ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 152 ทำลายแขนเจ้าทั้งสองข้าง
หลี่เซิงเซิงและคนอื่น ๆ เลิกพูด พวกเขามองไปที่หลิวอู๋เสีย ราวกับรอคำสั่งจากเขา
ศิษย์ห้องหกเดินตามหลังซานฉง พวกเขาหัวเราะชั่วร้าย ได้ยินมานานแล้วว่ามีอัจฉริยะปรากฏตัวขึ้นในชั้นเรียนระดับสูงห้องเจ็ด วันนี้ได้เห็นกับตาก็ไม่เท่าไหร่
หลิวอู๋เสียซ่อนระดับพลังยุทธ์ของเขาไว้ที่ระดับพลังกำเนิดฟ้าขั้นแปด ดูธรรมดาสามัญ ไม่อาจเทียบกับพวกหลี่เซิงเซิงได้ด้วยซ้ำ
มีคนไม่มากที่รู้ถึงพลังต่อสู้ที่แท้จริงของเขา
เรื่องที่เขาฆ่าลูกน้องสองคนของจี้หยางด้วยดาบเดียวเพิ่งแพร่กระจายในวงแคบ หลายคนยังไม่รู้เรื่องนี้
“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะลงมือ?”
หลิวอู๋เสียไม่อยากยุ่งเรื่องวุ่นวาย เขาตั้งใจที่จะมาเข้าร่วม เพียงแค่อยากเห็นด้วยตาตัวเอง ฟังด้วยหูตัวเอง ไม่อยากโดดเด่นมากนัก
หากอีกฝ่ายก้าวร้าว เขาก็ไม่รังเกียจที่จะลงโทษเล็กน้อย ถือเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ขัดขวางผู้ที่มีเจตนาชั่วร้าย
“เจ้าทำให้ฟันของข้าหักสองซี่ ข้าจะทำลายแขนทั้งสองข้างของเจ้า นี่ยุติธรรมดีแล้ว!”
ซานฉงยืนอยู่ห่างจากหลิวอู๋เสียห้าก้าว ดาบยาวในมือปล่อยเปลวไฟออกมาเป็นกลุ่ม ธาตุไฟที่น่ากลัวแผ่กระจายไปทั่ว ดูเหมือนว่าคนผู้นี้จะเป็นคนโหดเหี้ยม
“ทำลายพลังยุทธ์ของมันซะ ให้มันกลายเป็นแค่สุนัขไปตลอดชีวิต!”
ศิษย์ห้องหกพากันส่งเสียงโห่ร้อง พวกเขาต้องการทำลายพลังยุทธ์ของหลิวอู๋เสีย ไม่ใช่แค่ตัดแขนทั้งสองข้างของเขาง่าย ๆ
ทุกคนจ้องมองหลิวอู๋เสียราวกับกำลังมองดูคนตาย ใบหน้าเต็มไปด้วยความเยาะเย้ย ไม่คิดว่าเจ้าหนูนี่จะวิ่งมาหาที่ตายเอง
คนของชั้นเรียนระดับสูงห้องสามอยู่ไม่ไกล ทุกคนเต็มไปความเกลียดชัง เรื่องราวในวันนั้นสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง
หลังจากนั้นห้องสามก็ตกต่ำลงอย่างมาก อัจฉริยะพากันตายไปเกือบหมด เหลือแค่คนไร้ค่า ไม่อาจขึ้นเวทีประลองได้
“เจ้าหนูได้ยินหรือไม่? พวกเขาต้องการให้เจ้าเป็นแค่สุนัขตัวหนึ่ง!”
ซานฉงหัวเราะเยาะเย้ย ดาบยาวในมือฟาดฟันลงมาอย่างกะทันหัน เสียงแหวกอากาศรุนแรงฉีกกระชากความว่างเปล่า คมดาบปรากฏขึ้นต่อหน้าหลิวอู๋เสีย
ลงมือโดยไม่ลังเล ไม่ให้โอกาสหลิวอู๋เสียได้ตอบโต้ ช่างเป็นคนโหดเหี้ยมแท้จริง!
“มดปลวกตัวน้อย กล้าดีอย่างไรถึงพูดจาโอหัง!”
หลิวอู๋เสียไม่อยากเสียเวลาพูดมาก ดาบสั้นในมือสะบัดขึ้นกลายเป็นภาพติดตา ไม่มีใครสังเกตเห็นวิถีดาบของหลิวอู๋เสีย
ในขณะที่ชักดาบออกมานั้น อากาศโดยรอบก็หยุดนิ่งสนิท ราวกับถูกดูดออกไปจนหมด
ผู้ใดกันที่มีความสามารถควบคุมกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน? มีเพียงหลิวอู๋เสียเท่านั้น เขาเข้าใจถึงความเป็นหนึ่งเดียวของฟ้าดินมานานแล้ว สิ่งที่ขาดก็แค่พลังยุทธ์เท่านั้น
ไม่จำเป็นต้องใช้ม่านตาภูต ดาบสั้นฟาดฟันลงมาอย่างรุนแรง
ฉากประหลาดปรากฏขึ้น พลังดาบของซานฉงแตกเป็นเสี่ยง ๆ กระจัดกระจาย พลังดาบทนแรงกดดันจากเจตจำนงดาบของหลิวอู๋เสียไม่ไหว
เจตจำนงดาบน่าสะพรึงกลัวราวกับกรงขังฟ้าดินกักขังร่างกายของซานฉงเอาไว้ ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ทำได้เพียงยืนอยู่กับที่
ชั่วขณะนี้เอง!
ซานฉงตระหนักถึงวิกฤติความตาย ดวงตาเผยให้เห็นความหวาดกลัวออกมา
คนภายนอกไม่อาจสัมผัสได้ มีเพียงซานฉงเท่านั้นที่รู้ชัดที่สุด หลิวอู๋เสียบดขยี้พลังโจมตีของเขาจนราบคาบ
“ธาตุไฟไม่เลว ข้าจะดูดซับมันเอง!”
ติ่งเทพสูบกลืนสวรรค์เคลื่อนไหวอย่างเงียบ ๆ พลังธาตุไฟโดยรอบหายไปจนหมด หลอมรวมเข้ากับติ่งเทพก่อเกิดเป็นพลังงานใหม่ เติมเต็มลงในตันเถียนไท่หวง
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมซานฉงถึงไม่ขยับตัว?”
เหล่าศิษย์ห้องหกต่างไม่เข้าใจ ทั้งสองเพิ่งจะเริ่มต้นต่อสู้เท่านั้น ทำไมซานฉงถึงหยุดนิ่งเช่นนี้?
แม้แต่พลังดาบกลางอากาศก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับถูกกลืนกิน
เพียงเสี้ยววินาที หลิวอู๋เสียฟาดดาบสั้นลงมาอย่างไร้ซึ่งสัญญาณเตือน
“ฉับ!”
แขนทั้งสองข้างหล่นลงแนบลำตัวพร้อมกัน ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยองก้องไปทั่วทั้งผืนฟ้า
“อ๊าาาาา…”
ซานฉงคุกเข่าลงบนพื้น ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าที่เขาจะทันคิด ดาบสั้นของหลิวอู๋เสียปรากฏขึ้นบนแขนของเขาแล้ว
ราวกับว่าเขาเป็นฝ่ายพุ่งเข้าหาเอง ทุกคนต่างคิดเช่นนั้น ในโลกนี้จะมีเรื่องบังเอิญเช่นนี้ได้อย่างไร?
ความเงียบราวกับความตายปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทุกคนแทบจะลืมหายใจ
“เกิดอะไรขึ้น?”
เหล่าศิษย์ห้องหกต่างมองหน้ากันด้วยความงุนงง
“ซานฉงแพ้แล้ว แพ้อย่างราบคาบ!”
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นรอบทิศ ทุกคนไม่อยากจะเชื่อกับผลลัพธ์เช่นนี้ การต่อสู้ยังไม่ทันเริ่มต้นก็จบลงแล้ว
ยกเว้นบริเวณที่อยู่ไกลออกไปซึ่งไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น บริเวณโดยรอบในรัศมีหลายสิบหมี่ต่างเห็นเหตุการณ์ชัดเจน วิชาดาบของหลิวอู๋เสียนั้นลึกลับเกินไป
“น้องชาย เจ้าคิดว่ามีโอกาสฆ่ามันได้กี่ส่วน?”
ไป๋ฉยงนั่งอยู่ไม่ไกล เขาเป็นศิษย์อักษรลึกล้ำ อยู่ห่างจากจุดที่หลิวอู๋เสียยืนอยู่ประมาณสองร้อยหมี่ เขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน
“เจ็ดส่วน!”
ไป๋อวี่พูดอย่างมั่นใจ เพียงสามวันหลังจากเข้าร่วมสำนักศึกษาจักรวรรดิ เขาก็ประสบความสำเร็จในการทะลวงผ่านระดับพลังชำระวิญญาณขั้นสอง
ด้วยความช่วยเหลือจากพี่ชาย เขาเข้าฝึกฝนในห้องบ่มเพาะพลังหลายวัน และตอนนี้ก็ไต่ขึ้นสู่ระดับพลังชำระวิญญาณขั้นสองสูงสุดแล้ว
“ดี ข้าต้องการให้มันตายด้วยน้ำมือเจ้าในคืนนี้”
เมื่อนึกถึงวันที่หลิวอู๋เสียด่าเขาว่าเป็นคนโง่ ไป๋ฉยงก็โกรธจนกัดฟันกรอด เขาเป็นศิษย์อักษรลึกล้ำ แน่นอนว่าไม่สะดวกที่จะลงมือกับหลิวอู๋เสีย
“พี่ชายวางใจเถอะ คืนนี้มันเป็นของข้า ใครก็อย่าคิดแย่ง”
ไป๋อวี่เลียริมฝีปาก เขาไม่ได้รับสิทธิ์ฝึกฝนในถ้ำเพลิงตะวัน จึงเกลียดชังหลิวอู๋เสียเข้ากระดูกดำ
หลายพื้นที่ต่างส่งสายตาอาฆาตและความเกลียดชังมาที่หลิวอู๋เสียพร้อมกัน
งานเลี้ยงปลายปียังคงดำเนินต่อไปอีกยาวนาน หลิวอู๋เสียจะมีชีวิตรอดจนจบงานหรือไม่ ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่อาจทราบได้
“ที่นี่เป็นที่ของพวกเราชั้นเรียนระดับสูงห้องเจ็ด ใครกล้าก้าวเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว ฆ่าไร้เมตตา!”
ดาบสั้นในมือตวัดลงกะทันหัน เกิดเป็นรอยสีขาวขึ้นระหว่างห้องเจ็ดกับห้องหก
พื้นที่ของห้องเจ็ดไม่เพียงแต่ไม่ลดลง กลับขยายเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง แย่งพื้นที่ส่วนใหญ่ของห้องหกไป
ศิษย์ห้องหกโกรธจัดแต่ไม่กล้าพูดอะไร พวกเขาพ่ายแพ้ไปแล้ว ใครจะกล้าลงมือโดยพลการอีก?
แม้จะได้พื้นที่เพิ่มขึ้นมากมาย แต่ห้องเจ็ดก็มีเพียงสิบคน พวกเขานั่งอยู่ในพื้นที่กว้างขวาง เมื่อเทียบกับสถานที่จัดงานที่แออัดแล้ว ช่างดูโดดเด่นเกินไป
มองแวบเดียวก็รู้ว่าพื้นที่บริเวณนี้ว่างเปล่า
แม้แต่ชั้นเรียนระดับอัจฉริยะก็ยังเบียดเสียดกัน ไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้
“น่าโมโหชะมัด พวกเราไปสั่งสอนมันดีไหม!”
ศิษย์คนหนึ่งจากชั้นเรียนระดับอัจฉริยะลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ เมื่อรู้ว่าหลิวอู๋เสียปฏิเสธที่จะเข้าร่วมชั้นเรียนระดับอัจฉริยะ ไม่สนใจที่จะคบหากับพวกเขา เป็นการล่วงเกินคนเป็นจำนวนมากโดยปริยาย
“ไม่ต้องรีบร้อน พวกเรามีโอกาสอีกมาก!”
อวี๋อีฝานยิ้มเล็กน้อย บอกให้พวกเขาใจเย็น คืนนี้มีคนอยากกำจัดหลิวอู๋เสียมากมายนับไม่ถ้วน ยังไม่ถึงตาพวกเขา
เกรงว่าหลิวอู๋เสียจะตายตั้งแต่ยังไม่ทันถึงมือพวกเขาเสียอีก
ละครลิงจบลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครกล้าหาเรื่องชั้นเรียนระดับสูงห้องเจ็ดอีก อาจารย์ที่ปรึกษาหลายคนรีบรุดเข้ามา
“อาจารย์ที่ปรึกษา ท่านมาแล้ว”
กลิ่นสุรารุนแรงโชยมา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าจินเจี้ยนเฟิงมาถึงแล้ว
ทั้งตัวสกปรกมอมแมม เขานั่งลงบนพื้นอย่างไม่สนใจภาพลักษณ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาขั้นหนึ่ง ทุกคนต่างคุ้นเคยกับเรื่องนี้นานแล้ว ไม่ได้แปลกใจอะไรมากนัก
“ไม่ต้องเกรงใจ นั่งลงเถอะ!”
จินเจี้ยนเฟิงโบกมือให้ทุกคนเป็นกันเอง สองปีมานี้ เขาก็ไม่ได้ทำหน้าที่อาจารย์ที่ปรึกษาได้ดีนัก
ที่แปลกคือหลี่เซิงเซิงและคนอื่น ๆ ยังคงให้ความเคารพจินเจี้ยนเฟิงเสมอ
“ศิษย์น้อง เจ้าอาจยังไม่รู้ ถึงอาจารย์ที่ปรึกษาจินจะไม่ค่อยได้สั่งสอนพวกเรานัก แต่เรื่องปกป้องศิษย์นั้น ทั้งสำนักศึกษาต่างรู้กันดี ถ้าอาจารย์ที่ปรึกษาจินอยู่ที่นี่ ซานฉงคงกลายเป็นศพไปแล้ว”
หวังหยงห่าวขยับเข้ามาใกล้ ๆ แล้วพูดเบา ๆ
เรื่องนี้หลิวอู๋เสียรู้ดีอยู่แล้ว ครั้งที่แล้วที่กำจัดคนในชั้นเรียนระดับสูงห้องสามไปมากมาย ถ้าจินเจี้ยนเฟิงไม่ปรากฏตัว เรื่องคงวุ่นวายกว่านี้
“เจ้าหนู ไม่เลวเลย ข้าค่อนข้างชอบเจ้า!”
จินเจี้ยนเฟิงลืมตาที่ง่วงซึมขึ้น แล้วมองไปที่ใบหน้าของหลิวอู๋เสีย
ดวงตาสองคู่สบประสานกัน หลิวอู๋เสียหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวใจเต้นแรง “คนผู้นี้ช่างลึกลับนัก!”
นี่คือความรู้สึกแรกของหลิวอู๋เสีย จินเจี้ยนเฟิงไม่ธรรมดาอย่างที่เห็นแน่ ๆ ทำไมถึงยอมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาขั้นหนึ่ง ด้วยความสามารถของเขา การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชื่อดังก็ไม่ใช่เรื่องยาก
เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขาถึงกลายเป็นแบบนี้?
จินเจี้ยนเฟิงเผยรอยยิ้มมุมปาก เพียงแค่สบตากัน เขาก็เห็นอะไรหลายอย่างจากแววตาของอีกฝ่าย
เขาหยิบกาสุราขึ้นมาจรดปาก แล้วดื่มไปหลายอึก แววตาเปล่งประกายมากขึ้นเรื่อย ๆ
หลิวอู๋เสียโยนความคิดเหล่าทิ้งไปทันที ทุกคนย่อมมีความลับเป็นของตัวเอง
“งานเลี้ยงปลายปีใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว เหมือนเช่นทุกปี ขอให้ทุกคนแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างเต็มที่!”
หลังจากพูดทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคเดียว ผู้อาวุโสที่รับผิดชอบก็หายวับไปกับตา เริ่มกันแบบนี้เลย?
หลิวอู๋เสียขมวดคิ้ว นี่มันไม่รับผิดชอบเอาเสียเลย
ความจริงก็เป็นเช่นนี้ทุกปี ทุกคนมารวมตัวกัน ใครอยากทำอะไรก็ทำ สำนักศึกษาจะไม่เข้าไปก้าวก่าย
ไม่ว่าจะเป็นการประลองเพื่อจัดอันดับ หรือการประลองบนเวที ก็เหมือนเป็นงานชุมนุมแลกเปลี่ยนความรู้กัน
หลังจากพูดจบ เสียงดังระงมอึกทึก มีคนกระโดดขึ้นไปบนเวทีและเริ่มท้าทายกัน
ภายในสำนักศึกษาย่อมมีเรื่องบาดหมางกันเป็นการส่วนตัวระหว่างเหล่าศิษย์ นี่เป็นโอกาสอันดีในการสะสางแค้น
หลิวอู๋เสียไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก สายตามองไปรอบ ๆ
ตามหลักแล้วในงานเลี้ยงปลายปีเช่นนี้ สวีหลิงเสวี่ยก็น่าจะมาปรากฏตัวด้วย เหตุใดจึงไม่เห็นแม้แต่เงา?
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปกว่าชั่วยาม การท้าทายลดน้อยลงเรื่อย ๆ บรรยากาศทั่วทั้งงานอยู่ในความสงบ
กลายเป็นการแลกเปลี่ยนพูดคุยและแบ่งปันประสบการณ์การฝึกฝนส่วนตัว
วิธีการสอนแบบนี้ของสำนักศึกษาจักรวรรดิแปลกใหม่ไม่เหมือนใครจริง ๆ หลังจากการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันแล้ว ก็จะได้เรียนรู้ข้อดีและข้อเสียกันและกัน เป็นการชดเชยข้อบกพร่องของตัวเอง
“หลิวอู๋เสียแห่งชั้นเรียนระดับสูงห้องเจ็ด ข้าได้ยินมาว่าวิชาตัวเบาของเจ้าไม่ธรรมดา กล้าประลองเสาเดียวดายกับข้าหรือไม่!”
เสียงตะโกนก้องดังสนั่นฟ้า หลายคนที่กำลังสนทนากันอยู่ต้องหยุดชะงักและมองขึ้นไปยังที่สูง เห็นศิษย์คนหนึ่งจากชั้นเรียนระดับอัจฉริยะยืนขึ้น เขาต้องการท้าทายหลิวอู๋เสียแห่งชั้นเรียนระดับสูงห้องเจ็ด
“ในที่สุดก็เริ่มแล้วสินะ!”
หลิวอู๋เสียค่อย ๆ ยืนขึ้น มุมปากเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา คืนนี้ชะตาชีวิตของใครหลายคนคงถึงฆาต
บริเวณที่สูงที่สุดมีร่างของใครบางคนยืนขึ้น ดวงตาคู่สวยจ้องมองไปที่หลิวอู๋เสีย
เมื่อเห็นหลิวอู๋เสียเคลื่อนไหว ร่างบอบบางก็ขยับเล็กน้อย
แววตาเปล่งประกายความคาดหวัง แล้วยังมีความรู้สึกแปลกแฝงอยู่ คล้ายกับความดีใจที่ได้เจอญาติ
ข้าง ๆ หญิงสาวยังมีชายหนุ่มชุดสีขาวนั่งอยู่ สายตาจ้องมองไปยังเขตพื้นที่อักษรดินตามสายตาของหญิงสาว และหยุดลงที่ตัวหลิวอู๋เสีย
“ศิษย์น้องหญิงสวี เจ้าเป็นอะไรไป?”
ชายหนุ่มชุดสีขาวข้างถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่มีอะไร”
หญิงสาวกลับมานั่งที่เดิมอย่างไม่มีสมาธิ ชายหนุ่มชุดสีขาวมองหลิวอู๋เสียอย่างรวดเร็ว สายตาเริ่มซับซ้อน จากนั้นก็หันกลับมา
“ศิษย์น้องหญิงสวีรู้จักเขาหรือ?”
หากมีคนนอกอยู่ที่นี่ ต้องจำเขาได้แน่ ๆ เขาคือศิษย์เอกของรองอาจารย์ใหญ่ฉินลี่นามหวังเหยียนหลง ศิษย์อักษรฟ้า อายุยังน้อยก็บรรลุระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นสูงแล้ว
อาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาจักรวรรดินอกจากฟ่านเจินแล้ว ยังมีรองอาจารย์ใหญ่อีกสองคน ไป๋หลี่ชิงคนหนึ่ง และฉินลี่อีกคนหนึ่ง
ชายหนุ่มนัยน์ตาฉายแววเฉียบคมออกมา เขาพอรู้เกี่ยวกับเรื่องของสวีหลิงเสวี่ยมาบ้าง เรื่องเขยแต่งเข้าตระกูลสวีก็รู้กระจ่างดี
– โปรดติดตามตอนต่อไป –