ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 192 งุนงง
หลิวอู๋เสียเตรียมที่จะรวบรวมเปลวไฟทั้งหมดและวาดลายเซียน แม้ว่าจะต้องแลกด้วยการบาดเจ็บสาหัส เขาก็ต้องสังหารฉินลี่ให้จงได้
ทันใดนั้นก็มีบุคคลลึกลับขัดขวางพวกเขาเอาไว้ ทำได้เพียงหยุดการต่อสู้ แล้วหันไปมองบุคคลผู้นั้นพร้อมกัน
เมื่อเห็นบุคคลผู้นั้น ใบหน้าของหลิวอู๋เสียก็เผยความรู้สึกประหลาดใจ
“ในที่สุดข้าก็หาเจ้าพบแล้ว วางใจเถอะ ขอเพียงมีข้าอยู่ที่นี่ ไม่มีใครฆ่าเจ้าได้”
สิบวันที่แล้ว เฉินรั่วเยียนกลับไปยังเมืองหลวง สิ่งแรกที่ทำคือการสืบหาข้อมูลของหลิวอู๋เสีย
วันนี้นางเพิ่งออกจากวังหลวงและตรงไปยังสำนักศึกษาจักรวรรดิ โชคดีที่ยังมาทันเวลา
หากไม่มีหลิวอู๋เสียช่วยไว้ที่พรรคมังกรแดง นางคงตายด้วยน้ำมือของเฉียนคุนไปแล้ว
ที่เทือกเขาซีเหลียงก็เป็นหลิวอู๋เสียอีกครั้ง เขาเสี่ยงชีวิตช่วยนางออกมาจากถ้ำค้างคาว นางยังไม่มีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณสองครั้งนี้
เฉินรั่วเยียนเดินไปข้างกายหลิวอู๋เสีย ยืนชิดกันราวกับคู่รักที่สนิทสนม ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันตกตะลึง
สวีหลิงเสวี่ยผู้เดียวก็เพียงพอที่จะทำให้ชายนับไม่ถ้วนคลั่งไคล้ได้แล้ว
จู่ ๆ ก็มีหญิงงามที่งดงามไม่แพ้สวีหลิงเสวี่ยปรากฏตัวขึ้น หลิวอู๋เสียมีวาสนาอันใดกัน ถึงทำให้สองหญิงงามที่หาได้ยากบนโลกยอมออกหน้าปกป้องเขาเช่นนี้
“เจ้ามาได้อย่างไร?”
หลิวอู๋เสียเอามือลูบจมูกโดยไม่รู้ตัว ไม่คิดว่าองค์หญิงสามจะตามเขามาถึงที่นี่
“ข้ามาไม่ได้หรือไง?”
เฉินรั่วเยียนทำท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู ทั้งที่อายุมากกว่าหลิวอู๋เสียหลายปี แต่นางกลับดูเหมือนเด็กที่ยังไม่โต
ทันใดนั้นหลิวอู๋เสียก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่ร้อนแรงจ้องมองมาที่เขา หัวใจกระตุกขึ้นมาทันที สวีหลิงเสวี่ยกำลังจ้องมองเขาด้วยความโกรธ
เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าว พยายามรักษาระยะห่างจากเฉินรั่วเยียนเอาไว้ เพื่อไม่ให้สวีหลิงเสวี่ยเข้าใจผิด
เฉินรั่วเยียนจ้องมองไปที่ใบหน้าของสวีหลิงเสวี่ย ทั้งสองต่างตกตะลึงในความงามของกันและกัน บุคลิกที่สูงส่งของสวีหลิงเสวี่ยนั้นไม่มีใครเลียนแบบได้
ทั้งสองแผ่รัศมีที่แตกต่างกัน สวีหลิงเสวี่ยเปรียบเสมือนดอกกล้วยไม้ในหุบเขา ลึกลับ เย็นชา งดงามจนผู้คนไม่กล้ามองตรง ๆ ราวกับนางฟ้าจากสรวงสวรรค์
ส่วนเฉินรั่วเยียนนั้นเปรียบเสมือนดอกกุหลาบหนามที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวน หากเอื้อมมือไปเด็ด อาจถูกหนามแหลมคมบาดจนเลือดไหลได้
หญิงงามทั้งสองยืนอยู่ข้างกายของหลิวอู๋เสีย ผู้คนมากมายต่างพากันอิจฉา
“นางเป็นใคร!”
“นางเป็นใคร!”
หญิงงามทั้งสองถามขึ้นมาพร้อมกัน สวีหลิงเสวี่ยต้องการรู้ว่าเฉินรั่วเยียนเป็นใคร ส่วนเฉินรั่วเยียนก็อยากรู้ว่าสวีหลิงเสวี่ยเป็นใครเช่นกัน
ผู้หญิงมักมีความรู้สึกไวต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ตั้งแต่ที่เฉินรั่วเยียนปรากฏตัว สวีหลิงเสวี่ยก็รู้ได้ทันทีว่าทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาต่อกัน
เฉินรั่วเยียนเองก็เช่นกัน นางถามหลิวอู๋เสียด้วยท่าทางหยิ่งผยองราวกับนกยูงสง่างาม
หลิวอู๋เสียได้แต่กุมขมับ ไม่รู้ว่าจะอธิบายเช่นไรดี
“ผู้นี้คือองค์หญิงสามเฉินรั่วเยียนแห่งราชวงศ์ต้าเยี่ยน”
หลิวอู๋เสียฝืนแนะนำต่อไป เขาสัมผัสได้ถึงสายตาอาฆาตจากสวีหลิงเสวี่ย
แม้ว่าทั้งสองจะไม่ได้เป็นสามีภรรยากันอย่างแท้จริง แต่ก็มีชื่อเสียงในฐานะสามีภรรยา การปรากฏตัวของหญิงสาวคนหนึ่งในฐานะภรรยาจึงจำเป็นต้องเข้าใจสถานการณ์ให้ชัดเจน
“ที่แท้ก็คุณหนูเฉิน ยินดีที่ได้รู้จัก ยินดีที่ได้รู้จัก!”
สวีหลิงเสวี่ยประสานมือคำนับ ถือเป็นการทักทาย
เมื่อพูดจบ สวีหลิงเสวี่ยก็เดินไปหาหลิวอู๋เสีย นางเหยียดแขนอันงามสง่าออกไปคว้าแขนของหลิวอู๋เสียเอาไว้เบา ๆ ทุกคนรอบข้างแทบคลั่ง
ผู้คนมากมายพากันโอดครวญ สาวงามแสนวิเศษเช่นนี้กลับยอมโอบแขนมดปลวกตัวหนึ่ง ทำเอาเหล่าศิษย์อักษรฟ้าจำนวนมากต้องคลุ้มคลั่ง
คลุ้มคลั่ง!
คลุ้มคลั่งอย่างถึงที่สุด!
เฉินรั่วเยียนยืนตะลึงอยู่กับที่ สวีหลิงเสวี่ยทำเช่นนี้… นางถึงกับตั้งตัวไม่ทัน
“พี่ใหญ่หลิว ท่านไม่คิดจะแนะนำให้ข้ารู้จักหน่อยหรือว่าแม่นางผู้นี้เป็นใคร”
เห็นได้ชัดว่าอายุมากกว่าหลิวอู๋เสียหลายปี แต่นางกลับเรียกเขาว่าพี่ใหญ่ เฉินรั่วเยียนช่างออดอ้อนเสียจริง คนทั่วไปไม่มีบุญได้ลิ้มลองรสชาติเช่นนี้หรอก
หลังจากพูดจบ นางก็เข้าคว้าแขนอีกข้างของหลิวอู๋เสีย
ก่อนหลิวอู๋เสียจะเปิดปากแนะนำ สวีหลิงเสวี่ยก็พูดขึ้นก่อน “ข้าเป็นภรรยาของเขา เชิญคุณหนูเฉินไว้หน้าข้าด้วย!”
คำตอบนี้เกินความคาดหมายของทุกคน รวมถึงหลิวอู๋เสียด้วย
มึนงง!
ผู้ที่กำลังชมดูต่างมึนงงไปตามกัน
แขนของเฉินรั่วเยียนหยุดค้างอยู่กลางอากาศ ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี ในเมื่อนางได้สืบประวัติของหลิวอู๋เสียมาทั้งหมดแล้ว แน่นอนว่านางรู้ดีว่าหลิวอู๋เสียแต่งงานแล้ว เพียงไม่คิดว่าภรรยาจะงดงามเช่นนี้
ประกาศต่อหน้าธารกำนัลว่านางคือภรรยาของหลิวอู๋เสีย
ไป๋หลี่ชิงเหลือบมองสวีหลิงเสวี่ยอย่างรวดเร็ว ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับ ไม่ดูต่ออีก
“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นใคร เจ้าชื่อสวีหลิงเสวี่ย มีข้อตกลงแต่งงานกับพี่ใหญ่หลิวตั้งแต่เด็ก ในคืนแต่งงาน เจ้าเป็นฝ่ายไล่สามีออกจากห้องหอ จนเกือบตายอยู่ข้างนอก พวกเจ้าไม่ได้เป็นสามีภรรยากันอย่างแท้จริง มีเพียงชื่อในนามของสามีภรรยาเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่เด็กจนโต เจ้าก็ไม่เคยเห็นพี่ใหญ่หลิวอยู่ในสายตา สิ่งที่ข้าพูดมานี้ถูกต้องหรือไม่”
เฉินรั่วเยียนเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ นางสืบข้อมูลเหล่านี้มาอย่างละเอียด
“ในเมื่อรู้ว่าเขาเป็นสามีของข้า เช่นนั้นก็ขอให้คุณหนูเฉินรักษาระยะห่างเอาไว้ด้วย”
ไม่คิดเลยว่าสวีหลิงเสวี่ยที่ไม่ค่อยพูดค่อยจาจะมีมุมที่เฉียบคมเช่นนี้ หลิวอู๋เสียถึงกับประหลาดใจมาก
“ระหว่างพวกเจ้าทั้งสองก็ไม่ได้เป็นสามีภรรยากันจริง ๆ เสียหน่อย ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าก็เกลียดพี่ใหญ่หลิว งั้นเอาอย่างนี้ดีหรือไม่ เจ้ายกเขาให้ข้า”
คำพูดแบบนี้ก็กล้าพูดออกมา แถมยังพูดต่อหน้าคนมากมายอีก คงมีแต่เฉินรั่วเยียนเท่านั้นที่กล้าทำแบบนี้
นางเป็นถึงคุณหนู พูดคำพูดแบบนี้ออกมา แล้วต่อไปจะแต่งงานออกไปได้อย่างไร?
“หนึ่ง เรื่องระหว่างข้ากับเขา ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้เจ้าฟัง สอง เขาเป็นคน ไม่ใช่สิ่งของที่จะยกให้ใครก็ได้”
คำตอบของสวีหลิงเสวี่ย แม้ดูอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง แต่กลับทำให้เฉินรั่วเยียนไม่อาจโต้แย้งได้
ระหว่างพวกเขามีปัญหากันอย่างไร นั่นก็เป็นเรื่องของพวกเขา ไม่เกี่ยวข้องกับคนนอกอย่างนาง
เฉินรั่วเยียนกำลังจะอ้าปากพูด แต่ถูกหลิวอู๋เสียขัดจังหวะเสียก่อน “คุณหนูเฉิน ระหว่างเราก็คงจะเข้าใจผิดกันไปบ้าง หากไม่มีอะไรแล้ว ขอเชิญเจ้ากลับไปก่อนเถอะ”
หลิวอู๋เสียไม่อยากลากคนอื่นเข้ามายุ่งวุ่นวาย คำพูดนี้ออกมาถือว่าตัดความสัมพันธ์กับเฉินรั่วเยียนชัดเจน เป็นได้แค่เพียงสหายธรรมดา
“ยิ่งเจ้าไล่ข้า ข้ายิ่งไม่ไป”
เฉินรั่วเยียนเบะปากเล็ก ๆ อย่างขัดใจ นางยืนกอดอกอยู่ข้าง ๆ ตั้งแต่เล็กจนโต มีแต่คนอื่นที่คอยตามใจนาง ไม่เคยมีใครกล้าขัดใจนางมาก่อน
สวีหลิงเสวี่ยปล่อยแขนของหลิวอู๋เสียออก ยืนนิ่ง ๆ อยู่ด้านข้าง มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
บรรยากาศตึงเครียดขึ้นเล็กน้อย การปรากฏตัวขององค์หญิงสามทำให้สถานการณ์ที่ตึงเครียดอยู่แล้ว ยิ่งทวีความซับซ้อนมากขึ้นไปอีก
“องค์หญิงสาม โปรดหลีกไปด้วย ชายผู้นี้ฆ่าบุตรชายของข้า ข้าจะฆ่ามันเพื่อล้างแค้น”
ฉินลี่พยายามอดกลั้นไอสังหารเอาไว้ ฝ่ามืออาบไอสังหารยังคงก่อตัวขึ้น เขาจะไม่มีวันหยุดจนกว่าจะฆ่าหลิวอู๋เสีย
“ฉินเฒ่า นับจากนี้ข้าจะเป็นคนปกป้องเขา เจ้าลองแตะต้องเขาแม้แต่เส้นผมเส้นเดียวดูสิ”
เฉินรั่วเยียนโกรธจนแทบกระอักเลือด กำลังหาที่ระบายอารมณ์ พอดี ฉินลี่ก็โผล่หัวออกมา
ว่าจบก็ชักกระบี่ยาวออกมา ต่อสู้กับฉินลี่อย่างไม่คิดชีวิต หลิวอู๋เสียอยากจะห้ามก็สายเกินไปแล้ว
ไหนเลยฉินลี่จะกล้าสู้กลับ ได้แต่หลบอย่างเดียว ถูกเฉินรั่วเยียนบีบบังคับจนถอยร่นไม่หยุด
องค์หญิงสามเป็นที่รักขององค์จักรพรรดิยิ่งกว่าองค์ชายทั้งสอง หากใครกล้าทำร้ายเฉินรั่วเยียนแม้แต่น้อย ก็จะต้องเผชิญกับโทสะของราชวงศ์
“องค์หญิงสาม หากท่านไม่หยุด ข้าก็คงต้องล่วงเกินแล้ว”
ฉินลี่โกรธจนเลือดขึ้นหน้า จำใจต้องจับตัวองค์หญิงสามไว้ก่อน แล้วค่อยฆ่าหลิวอู๋เสีย
“ข้าไม่หยุด วันนี้หากเจ้ากล้าฆ่าเขา ข้าจะสู้ตายกับเจ้า”
เฉินรั่วเยียนใช้เพลงกระบี่ออกมา ราวกับสายลมพายุพัดผ่าน การออกไปฝึกฝนครั้งนี้ทำให้นางเติบโตขึ้นมาก พลังก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ทั้งสองคนต่อสู้กันอย่างดุเดือด ฉินลี่ทำได้เพียงหลบหลีก การโจมตีของเฉินรั่วเยียนนั้นไร้ความปรานี
หลิวอู๋เสียกับสวีหลิงเสวี่ยมองหน้ากัน ทั้งสองคนคาดไม่ถึงกับผลลัพธ์เช่นนี้
“ฉินลี่ ข้ารู้ว่าเจ้าอยากฆ่าข้ามาก งั้นเรามากำหนดวันกันดีหรือไม่ ทั้งสองฝ่ายลงนามในสัญญาเป็นตาย สู้จนกว่าอีกฝ่ายจะตายไปข้าง ถือว่ายุติ!”
หลิวอู๋เสียก้าวออกมาและตะโกนเสียงดัง ขัดจังหวะการต่อสู้ระหว่างฉินลี่กับเฉินรั่วเยียน
หากยังทะเลาะกันต่อไปก็จะไม่มีวันจบสิ้น ไม่มีใครได้ประโยชน์ กำหนดวันเวลาให้ชัดเจน ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันจนกว่าอีกฝ่ายจะตายไปข้าง
“เจ้าหนู เจ้าต้องการถ่วงเวลา!”
ฉินลี่โกรธมาก ถ้าไม่ใช่เพราะองค์หญิงสามปรากฏตัวขึ้น ตอนนี้เขาคงฆ่าหลิวอู๋เสียไปแล้ว
ความแค้นที่ฆ่าบุตรชาย ข้าไม่อยากรอแม้แต่วินาทีเดียว
ถ้าหากหลิวอู๋เสียกำหนดวันเป็นอนันต์เช่นนี้ ข้าคงไม่มีวันได้ฆ่ามันแน่
“อีกหนึ่งเดือนนับจากวันนี้ พบกันที่ลานประลองเป็นตายของสำนัก มีศิษย์มากมายเป็นพยาน ข้าเชื่อว่ารองอาจารย์ใหญ่ฉินคงไม่ปฏิเสธ”
หลิวอู๋เสียเผยรอยยิ้มที่มุมปาก หนึ่งเดือนนี้เพียงพอที่เขาจะทำอะไรได้หลายอย่าง แม้จะไม่อาจสังหารฉินลี่ได้ แต่โอกาสรอดก็มีมาก
หนึ่งเดือนนั้นว่านานก็นาน ว่าสั้นก็สั้น
ทุกคนต่างรู้เห็นถึงพรสวรรค์ในการฝึกฝนของหลิวอู๋เสีย ใครจะรู้ว่าอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า เขาจะเติบโตขึ้นอีกเพียงใด
เหล่าศิษย์ที่เข้าร่วมพร้อมกับเขายังคงดิ้นรนอยู่ในระดับพลังกำเนิดฟ้า แต่เขากลับก้าวล้ำนำหน้าไปไกลแล้ว
“รองอาจารย์ใหญ่ฉิน ท่านคงไม่ใจแคบถึงขั้นไม่ยอมให้เวลาศิษย์น้องหลิวหนึ่งเดือนหรอกนะ”
หลี่เซิงเซิงก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า ในเมื่อศิษย์น้องหลิวเปิดปากขอกำหนดเวลาหนึ่งเดือน แน่นอนว่าต้องมีแผนการอยู่ในใจ
อาจารย์ที่ปรึกษาหลายคนต่างจับจ้อง หลิวอู๋เสียได้ท้าประลองไปแล้ว ฉินลี่จะรับหรือไม่รับกัน?
หากไม่รับก็ดูจะใจแคบเกินไป เพราะอย่างไรเสียเขาก็อยู่ในตำแหน่งรองอาจารย์ใหญ่
แต่ถ้ารับ ก็อาจตกหลุมพรางของหลิวอู๋เสียก็เป็นได้
หากยังลงมือต่อไป เฉินรั่วเยียนคงไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่าย ๆ ทำให้ฉินลี่ลำบากใจยิ่งนัก
“สิบวัน ข้าให้เวลาเจ้าสิบวัน!”
ฉินลี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปรับเวลาเหลือสิบวัน เพื่อป้องกันไม่ให้หลิวอู๋เสียเล่นเล่ห์เหลี่ยมใด ๆ
“พวกเรายอมถอยคนละก้าว ยี่สิบวัน”
หลิวอู๋เสียครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง การฆ่ายอดฝีมือระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นเก้าต้องอาศัยความแข็งแกร่งเท่านั้น แล้วยังต้องใช้ชั้นเชิงอีกด้วย
ภายในยี่สิบวัน การจะทะลวงสู่ระดับพลังชำระไขกระดูกนั้นเป็นไปไม่ได้เลย
ขอเพียงเขาสามารถทะลวงสู่ระดับพลังชำระไขกระดูกได้ นอกจากยอดฝีมือระดับพลังแก่นวิสุทธิ์แล้ว ก็ไม่มีผู้ใดสามารถทำอะไรเขาได้อีก
“ตกลง ข้าจะให้เวลาเจ้ายี่สิบวัน!”
ฉินลี่ตอบตกลงตามเงื่อนไขของหลิวอู๋เสีย ยี่สิบวันหลังจากนี้ ณ ลานประลองเป็นตายแห่งสำนักศึกษา ผลแพ้ชนะคือความเป็นและความตาย
ศิษย์ต่อสู้กับรองอาจารย์ใหญ่ ไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้มาก่อนนับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักศึกษามา หลิวอู๋เสียได้ทำลายสถิติมากมายของสำนักศึกษาจักรวรรดิ
เรื่องวุ่นวายทั้งหมดก็จบลงในที่สุด!
ฉินลี่พาหวังเหยียนหลงจากไป เหล่าศิษย์ที่อยู่บริเวณโดยรอบก็แยกย้ายกันไป พวกเขากำลังพูดคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้
“กลับกันเถอะ ก่อนที่นางจะตำหนิเจ้าอีก”
หลิวอู๋เสียเดินไปหาสวีหลิงเสวี่ยแล้วพูดเบา ๆ
หลายวันมานี้ที่เขาเข้ามาที่สำนักศึกษาจักรวรรดิ เขาไม่ได้ไปหาสวีหลิงเสวี่ย ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยาก แต่เขาไม่อยากเห็นนางถูกไป๋หลี่ชิงตำหนิ
สวีหลิงเสวี่ยกัดริมฝีปากแน่น ทำท่าทางอยากพูดอะไรบางอย่าง ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากในเวลาเพียงไม่กี่เดือน หลิวอู๋เสียที่นางเห็นอยู่ในตอนนี้… ไม่ใช่คุณชายเสเพลคนเดิมอีกต่อไปแล้ว
“อีกไม่กี่วันข้าอาจจะกลับบ้าน เจ้าจะกลับเมื่อไหร่?”
สวีหลิงเสวี่ยเปิดปากถามในที่สุด หลายเดือนแล้วที่นางจากบ้านมา นางคิดถึงบ้านจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมพ่อแม่
– โปรดติดตามตอนต่อไป –