ยังมีโอกาสพลาดท่า เจ้าหนูนี่ช่างมั่นใจอะไรเช่นนี้”
ศิษย์ในชั้นเรียนอื่น ๆ ต่างไม่เข้าใจ ไม่เคยเห็นคนทะนงตัวเช่นนี้มาก่อน
นี่ไม่ใช่ความมั่นใจ แต่ตั้งแต่ต้นจนจบ หลิวอู๋เสียไม่ได้มองพวกเขาเป็นคู่ต่อสู้เลย จึงไม่ต้องการพูดอะไรมากนัก
“ช่างหยิ่งทะนงเสียนี่กระไร เดี๋ยวจะได้เห็นฝีมือของชั้นเรียนระดับสูงห้องสาม!”
ท่าทีของหลิวอู๋เสีย ทำให้หลายคนไม่พอใจ ตั้งแต่ปรากฏตัวมาจนถึงตอนนี้ ยังคงเอาแต่ทำตัวสูงส่ง ยืนกอดอก แสร้งทำเป็นเก่ง ทั้งที่อายุเพียงแค่สิบเจ็ดสิบแปดปีเท่านั้น ในหมู่ศิษย์ ถือว่าอายุน้อยมาก
เสียงตะโกนโหวกเหวกรอบข้าง หลิวอู๋เสียไม่สนใจแม้แต่น้อย ถึงกับปิดตาลง ปล่อยให้ชั้นสามขั้นสูงวางค่ายกล
การต่อสู้จริงใครจะให้วางค่ายกล โอกาสจะหายไปในพริบตา การวางค่ายกลจะต้องเสร็จสิ้นในทันที จึงมีโอกาสเอาชนะคู่ต่อสู้
ลึกเข้าไปในสำนักศึกษาจักรวรรดิ หญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีเหลืองวิ่งเข้าไปในลานเรือนอย่างรวดเร็ว
“ศิษย์พี่สวี แย่แล้วเจ้าค่ะ คนที่ท่านให้ข้าไปสืบข่าว ไปทะเลาะกับคนอื่นอีกแล้ว”
ยังคงเป็นลานเรือนเมื่อวาน สวีหลิงเสวี่ยกำลังฝึกฝน อาจารย์ไปสอนหนังสือแล้ว มีเพียงนางคนเดียวฝึกฝนอยู่ในลานเรือน ถ้าไม่ได้รับการอนุญาตจากอาจารย์ นางไม่กล้าออกไปข้างนอก ข่าวทั้งหมดต้องผ่านศิษย์น้องเหยามาบอก
“เกิดอะไรขึ้น?”
สวีหลิงเสวี่ยลุกขึ้นยืน ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล เพิ่งเข้าเรียนเมื่อวานนี้ ก็ไปทะเลาะกับคนอื่นอีกแล้ว
ศิษย์น้องเหยาหายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ เล่าเหตุการณ์ในโถงอาหารเมื่อคืน
รวมถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่อาศรมเซียนเมามาย เล่าให้สวีหลิงเสวี่ยฟังอย่างละเอียด ฝ่ายหลังขมวดคิ้วเล็กน้อย
นางรู้ว่าซงหลิงเป็นลูกชายของตระกูลซง เมื่อวานในสนามประลอง เขาสนิทกับหลิวอู๋เสียมาก เป็นเรื่องปกติที่จะช่วยสหาย
“ข้าจะไปดู!”
สวีหลิงเสวี่ยพูดจบ ก็วิ่งออกไปทันที ต้องการดูว่าเกิดอะไรขึ้น โดยไม่สนใจคำบอกกล่าวของอาจารย์
“ศิษย์พี่สวี ท่านออกไปแล้ว อาจารย์ใหญ่ไป๋หลี่ชิงกลับมาจะทำอย่างไร!”
ศิษย์น้องเหยาเดินตามหลังไป ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล ไป๋หลี่ชิงขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวด หากรู้ว่าสวีหลิงเสวี่ยออกไปโดยไม่มีคำสั่งของนาง จะต้องลงโทษอย่างรุนแรง รวมถึงนางด้วย
“ไม่ต้องห่วง อาจารย์วันนี้มีสอนนานมาก ข้าจะไปดูสักหน่อยแล้วกลับมา”
สวีหลิงเสวี่ยสวมผ้าคลุมหน้ามายังสำนักศึกษาจักรวรรดิ นาน ๆ จึงจะออกมานอกลานเรือน ปกติมักจะฝึกฝนอยู่ในลานเรือน
หลังจากที่จัดเตรียมทุกอย่างเสร็จสิ้น ปรมาจารย์ค่ายกลอย่างเจียงหัวก็จัดวางค่ายกลเสร็จสิ้น
ซงหลิงสองมือกำลังคำนวณอะไรบางอย่าง หากเป็นเมื่อวานนี้ คงมองแล้วมืดมัวไปหมด แต่หลังจากท่องจำมาทั้งคืน ค่ายกลของชั้นเรียนระดับสูงห้องสามที่เขามองดูอยู่นั้น กลับสามารถมองเห็นได้เกือบทั้งหมด เข้าใจได้เกือบหมดแล้ว
ยิ่งนับถือพี่ใหญ่หลิวมากขึ้นไปอีก เมื่อมองไป ก็พบว่าพี่ใหญ่หลิวยังคงหลับตา ฝึกฝนอย่างเงียบ ๆ
“จัดวางค่ายกลเสร็จแล้ว พวกเจ้าแค่ยืนอยู่ข้างในให้ครบหนึ่งก้านธูปก็ถือว่าสำเร็จแล้ว”
เจียงหัวถอยออกจากค่ายกล นี่น่าจะเป็นค่ายกลสังหาร อาศัยค่ายกลสังหารนี้ ฆ่าพวกเขาทั้งสองคนให้ตายในค่ายกล
ศิษย์ห้องสามสิบคน กระจายตัวไปยังจุดต่าง ๆ ของค่ายกล เตรียมพร้อมที่จะกระตุ้นค่ายกล
“เริ่มเลย!”
หลิวอู๋เสียลืมตาขึ้น แววตายังคงดูเฉยเมย ยังมีอารมณ์ไม่พอใจอยู่เล็กน้อย
หลี่เซิงเซิงและจ้าวเฉิงมาถึงที่นี่ตั้งแต่เนิ่น ๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล มาถึงขั้นนี้แล้ว ต้องการจะหยุดยั้งก็สายเกินไปแล้ว
ทันใดนั้น!
ม่านแสงไร้ตัวตนปกคลุมลานฝึกยุทธ์ทั้งหมด ล้อมหลิวอู๋เสียและสงหลิงไว้ข้างใน ค่ายกลภายในมีเสียงฟ้าร้องดังก้อง
“นี่มันค่ายกลทรายเคลื่อนเจ็ดวิบัติ!”
คนกลุ่มหนึ่งต่างส่งเสียงตกตะลึง ถึงกับใช้ค่ายกลสังหารที่ร้ายกาจเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะฆ่าหลิวอู๋เสียง่าย ๆ แต่ต้องการจะให้เขาตายอย่างไร้ร่องรอย
พายุโหมกระหน่ำ ค่ายกลภายในมีฟ้าร้องและสายฟ้า ก่อตัวเป็นสายฟ้าอันทรงพลังพุ่งตรงมายังหลิวอู๋เสีย
“ซงหลิง เริ่มเลย!”
หลิวอู๋เสียเคลื่อนเพลงเท้าเจ็ดดารา ร่างกายหลบหลีกสายฟ้าได้อย่างง่ายดาย ถอยไปด้านข้างของค่ายกล ปล่อยให้ซงหลิงมาทำลายค่ายกลเอง
นี่นับเป็นโอกาสอันดีเยี่ยมสำหรับการฝึกฝน ในการทำลายค่ายกลนี้ ฝีมือของซงหลิงทางด้านค่ายกลเทียบเท่ากับเหล่าศิษย์พี่ที่มีชื่อขึ้นต้นด้วยอักษรลึกล้ำ
“ได้เลย!”
ซงหลิงตะโกนเสียงดัง เดินตามความรู้ด้านค่ายกลที่พี่ใหญ่หลิวถ่ายทอดให้ รีบเดินไปยืนที่จุดอ่อนของค่ายกล
เท้าเหยียบที่ทวารคุน กระโดดพรวดเดียว ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ทวารเฉียน 1 การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเช่นนี้ ช่างน่าทึ่งเสียจริง
เขาเป็นเพียงผู้ที่เพิ่งเข้าสู่ขอบเขตสั่งสมฟ้า หากเป็นผู้ที่เข้าสู่ระดับพลังกำเนิดฟ้าคงจะน่าเกรงขามยิ่งนัก
หมัดหนึ่งออกไป แม้ดูธรรมดา แต่ทวารเฉียนก็สั่นไหวอย่างรุนแรง เสียงดังกรอบแกรบดังขึ้น บ่งบอกว่าค่ายกลกำลังสั่นคลอน
“เกิดอะไรขึ้น เขาหาจุดอ่อนของค่ายกลเจอได้เร็วขนาดนี้ได้อย่างไร?”
เจียงหัวเบิกตากว้าง มองไปที่ซงหลิง
เขาเห็นการแสดงฝีมือของซงหลิงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา รู้ดีว่าซงหลิงมีพรสวรรค์ด้านค่ายกล แต่เมื่อเทียบกับเหล่าผู้อาวุโสแล้ว ก็ยังอ่อนด้อยอยู่มาก
ตาของอาจารย์ที่ปรึกษาเกาหรี่ลง หมัดเมื่อครู่นี้ช่างแยบยลมาก แม้แต่เขาก็ยังทำไม่ได้แม่นยำขนาดนี้
โดยไม่ต้องใช้แรงมาก ก็สร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับค่ายกล เหล่าศิษย์ระดับสูงห้องสามสิบคนที่ยืนอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของค่ายกลต่างตกตะลึง รีบเปลี่ยนค่ายกลทันที
นี่แหละคือจุดเด่นของค่ายกล ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
เมื่อพวกเขาเปลี่ยนค่ายกล ซงหลิงก็เปลี่ยนตามไปด้วย ในส่วนของหลิวอู๋เสีย กลับกลายเป็นผู้ชมแทน ทุกครั้งที่เจออันตราย เพียงแค่ขยับเท้าเล็กน้อย ก็หลบหลีกการโจมตีได้
ในช่วงแรก ซงหลิงยังรู้สึกเกร็ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็เริ่มปรับตัวได้ หาจุดอ่อนของค่ายกลได้อย่างต่อเนื่อง ต้องทำลายค่ายกลนี้ภายในเวลาหนึ่งก้านธูป
ซงหลิงฝึกฝนวิชาหมัดที่เน้นความรวดเร็วและรุนแรง เข้ากับรูปร่างของเขามาก แต่ละหมัดที่ออกไป ทำให้เกิดคลื่นกระเพื่อม
“เดินตามทวารเฉียน ทำลายทวารข่าน!”
เขาพึมพำในปาก เสียงดังแกร๊กแกร๊กดังขึ้นอีกครั้ง ค่ายกลสั่นคลอนอย่างรุนแรง เกือบจะพังทลายแล้ว ทุกคนในที่นี้ต่างตกตะลึง
“เป็นไปได้อย่างไรกัน วิชาค่ายกลของเจ้าสวะนี่ร้ายกาจขนาดนี้!”
คนอื่นดูไม่เข้าใจ แต่เหล่าศิษย์ห้องสามนั้นกลับมองออกอย่างชัดเจนว่าวิชาค่ายกลของซงหลิงนั้นร้ายกาจยิ่งนัก
นี่เป็นวิชาค่ายกลทรายเคลื่อนเจ็ดวิบัติ วิชาค่ายกลสังหารคนจริง ๆ ในสายตาของซงหลิงนั้นเหมือนกับเด็กเล่นอยู่เรือน
คนที่ดูอยู่ถึงกับรู้สึกผิดเพี้ยนว่า พวกเขากำลังเล่นสนุกอยู่กันแน่หรือ?
“พวกเจ้ารีบดูสิ เขากำลังทำอะไรอยู่!”
ซงหลิงทำลายค่ายกลไปพลาง มือก็ปรากฏธงค่ายกลยาวหนึ่งฉื่อกว่า ๆ ขึ้นมาแล้วปักลงบนพื้นอย่างกะทันหัน
สนามฝึกของห้องสามนั้นมีความพิเศษตรงที่พื้นนุ่มมาก จึงสะดวกในการปักธงค่ายกล
– โปรดติดตามตอนต่อไป –
1 อ้างอิงคัมภีร์ปากว้าของทางเต๋าเรียกว่า ฮวงจุ้ยแปดเรือน (八宅风水) หลักการคือแปดทวารเก้าดารา เป็นรูปแบบการใช้พลังงานธรรมชาติมาทำเป็นค่ายกลด้วยหลัก ใช้ความสัมพันธ์หยินหยาง กำหนดธาตุกับทักษาที่ส่งเสริมและขัดกันเพื่อพลังงานบางอย่างที่ต้องการ ในกรณีนี้เปิดทวารคุนก่อนแล้วไปเปิดทวารเฉียน เพื่อเปิดประตูฟ้าดิน แล้วเหยียทวารข่านที่เป็นจุดตายของค่ายกล