ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 132 ฆ่าทั้งหมด
หลิวอู๋เสียไม่ได้เป็นฝ่ายไปหาพวกเขาก่อน แต่พวกเขากลับเป็นฝ่ายบุกมาหาเอง นั่นช่วยประหยัดความยุ่งยากให้กับเขาไปได้มาก
หากไม่กำจัดเศษซากของตระกูลว่านให้สิ้นซาก อาจก่อปัญหาให้กับตระกูลสวีในอนาคต
ตัดวัชพืชไม่กำจัดราก ฤดูใบไม้ผลิลมพัดมันก็งอกงามอีกครั้ง หลิวอู๋เสียไม่ใช่คนใจดี การฝึกฝนก็คือการต่อต้านฟ้าดินอยู่แล้ว
“หลิวอู๋เสีย วันนี้คือวันตายของเจ้า จงยอมจำนนเสียดี ๆ เถอะ จะได้ไม่ต้องทรมาน!”
ศิษย์อีกคนของตระกูลเถียนก้าวออกมา ต้องการให้หลิวอู๋เสียยอมจำนน พวกเขามีกันตั้งสิบคน หลิวอู๋เสียไม่มีทางรอดอย่างแน่นอน
ถึงผู้อาวุโสกู่ที่อยู่ในถ้ำเพลิงตะวันต้องการหยุดยั้งก็คงไม่ทันการเสียแล้ว นอกจากพวกเขาสิบคนแล้ว บริเวณโดยรอบก็ไม่มีใครอื่นอีก
ต่อให้ฆ่าคนพวกนี้ สำนักศึกษาจักรวรรดิก็คงไม่มีใครล่วงรู้
“อยากฆ่าข้ารึ? ถ้ามีความสามารถก็ตามมาสิ!”
หลิวอู๋เสียไม่ต้องการฆ่าคนในที่แห่งนี้ เขาพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว พุ่งตรงไปยังภูเขาด้านหลัง พวกว่านจั๋วหรานรีบติดตามไปอย่างรวดเร็ว
พวกเขามีความคิดเหมือนกับหลิวอู๋เสีย ต้องการออกไปจากเขตของสำนักศึกษาจักรวรรดิ แล้วค่อยฆ่าหลิวอู๋เสีย
หลิวอู๋เสียจงใจชะลอความเร็วลง ด้วยเพลงเท้าเจ็ดดาราในระดับปัจจุบันของเขา แม้แต่ระดับพลังชำระไขกระดูกทั่วไปก็ยังไล่ตามไม่ทัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับพลังกำเนิดฟ้าพวกนี้
หลังจากพุ่งทะยานผ่านป่าทึบมาเป็นเวลาครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็ออกจากเขตของสำนักศึกษาจักรวรรดิ ด้านหน้าปรากฏพื้นที่ว่างเปล่า โดยปกติแล้วจะไม่มีใครมาที่นี่
หลิวอู๋เสียหยุดร่างของเขาลง พวกว่านจั๋วหรานล้อมรอบหลิวอู๋เสียไว้ตรงกลางอย่างรู้งาน
“ที่นี่ฮวงจุ้ยดีทีเดียว เหมาะจะเป็นที่ฝังศพของเจ้า!”
เถียนอี้หัวเราะเยาะ หลังจากฆ่าหลิวอู๋เสียได้แล้ว พวกเขาก็จะเอาใจตระกูลเซวีย ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ หากให้เวลาพวกเขาสองสามสิบปี สองตระกูลใหญ่ก็จะกลับมามีอำนาจอีกครั้ง
คนอื่น ๆ ต่างพากันหัวเราะเยาะเย้ย หลิวอู๋เสียวิ่งมาที่นี่เอง เท่ากับเป็นการประหยัดเวลาให้กับพวกเขา
“เจ้าพูดถูก ที่นี่ฮวงจุ้ยดีมาก น่าเสียดาย พวกเจ้าไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะได้ตายที่นี่”
ภายในดวงตาของหลิวอู๋เสียพลันปรากฏจิตสังหารอันไร้ขอบเขต ต้องการฆ่าพวกเขาให้ไม่เหลือแม้แต่ศพ ร่างของเขาพุ่งทะยานออกไปในทันที
“ลงมือ!”
ไม่พูดพร่ำทำเพลง ทั้งสิบคนต่างพากันลงมือ คิดกำจัดอีกฝ่ายให้สิ้นซากให้เร็วที่สุด พูดมากไปก็เปลืองน้ำลาย
หลิวอู๋เสียฟันดาบสั้นในมือลงมาจากกลางอากาศ พลังดาบอันน่าสะพรึงกลัวก่อตัวเป็นม่านแสง กักขังทั้งสิบคนไว้ภายใน
“แย่แล้ว!”
ว่านจั๋วหรานร้องเสียงหลงด้วยความหวาดกลัว ไม่คิดว่าความแข็งแกร่งของหลิวอู๋เสียจะสูงส่งถึงระดับนี้
เขายังจำได้ดี เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ณ สนามประลองของตระกูลว่าน หลิวอู๋เสียในตอนนั้นอ่อนแอราวกับมดปลวก สามารถบีบให้ตายได้อย่างง่ายดาย
ถ้าไม่ใช่ปรมาจารย์ฮั่วออกหน้าช่วยเหลือ เขาคงตายไปแล้ว
ไม่คิดว่าหลิวอู๋เสียในวันนี้จะแข็งแกร่งจนเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะมองด้วยซ้ำ
เถียนอี้ไม่เคยเห็นหลิวอู๋เสียมาก่อน เขาจึงไม่ค่อยรู้จักหลิวอู๋เสียเท่าไหร่ เขาได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับหลิวอู๋เสียมากมาย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องคนไร้ค่าและเรื่องที่ใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย
มดปลวกที่ครั้งหนึ่งพวกเขาดูถูก เพียงแค่สองเดือน เติบโตจนถึงระดับที่พวกเขาไม่สามารถเอื้อมถึงได้ หากเป็นคนอื่นก็คงยอมรับไม่ได้เช่นกัน
ไม่รอให้พวกเขาได้คิดมาก หลิวอู๋เสียใช้ดาบสั้นเหมือนเคียวยมทูต เริ่มเก็บเกี่ยวชีวิตของพวกเขา
“ฉึก ฉึก ฉึก…”
เลือดสีแดงฉานพุ่งกระเซ็นเป็นสาย ดาบสั้นเพียงเล่มเดียว กรีดเฉือนลำคอของทั้งห้าคนจนขาดสะบั้น
เรื่องราวยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ ในขณะที่ลำคอถูกกรีด ร่างของพวกเขากลับเหี่ยวแห้งลงอย่างรวดเร็ว ถูกหลิวอู๋เสียกลืนกินจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงหนังหุ้มกระดูก
วิธีการฆ่าที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ทำให้พวกว่านจั๋วหรานตกใจกลัวจนวิญญาณหลุดออกจากร่าง อยากจะหันหลังกลับและวิ่งหนี
ทว่าขาของพวกเขากลับเหมือนถูกตอกตรึงไว้กับที่ ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ พวกเขาถูกหลิวอู๋เสียทำให้หวาดกลัวจนสิ้นสติ
“เจ้ามันปีศาจร้าย!”
เพียงแค่ประสานสายตา ห้าชีวิตก็ต้องดับสูญ เซวียผิ่นจือไม่ได้บอกพวกเขาหรือว่าเด็กหนุ่มคนนี้มีพลังยุทธ์เพียงกำเนิดฟ้าขั้นห้า พวกเขาทั้งสิบคน แม้แต่คนที่อ่อนแอที่สุดก็ยังมีพลังยุทธ์ถึงกำเนิดฟ้าขั้นหก
ในบรรดาพวกเขาทั้งหมด มีห้าคนที่บรรลุระดับพลังกำเนิดฟ้าขั้นเจ็ด และอีกสามคนไปไกลถึงระดับพลังกำเนิดฟ้าขั้นเก้า แต่กลับถูกหลิวอู๋เสียฆ่าอย่างไร้ความปรานี ราวกับสุนัขดี ๆ นี่เอง
“พวกคนกระจอก ยังกล้ามาหาเรื่องข้า วันนี้ข้าจะฆ่าพวกเจ้าให้หมดสิ้น ปล่อยให้ตระกูลว่านและตระกูลเถียนหายไปจากโลกนี้ซะ!”
ดาบสั้นในมือของหลิวอู๋เสียยังคงมีหยดเลือดไหลลงมา คำพูดทุกคำราวกับมีมนตร์สะกด ทำให้ว่านจั๋วหรานตัวสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
คนที่เหลืออีกห้าคนก้าวถอยหลัง พวกเขากลัวมาก วิธีการฆ่าคนของหลิวอู๋เสียน่ากลัวเกินไป
เพียงแค่ฟันดาบลงไป ร่างของทั้งห้าคนก็หายวับไป เหลือไว้เพียงหนังหุ้มกระดูก แม้แต่สำนักศึกษาจะสืบหาข่าวการหายตัวไปของพวกเขาก็คงไม่พบเบาะแสใด ๆ
“เถียนอี้ เร็ว! ใช้อาวุธวิญญาณของพวกเรา!”
แววตาของว่านจั๋วหรานเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง เขาตัดสินใจที่จะตายไปพร้อมกับหลิวอู๋เสีย
ทันใดนั้น!
ในมือของเขาและเถียนอี้ปรากฏอาวุธวิญญาณขึ้นมาสองเล่ม ในวันนั้นเซวียอวี้ก็ใช้อาวุธวิญญาณเช่นกัน
ส่วนดาบสั้นในมือของหลิวอู๋เสียเป็นเพียงอาวุธธรรมดา ไม่นับเป็นอาวุธวิญญาณแต่อย่างใด
วันนั้นที่ต่อสู้กับเซวียฉางชิง กระบี่ยาวในมือของเขาก็เป็นอาวุธวิญญาณ หลิวอู๋เสียเกือบจะเสียเปรียบ
พลังอันน่าสะพรึงกลัวของอาวุธวิญญาณพุ่งเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง
“อาวุธวิญญาณเช่นนี้ เมื่ออยู่ในมือของพวกเจ้า มันช่างน่าเสียดายยิ่งนัก!”
แม้พวกเขาจะงัดอาวุธวิญญาณออกมา หลิวอู๋เสียก็ไม่ได้เกรงกลัว
เพียงพลังจิตอย่างเดียวก็สามารถฆ่าพวกเขาได้อย่างง่ายดาย ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธด้วยซ้ำ
ถ้าหากอาวุธวิญญาณเหล่านี้สามารถขายออกไปได้ ก็คงจะแลกเป็นเหรียญทองได้ไม่น้อย นำไปแลกเปลี่ยนเป็นแต้มศึกษา เพื่อความสะดวกในการฝึกฝนในสำนักศึกษาต่อไป
“ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงอีกแล้ว ลงมือ!”
เถียนอี้ตะโกนเสียงเย็นชา กระบี่ยาวอาวุธวิญญาณในมือแปรเปลี่ยนเป็นเงากระบี่อันน่าสะพรึงกลัวมากมาย นี่คือความน่าเกรงขามของอาวุธวิญญาณ สามารถเพิ่มพลังปราณแท้ได้
พลังปราณแท้ที่ไหลเข้าไปในอาวุธธรรมดาจะถูกแยกออกจากกันในทันที
ที่ผ่านมา หลิวอู๋เสียไม่ค่อยได้ใช้พลังปราณแท้ฆ่าคน อาศัยเพียงความเร็วและวิชาดาบอันแปลกประหลาดก็ปลิดชีวิตได้อย่างง่ายดาย
“ดูเหมือนว่าต้องรีบยกระดับของดาบสั้นแล้ว!”
หลิวอู๋เสียพูดพึมพำกับตัวเอง ทรัพยากรในเมืองชางหลันมีจำกัดแตกต่างจากเมืองหลวง วัสดุที่ใช้ในการหลอมสร้างอาวุธวิญญาณไม่ได้หายาก ขอเพียงมีหินวิญญาณเพียงพอก็ซื้อหาได้
อย่างแรก คือขอให้ปรมาจารย์หลอมอาวุธของสำนักศึกษาช่วยหลอมสร้างให้ ซึ่งก็ต้องใช้แต้มศึกษาเช่นกัน
อย่างที่สอง คืออาศัยห้องหลอมอาวุธของสำนักศึกษา หลอมอาวุธขึ้นมาเอง ซึ่งจะใช้แต้มศึกษาค่อนข้างน้อย
หากไม่เข้าใจคุณสมบัติธาตุไฟก็ไม่สามารถหลอมสร้างเองได้ เก้าในสิบของศิษย์ล้วนต้องผ่านมือปรมาจารย์หลอมอาวุธ
อาวุธวิญญาณสองชิ้นนี้น่าจะเป็นคนของตระกูลเซวียจัดหามาให้ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาลงทุนมหาศาลเพื่อฆ่าหลิวอู๋เสีย
อาวุธวิญญาณยังไม่ทันเข้าใกล้ หลิวอู๋เสียก็หายตัวไปอีกครั้ง พวกเขาไม่สามารถจับร่องรอยการเคลื่อนไหวของหลิวอู๋เสียได้เลย
“ตายซะ!”
หลิวอู๋เสียไม่ต้องการเสียเวลาต่อสู้กับพวกเขาอีกต่อไป ดาบสั้นแปรเปลี่ยนเป็นเงาห้าสาย พุ่งโจมตีไปยังคนทั้งห้าในคราเดียว
“ฉึก ฉึก ฉึก…”
ร่างของคนทั้งห้าชะงักค้างอยู่กับที่ แม้จะเป็นถึงระดับพลังชำระวิญญาณ แต่เบื้องหน้าเขาก็ไม่ต่างอะไรกับขยะ
ร่างของพวกเขาเหี่ยวแห้งลงทีละน้อย เพียงแค่ปะทะกันไม่ถึงสองกระบวนท่า คนทั้งสิบก็ตายเรียบ
“ข้าไม่ยอม!”
ก่อนสิ้นใจ ว่านจั๋วหรานส่งเสียงกรีดร้องอย่างน่าเวทนา
เสียงกรีดร้องเงียบหายไปในไม่ช้า ร่างกายหายไป กลายเป็นเพียงหนังมนุษย์แผ่นหนึ่งร่วงหล่นลงบนพื้น
หลังจากจัดการทุกคนเสร็จแล้ว หลิวอู๋เสียก็คว้าแหวนเก็บของของพวกเขามา จากนั้นก็สะบัดมือเบา ๆ เกล็ดน้ำแข็งสีขาวปกคลุมบนหนังมนุษย์ทั้งสิบแผ่น
ลมพัดแผ่วเบา หนังมนุษย์เหล่านั้นก็ค่อย ๆ สลายไป กลายเป็นเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับไม่ถ้วน ก่อนจะกระจายไปในอากาศ
หลิวอู๋เสียจัดเรียงถุงเก็บของที่ได้มา แต่ละใบมีมูลค่าหนึ่งแสนเหรียญทอง ครั้งนี้ถือว่าร่ำรวยแล้ว
ส่วนหินวิญญาณนั้นได้มาน้อยมาก หลังจากค้นตัวคนทั้งสิบแล้ว ก็ได้มาเพียงสองร้อยกว่าก้อน พวกเขาช่างยากจนจริง ๆ
คิดไปคิดมาก็ไม่แปลก พวกเขาเป็นแค่ศิษย์อักษรดิน ทรัพยากรที่ได้รับในแต่ละเดือนก็น้อยนิด ยิ่งว่านจั๋วหรานกับเถียนอี้ที่สูญเสียความช่วยเหลือจากครอบครัว ยิ่งได้รับทรัพยากรน้อยลงไปอีก
ปกติทุกเดือน ครอบครัวจะมอบเหรียญทองจำนวนมากให้พวกเขาใช้ แต่เดือนนี้พวกเขากลับไม่ได้รับความช่วยเหลือใด ๆ จากครอบครัว
หนึ่งแสนเหรียญทองสามารถแลกเปลี่ยนเป็นหนึ่งแต้มศึกษา ถุงเก็บของสิบใบ รวมกับที่ได้มาก่อนหน้านี้แปดใบ หากขายออกไปทั้งหมด จะได้หนึ่งล้านแปดแสนเหรียญทอง
หากนำไปแลกเปลี่ยนทั้งหมด หลิวอู๋เสียจะได้แต้มศึกษามากกว่าหนึ่งร้อยแต้มศึกษา ก็จะสามารถนำไปใช้หนี้หลี่เซิงเซิงได้
ครั้งที่แล้วที่โถงอาหาร เขาได้ยืมแต้มศึกษาจากหลี่เซิงเซิงมาห้าสิบแต้มเพื่อจัดการกับพวกหูจี้หัว เขายังไม่ได้ใช้คืนเลย
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หลิวอู๋เสียจึงมุ่งหน้ากลับไปยังสำนักศึกษา
ใกล้ถึงวันปีใหม่เข้ามาทุกที เหล่าศิษย์ที่ออกเดินทางท่องเที่ยวหรือฝึกฝนต่างก็รีบกลับมายังสำนักศึกษาเพื่อเฉลิมฉลองปีใหม่
ทุกสิ้นปีที่สำนักศึกษาจักรวรรดิจะมีงานเลี้ยงยิ่งใหญ่ที่ศิษย์ทุกคนต้องเข้าร่วม เป็นโอกาสให้แต่ละชั้นเรียนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
กล่าวให้ตรงไปตรงมาคือเป็นการประเมินผลการฝึกฝนของปีนั้น ๆ
ปีนี้หลิวอู๋เสียเพิ่งเข้าเรียน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จึงไม่เกี่ยวข้องกับเขาเท่าใดนัก เป็นเรื่องของศิษย์เก่ามากกว่า
สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือขายถุงเก็บของเหล่านี้เพื่อแลกเป็นแต้มศึกษา
เขาต้องใช้แต้มจำนวนมากเพื่อเข้าห้องหลอมอาวุธ แลกทรัพยากรและหลอมดาบสั้น
การหลอมโอสถและอื่น ๆ ก็ล้วนต้องใช้แต้มศึกษาทั้งสิ้น
โอสถหยวนหยางและโอสถวิญญาณฟ้าที่เขามีติดตัวก็ถูกใช้จนหมดแล้ว หากไม่มีโอสถ การบ่มเพาะพลังก็จะช้าลง แม้ว่าจะเหลือเวลาอีกหนึ่งปีกว่าจะถึงกำหนด แต่สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว เวลานั้นช่างผ่านไปรวดเร็ว
ตระกูลเซวียถือว่าเขาเป็นเสี้ยนหนาม เป็นหนามยอกอก คงไม่มีทางปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่เกินหนึ่งปีเป็นแน่
ช่วงเวลาต่อจากนี้ พวกเขาต้องหาทางเล่นงานเขาอย่างไม่หยุดหย่อน เขาต้องเพิ่มพลังยุทธ์ไปถึงระดับพลังชำระวิญญาณให้ได้ จึงจะถือว่ามีพลังป้องกันตัวเองได้อย่างแท้จริง
เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นสูงถึงจะสามารถทำอันตรายเขาได้
ด้วยฐานะของผู้ที่อยู่ในระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นสูงแล้ว พวกเขาคงไม่ลงมือกับเขาในตอนนี้ จึงยังถือว่าเป็นช่วงเวลาที่พอมีลมหายใจอยู่ได้
เมื่อถึงวันนั้น ตระกูลเซวียจะฆ่าเขาโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา
หลิวอู๋เสียเดินตามทางขึ้นเขากลับมายังที่เขตสำนักศึกษา พบผู้คนมากมายบนถนน แต่ส่วนใหญ่เขาไม่รู้จัก
เมื่อกลับมาถึงเรือน เขาก็ตรวจสอบระดับพลังของซงหลิง พบว่าในเวลาเพียงสิบวัน พลังของซงหลิงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตอนนี้อยู่ในระดับพลังสั่งสมฟ้าขั้นเก้าแล้ว
ที่ผ่านมาซงหลิงคงเกียจคร้านเกินไป ใช้ชีวิตอยู่แต่ในเมืองชางหลันอย่างสุขสบาย ได้รับการคุ้มครองจากตระกูล จึงไม่ค่อยได้ฝึกฝนเท่าใดนัก
เรื่องที่เกิดขึ้นครั้งก่อนส่งผลกระทบต่อเขาอย่างมาก หากไม่ฝึกฝนตัวเอง ต่อไปก็จะถูกคนอื่นรังแกอยู่ร่ำไป
“พี่ใหญ่ ท่านพ่อให้คนนำมาให้ ท่านบอกว่าไม่สามารถมาขอบคุณพี่ใหญ่ด้วยตัวเองได้ จึงได้แต่ฝากสิ่งของเหล่านี้มาแทน หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับพี่ใหญ่บ้าง”
นับตั้งแต่วันนั้นที่ถอนตัวจากชั้นเรียน ซงหลิงก็ส่งจดหมายเหยี่ยวกลับไปยังตระกูล เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสำนักศึกษา
ซงเทียนหาวรีบจัดสรรทรัพยากรทันที ส่งคนนำสมุนไพรล้ำค่ามากมายมาให้โดยด่วน
ข่าวที่ว่าหลิวอู๋เสียเป็นปรมาจารย์หลอมโอสถแห่งหอตันเป่าแพร่สะพัดไปทั่วเมืองชางหลันแล้ว สิ่งที่ตระกูลซงพอจะช่วยเขาได้ก็มีเพียงเท่านี้
หลิวอู๋เสียรู้ดีถึงความคิดของซงเทียนหาว การส่งสมุนไพรเหล่านี้มาให้ก็เพื่อให้เขาหลอมโอสถ
เมื่อหลอมโอสถสำเร็จแล้ว จะไม่แบ่งโอสถให้ซงหลิงได้อย่างไร อย่างน้อยก็ต้องแบ่งให้เขาครึ่งหนึ่ง เพราะสมุนไพรเป็นของที่ซงเทียนหาวจัดหามาให้
ที่บอกว่ามอบให้หลิวอู๋เสีย แท้จริงแล้วก็เพื่อช่วยเหลือบุตรชายของตัวเอง ในฐานะบิดาช่างเพียรพยายามเสียจริง
– โปรดติดตามตอนต่อไป –