ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 194 ฉีกหน้ากาก
หลิวอู๋เสียยังมีภารกิจติดพัน ไม่ต้องการเสียเวลาไปมากกว่านี้
ดื่มสุราเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาคุยเรื่องสำคัญกันเสียที
“ขอเพียงเจ้าย้ายมาเข้าร่วมกับสำนักศึกษาเทียนมู่ พวกเราจะเลื่อนขั้นเจ้าเป็นศิษย์อักษรฟ้าและได้รับสิทธิพิเศษเทียบเท่ากับศิษย์หลักทันที”
ข้อเสนอนี้ช่างยิ่งใหญ่นัก ข้ามขั้นจากศิษย์อักษรลึกล้ำเป็นศิษย์อักษรฟ้าโดยตรง
ตอนนี้หลิวอู๋เสียกำลังต้องการทรัพยากรอย่างเร่งด่วน หากสำนักศึกษาเทียนมู่สนับสนุนทรัพยากรให้เขาเต็มที่ ภายในเวลาไม่เกินครึ่งปี เขาก็จะทะลวงสู่ระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นสูง
“เงื่อนไขของพวกท่าน ทำให้ข้ายากที่จะปฏิเสธจริง ๆ”
หลิวอู๋เสียลูบจมูก ริมฝีปากเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา
“นี่เป็นเพียงแค่การลงทุนเบื้องต้นเท่านั้น ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า มันไม่จบแค่นี้แน่ หวังว่าเจ้าจะพิจารณาให้ดี”
เมื่อเห็นท่าทางของหลิวอู๋เสียที่ดูเหมือนจะคล้อยตาม จางซู่ลี่จึงเสริมข้อเสนอเข้าไปอีก นี่เป็นเพียงแค่การลงทุนเบื้องต้น หากแสดงผลงานได้ดี ผลตอบแทนจะไม่จบเพียงเท่านี้
“ขอบคุณท่านรองอาจารย์ใหญ่จางที่มองเห็นคุณค่าในตัวข้า ข้าซาบซึ้งอย่างยิ่ง สุราที่ดื่มก็ใกล้จะหมดแล้ว ข้ายังมีธุระต้องไป ขอตัวลาตรงนี้เลยก็แล้วกัน”
หลิวอู๋เสียพูดจบก็ลุกขึ้นยืน ยกมือคารวะจางซู่ลี่ ไม่ได้ตอบตกลงแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ท่าทีของเขาได้บอกกับอีกฝ่ายแล้ว … ข้าขอรับน้ำใจของท่านไว้ แต่บางเรื่องข้าตอบตกลงได้ บางเรื่องข้าตอบตกลงไม่ได้
หากขาดแคลนทรัพยากร เขาสามารถหามาเองได้ แต่การทรยศสำนักศึกษาจักรวรรดิไม่อาจตอบตกลงได้ ความบาดหมางระหว่างเขากับฉินลี่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสำนักศึกษาจักรวรรดิ
เขาให้เกียรติจางซู่ลี่มากพอแล้ว ไม่ได้ปฏิเสธในทันทีและยังรับน้ำใจของอีกฝ่ายเอาไว้ด้วย ไม่ใช่เพราะหลิวอู๋เสียกลัวเขา แต่ไม่ต้องการก่อปัญหาที่ไม่จำเป็นให้เสียเวลาบ่มเพาะพลังของตัวเอง
ที่สำคัญที่สุด หลิวอู๋เสียไม่เคยทำอะไรตามคำสั่งของใคร หากวันนี้เขาตอบตกลงจางซู่ลี่ ในอนาคตที่สำนักศึกษาเทียนมู่ เขาก็จะต้องตกอยู่ภายใต้อาณัติของคนอื่น
รับของเขามาแล้วก็ต้องรู้จักตอบแทน หากแม้แต่เหตุผลตื้นเขินเช่นนี้ยังไม่เข้าใจ หลิวอู๋เสียก็คงใช้ชีวิตมาอย่างไร้ค่า
“หลิวอู๋เสีย เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากเจ้าก้าวขาออกจากห้องนี้ไป ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร?”
จางซู่ลี่ลุกขึ้นยืน สีหน้าที่เคยอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเยาะเย้ย
แม้แต่คำเรียกขานก็เปลี่ยนไป ท่าทีก็พลิกกลับราวกับท้องฟ้ากับผืนดิน
หลิวอู๋เสียหยุดฝีเท้าทันที เขาหันกลับมามองจางซู่ลี่ ดวงตาสองคู่สบประสานกัน ประกายไฟที่มองไม่เห็นปะทะกันกลางอากาศ ก่อเกิดเป็นระลอกคลื่นลูกแล้วลูกเล่า
ถ้วยชามบนโต๊ะส่งเสียงกระทบกันดังกึกกัก ไม่อาจต้านทานแรงกระแทกจากระลอกคลื่นได้
“ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร ข้ายินดีรับไว้เอง!”
พูดจบ เขาก็ก้าวเท้าจากไปอย่างไม่ลังเล
หลิวอู๋เสียผู้นี้ ยามกระทำสิ่งใดล้วนไม่เคยฝืนใจตัวเอง
ผู้ฝึกตนย่อมต้องทำตามเสียงเรียกร้องจากใจ
เพียงเพราะเขาปฏิเสธที่จะเข้าร่วมสำนักศึกษาเทียนมู่ อีกฝ่ายถึงกับคิดจะเล่นงานเขา เช่นนั้นสำนักศึกษาเทียนมู่ก็ช่างใจแคบเกินไป หลิวอู๋เสียไม่ได้ตัดสินใจผิดเลย
เมื่อเปิดประตูห้องส่วนตัวออก ด้านนอกยังคงมียอดฝีมือสองคนจากสำนักศึกษาเทียนมู่ยืนอยู่ พวกเขามองส่งหลิวอู๋เสียลงไปชั้นล่าง
“รองอาจารย์ใหญ่ เขายอมนับข้อเสนอหรือไม่ขอรับ?”
ยอดฝีมือสองคนเดินเข้ามาในห้องส่วนตัว ถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ลงมือตามแผนได้เลย คนที่พวกเราไม่ได้ตัวไป ก็ไม่อาจปล่อยให้มีชีวิตอยู่ได้”
จางซู่ลี่โบกมือ ส่งสัญญาณให้ทั้งสองไปทำภารกิจ
“ขอรับ!”
ทั้งสองคนรีบร้อนออกไป ประตูห้องส่วนตัวปิดลง
“ไอ้หนู อุตส่าห์ไว้หน้าให้แล้ว กลับไม่รับเอา เจ้าเป็นคนแรกที่กล้าปฏิเสธคำเชิญของข้า จางซู่ลี่ผู้นี้ เพราะฉะนั้น เจ้าต้องตาย”
…
หลิวอู๋เสียก้าวออกจากโรงเตี๊ยมชั้นเลิศโดยไม่รอช้า มุ่งหน้าไปยังหอตันเป่าโดยทันที เวลาของเขามีน้อยเต็มที
หากต้องการเอาชนะฉินลี่ในอีกยี่สิบวันข้างหน้า เขาต้องเตรียมตัวให้พร้อมอย่างที่สุด ไม่อาจเกิดข้อผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียวได้
เมื่อเดินมาได้ไม่ถึงร้อยหมี่ หลิวอู๋เสียก็หยุดฝีเท้าลง มุมปากเผยรอยยิ้มเยาะ
“นี่คือวิธีการจัดเรื่องของสำนักศึกษาเทียนมู่ ปฏิเสธไม่ได้ก็ต้องทำลายล้างงั้นรึ?”
ด้านหน้าและด้านหลังต่างถูกปิดล้อมเอาไว้ เหล่าศิษย์ของสำนักศึกษาเทียนมู่ต่างสวมชุดที่แตกต่างจากสำนักศึกษาจักรวรรดิ บนหน้าอกเสื้อปักเป็นรูปตัว ‘ยง’ ขนาดใหญ่ ซึ่งหมายถึงอ๋องยงเสียน
“เจ้าหนู ปฏิเสธสำนักศึกษาเทียนมู่ของพวกข้า ก็เตรียมตัวตายได้เลย!”
ด้านหน้ามีสิบคนขวางทาง ด้านหลังมีสิบคนปิดทางหนี ปิดล้อมหลิวอู๋เสียเอาไว้ตรงกลาง พูดได้ว่าหมดหนทางทั้งเดินหน้าและถอยหลัง
ร้านค้าสองข้างทางต่างพากันปิดประตูร้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการรับเคราะห์ไปด้วย
ผู้คนบนท้องถนนต่างวิ่งหนีกันอย่างอลหม่าน ไม่นานนัก บนท้องถนนก็ว่างเปล่า เหลือเพียงพื้นที่กว้างสำหรับการต่อสู้ของพวกเขา
ปรากฏว่าในกลุ่มศิษย์ที่เคยเชิญชวนหลิวอู๋เสียในวันนั้นก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย เมื่อศัตรูสบตากัน ต่างก็จ้องมองด้วยความเคียดแค้น
“เจ้าหนู วันนั้นพวกข้าเชิญเจ้า แต่เจ้ากลับปฏิเสธ วันนี้คือวันตายของเจ้า!”
กู่อวิ๋นเผิงหัวเราะชั่วร้าย เป็นแค่ระดับพลังชำระวิญญาณขั้นสูงจะมีความกล้าจากไหนกัน? เมื่อสองชั่วยามก่อน หลิวอู๋เสียเพิ่งจะต่อยหวังเหยียนหลงกระเด็นไป
วันสอบคัดเลือกของสำนักศึกษาจักรวรรดิ ซือคงหนานได้พาศิษย์สองคนไปที่ลานประลองเพื่อคัดเลือกศิษย์
แต่กลับถูกหลิวอู๋เสียปฏิเสธอย่างไม่ไยดี กู่อวิ๋นเผิงผู้นี้เองที่ต้องการลงมือทำลายแขนของหลิวอู๋เสีย
ต่อมา ฟ่านเหย่ผิงปรากฏตัวขึ้น และหยุดยั้งเหตุการณ์เอาไว้ กู่อวิ๋นเผิงได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่าจะต้องฆ่าหลิวอู๋เสียให้ได้
เวลาผ่านไปสองเดือน ในที่สุดพวกเขาก็ได้เผชิญหน้ากันอีกครั้ง
“บุกพร้อมกันเลย!”
ใบหน้าของหลิวอู๋เสียไม่ได้แสดงความหวั่นไหวใด ๆ ไม่มีความปรารถนาที่จะโต้แย้งพวกเขาด้วย
โรงเตี๊ยมชั้นเลิศห้ามต่อสู้ แม้แต่จางซู่ลี่ก็ไม่กล้าฝ่าฝืนกฎ พวกเขาจึงกล้าลงมือก็ต่อเมื่อหลิวอู๋เสียออกจากโรงเตี๊ยมชั้นเลิศแล้วเท่านั้น
ยอดฝีมือยี่สิบคน แบ่งเป็นระดับพลังชำระวิญญาณขั้นสูงสิบห้าคน ระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นที่หนึ่งห้าคน
กองกำลังเช่นนี้ถือว่าแข็งแกร่งมากแล้ว ย่อมเหลือเฟือหากต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นต้นทั่วไป
“เจ้าหนุ่มนี่คงเสียสติไปแล้วกระมัง เหตุใดจึงไม่รีบคิดหาวิธีหลบหนี สองกำปั้นไม่อาจต้านทานสี่มือได้ ลำพังตัวคนเดียว ไม่อาจรอดชีวิตออกไปได้แน่”
ผู้คนที่เดินอยู่บนถนนต่างถอยร่นไปยังที่ไกลออกไป แต่ก็ไม่ได้จากไปไหน ต่างพึมพำซุบซิบกันเซ็งแซ่
แม้จะมีผู้คนมากมายที่เคยได้ยินชื่อเสียงของหลิวอู๋เสีย ทว่ามีน้อยคนนักที่เคยพบเห็นเขา
“บุกพร้อมกัน!”
ทางด้านสำนักศึกษาเทียนมู่เองก็ไม่ได้ประมาท รองอาจารย์ใหญ่จางออกคำสั่งเด็ดขาด ต้องฆ่าหลิวอู๋เสียให้จงได้
ยอดฝีมือทั้งยี่สิบคนทั้งด้านหน้าและด้านหลังพากันโจมตีเข้ามา เกิดเป็นคลื่นพลังลมปราณที่น่าตกตะลึง โต๊ะเก้าอี้ที่ตั้งอยู่สองข้างทางปลิวว่อน กระจัดกระจายกลางอากาศ
หลิวอู๋เสียยืนหยัดอยู่ท่ามกลางกระแสโจมตีราวกับพายุ หากพลาดแม้เพียงนิดเดียว ชีวิตนี้คงไม่เหลือซากกระดูกแน่นอน
คลื่นพลังลมปราณโหมกระหน่ำ เสื้อผ้าของหลิวอู๋เสียส่งเสียงปลิวสะบัด หากไม่รีบลงมือ กระบี่อากาศที่ไร้ความปรานีคงฉีกร่างของเขาเป็นชิ้น ๆ
ทันใดนั้นเอง ดาบเสียเหรินปรากฏขึ้นในมือ หลิวอู๋เสียค่อย ๆ ยกดาบขึ้น เจตจำนงดาบแผ่วเบาแผ่กระจายออกไปโดยรอบ
คลื่นพลังลมปราณถูกฉีกกระชากออกเป็นเสี่ยง ๆ ไม่อาจเข้าใกล้หลิวอู๋เสียได้แม้แต่น้อย
ระยะห่างเพียงสิบกว่าหมี่มาถึงในชั่วพริบตา ยอดฝีมือทั้งยี่สิบคนต่างระดมพลังก่อเป็นคลื่นยักษ์ถาโถมเข้าหา มองไม่เห็นร่างของหลิวอู๋เสียอีกต่อไป
“ข้าคิดว่าจะได้เห็นการต่อสู้ที่ดุเดือดเสียอีก ไม่นึกเลยว่าจะจบลงเร็วเช่นนี้”
ผู้คนที่มุงดูเผยสีหน้าผิดหวังออกมา
บางคนถึงกับหันหลังกลับ ไม่เหลืออะไรน่าดูอีกต่อไปแล้ว เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีจากยี่สิบคนเช่นนี้ หลิวอู๋เสียย่อมไม่เหลือซากกระดูกแน่ ๆ
ทว่าในชั่วขณะนั้นเอง!
“ตูม!”
เสียงสนั่นหวั่นไหวราวกับสายฟ้าฟาดดังกึกก้องกลางถนน สั่นสะเทือนจนแก้วหูแทบแตก
วังวนอันน่าสะพรึงกลัวกวาดออกไปโดยมีหลิวอู๋เสียเป็นศูนย์กลาง
ตามมาติด ๆ!
เจตจำนงดาบอันน่าอึดอัดพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า ปกคลุมถนนทั้งสายเอาไว้ ยี่สิบคนที่อยู่บริเวณนั้นไม่อาจหลบเลี่ยงได้ทัน
“ฉึก!”
เลือดพุ่งกระฉูด กำแพงสองข้างทางเต็มไปด้วยรอยเลือดกระเซ็น รอยเลือดที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดเท่าอ่างล้างหน้า ส่วนรอยเลือดที่เล็กที่สุดมีขนาดเท่าดอกเหมย
ทันใดนั้น!
เปลวไฟที่ควบคุมไม่ได้พุ่งสูงขึ้น ยี่สิบคนที่พุ่งเข้าใส่ถูกเผาผลาญเป็นจุณโดยไม่ทันได้ร้องออกมา
ถนนทั้งสายตกอยู่ในความเงียบสงัดราวกับป่าช้า
การต่อสู้สิ้นสุดลงโดยไม่มีสัญญาณเตือนใด ๆ
ผู้คนที่กำลังจะจากไปหันกลับมามองพร้อมกับขยี้ตา ตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า
ศิษย์ยี่สิบคนจากสำนักศึกษาเทียนมู่หายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับว่าพวกเขาไม่เคยปรากฏตัวขึ้นบนโลกนี้มาก่อน
หลิวอู๋เสียลงมือฆ่าไม่ทิ้งร่องรอยใด ๆ ไว้เลย
ดาบเสียเหรินถูกเก็บเข้าฝัก ใบหน้าของเขาเรียบเฉย เขาเองก็จำไม่ได้ว่าฆ่าขยะพวกนี้ไปมากเท่าไหร่แล้ว
บรรยากาศบนท้องถนนกลับกลายเป็นความเวิ้งว้างว่างเปล่า สายลมเย็นพัดผ่าน พัดใบไม้สองสามใบบนพื้นขึ้นมา หลิวอู๋เสียก้าวเดินอย่างมั่นคงไปยังหอตันเป่า
ข่าวการสังหารศิษย์ยี่สิบคนจากสำนักศึกษาเทียนมู่แพร่สะพัดไปทั่วทุกสารทิศ
จางซู่ลี่ยังคงนั่งอยู่ที่โรงเตี๊ยมชั้นหนึ่ง เขากำลังรอข่าวอยู่
ครึ่งชั่วยามผ่านไปยังไม่มีข่าวคราวใด ๆ คนที่เขาส่งออกไปไม่มีใครกลับมาแม้แต่คนเดียว
ด้านหน้าประตูหอตันเป่า!
การมาถึงของหลิวอู๋เสียสร้างความตื่นตกใจไปทั่ว บรรดาปรมาจารย์หลอมโอสถของหอตันเป่าออกมาต้อนรับเขาด้วยตัวเอง
เขาคือหัวหน้าปรมาจารย์หลอมโอสถของหอตันเป่า มีสถานะสูงส่งยิ่งกว่าปรมาจารย์เม่าเสียอีก
“เชิญท่านหัวหน้าปรมาจารย์หลิวด้านในขอรับ คุณหนูใหญ่รอท่านอยู่นานแล้ว”
ข่าวที่หลิวอู๋เสียฆ่าศิษย์สำนักศึกษาเทียนมู่แพร่สะพัดไปถึงหอตันเป่าอย่างรวดเร็ว ทางหอจึงส่งคนมารอรับที่หน้าประตู
“ลำบากท่านแล้ว”
หลิวอู๋เสียเดินตามหลังผู้ดูแลเข้าไปในหอตันเป่าเป็นครั้งแรก
หลังจากเดินผ่านบันไดหลายชั้น ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงชั้นเก้าซึ่งเป็นที่พำนักของมู่เยว่อิ่ง
หากไม่ได้รับอนุญาตจากมู่เยว่อิ่ง ที่นี่ไม่อนุญาตให้ผู้ใดขึ้นมา
ตรงกลางห้องโถงมีเตียงนุ่มทำจากหนัง มู่เยว่อิ่งนอนอยู่บนนั้นอย่างสบาย ๆ สวมเสื้อบาง ๆ เพียงตัวเดียว
เรียวขายาวระหง เสื้อผ้าบาง ๆ แทบจะไม่อาจปิดบังส่วนสำคัญของร่างกายไว้ได้ แสงแดดจากภายนอกส่องเข้ามาต้องผิวกาย กระทบให้เกิดประกายสีเขียวอ่อน ผิวพรรณเปล่งปลั่งราวกับหยก
แม้ความงามของมู่เยว่อิ่งจะเทียบไม่ได้กับสวีหลิงเสวี่ยแต่ก็นับว่าเป็นหญิงงามหาตัวจับยาก
เมื่อมาถึงชั้นเก้า ผู้ดูแลก็จากไป เหลือเพียงสาวใช้คนหนึ่งเดินออกมาพาหลิวอู๋เสียเข้าไปในห้องโถง
“คารวะแม่นางมู่”
หลิวอู๋เสียเดินเข้าไปในห้องโถงโดยไม่มีความหวั่นไหว เขาโค้งคำนับอย่างสุภาพ
ดวงตาของมู่เยว่อิ่งฉายแววประหลาดใจ วันนี้นางจงใจแต่งกายวาบหวิวเช่นนี้เพื่อทดสอบหลิวอู๋เสีย
แต่เขากลับไม่แสดงท่าทีใด ๆ ออกมา นางจึงประหลาดใจไม่น้อย
มู่เยว่อิ่งหยิบเสื้อคลุมข้างกายมาคลุมร่าง ปิดบังทรวงอกขาวเนียน
“ตอนนี้เจ้าโด่งดังมากนะ”
มู่เยว่อิ่งลุกขึ้นจากเตียงหลังจากสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ดวงตาคู่สวยเปล่งประกาย ภายในเวลาเพียงชั่วยามเดียว มีข่าวเกี่ยวกับหลิวอู๋เสียส่งมาถึงนางกว่าสิบเรื่อง
เรื่องแต่ละเรื่องล้วนสร้างความตื่นตะลึงไปทั่วเมืองหลวง
“แม่นางมู่ คงมีเรื่องสำคัญถึงเรียกข้ามาที่นี่”
หลิวอู๋เสียหัวเราะอย่างขมขื่น ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามกับมู่เยว่อิ่ง สาวใช้เดินเข้ามารินน้ำชา จากนั้นก็ถอยออกไป ปล่อยให้ทั้งสองอยู่ตามลำพังบนชั้นเก้า
“มีเรื่องสำคัญ หอตันเป่าเกิดปัญหา”
มู่เยว่อิ่งเก็บรอยยิ้มขบขันของนาง คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย เผยให้เห็นสีหน้าเคร่งขรึม
หอตันเป่าแสนสูงส่งยังพบเจอกับปัญหา นับว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง
“ข้าพอจะช่วยอะไรได้บ้าง?”
คำตอบของหลิวอู๋เสีย ทำให้ใบหน้าของมู่เยว่อิ่งเผยรอยยิ้มออกมา รอยย่นบนใบหน้าค่อย ๆ คลายลง
มู่เยว่อิ่งช่วยเหลือเขามาแล้วถึงสองครั้ง เขายังติดหนี้บุญคุณหอตันเป่า ตอนนี้หอตันเป่ากำลังลำบาก ในฐานะหัวหน้าปรมาจารย์หลอมโอสถของหอตันเป่า เขาควรจะยื่นมือเข้าช่วย
– โปรดติดตามตอนต่อไป –