ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 204 เป็นขั้นเป็นตอน
ขณะที่ขบวนทัพกำลังจะคุกคามชีวิตของพวกปรมาจารย์เม่า ทันใดนั้นก็มีแสงดาบอันแหลมคมพุ่งลงมาจากท้องฟ้า
ฉีกกระชากขบวนทัพออก ราวกับภูเขาสูงหมื่นจั้งพังทลายลงอย่างกะทันหัน
“ชิ้ง ชิ้ง ชิ้ง…”
ใบดาบยาวสิบห้าเล่มแตกหักออกทั้งหมด ดาบยาวเหล่านั้นไม่อาจเทียบกับดาบเสียเหริน
คลื่นยักษ์หายไป เหลือเพียงระลอกคลื่นที่น่ากลัวพุ่งไปทั่วทั้งสี่ทิศ
“เคร้ง!”
“เคร้ง!”
“……”
ตู้ที่วางเรียงรายอยู่สองข้างระเบิด ไม่อาจต้านทานระลอกคลื่นที่กระแทกเข้ามา ราวกับว่ามีลมแรงพัดผ่าน ตู้หลายสิบตู้ถูกทำลายอย่างน่าอนาถ
ในเสี้ยววินาทีนั้น เวลาเหมือนหยุดนิ่ง!
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งถือดาบสั้นอยู่ในมือตรงกลางสนามรบ ดวงตาคมกริบกวาดมอง ทุกคนในที่เกิดเหตุ ก่อนจะหยุดลงที่ใบหน้าของเจียงเยว่
เมื่อศัตรูพบกัน ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น
ในตอนที่หลันรั่วอวี่เห็นหลิวอู๋เสีย นางก็เหมือนกับถูกเหยียบหาง นางกระโดดด้วยความตกใจ เด็กหนุ่มคนนี้นี่เองที่ทำให้นางถูกไล่ออกจากหอตันเป่า
ถึงนางจะได้รับตำแหน่งปรมาจารย์หลอมโอสถแล้ว แต่นางก็ยังรู้สึกไม่สบายใจนัก เมื่อนึกถึงความอัปยศอดสูที่หลิวอู๋เสียเคยทำกับนางในวันนั้น ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยจิตสังหาร
วันนี้เขากล้าบุกมาถึงหอซิงอวิ๋น นับว่าเขาหาที่ตายได้ถูกที่แล้ว
“หลิวอู๋เสีย เจ้าเองหรือ?!”
เจียงเยว่มีสีหน้ามืดมนน่ากลัว เด็กหนุ่มคนนี้ทำให้เขาต้องอับอายขายหน้าจนต้องหนีออกจากหอตันเป่า ช่วงนี้เขายุ่งอยู่กับการหลอมโอสถที่หอซิงอวิ๋นจึงไม่มีเวลาไปแก้แค้นเขา ไม่คิดว่าเขาจะบุกมาถึงที่นี่
“ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะกลายเป็นปรมาจารย์หลอมโอสถของหอซิงอวิ๋น!”
หลิวอู๋เสียพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา เขาเมินเฉยต่อเกิงเย่และคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ข้างหลังเจียงเยว่นั้น
“หลิวอู๋เสีย สวรรค์มีทางเจ้าไม่ไป นรกไม่มีประตูเจ้ากลับบุกเข้ามา วันนี้คือวันตายของเจ้า”
เซียวลี่พูดด้วยความโกรธแค้น เมื่อเทียบกับเจียงเยว่แล้ว ความเกลียดชังที่พวกเขามีต่อหลิวอู๋เสียมีมากมายมหาศาล กระทั่งน้ำในแม่น้ำสวรรค์ก็ไม่อาจชะล้างให้สะอาดได้
ถึงเจียงเยว่จะออกจากหอตันเป่าไปแล้ว แต่เขาก็ได้ผันตัวกลายเป็นหัวหน้าปรมาจารย์หลอมโอสถของหอซิงอวิ๋น ฐานะมิเพียงแต่ไม่ลดลง กลับเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ทว่าพวกเขาไม่เหมือนกัน ตอนนี้พวกเขากลายเป็นหนูบนท้องถนน ถูกคนไล่ล่าไปทั่ว ไม่ได้เป็นปรมาจารย์หลอมโอสถอีกต่อไป ทั้งฐานะและสถานภาพต่างกันราวฟ้ากับดิน
“ปรมาจารย์เม่า เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือขอรับ?”
หลิวอู๋เสียไม่ได้สนใจคำตะโกนของเซียวลี่ เขาหันไปมองปรมาจารย์เม่า เมื่อเห็นว่าพวกเขาปลอดภัย หัวใจก็สงบลง
ปรมาจารย์เม่าเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างละเอียด
โดยพื้นฐานแล้ว หลิวอู๋เสียรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ปรมาจารย์เม่านำโอสถชี่อวิ๋นไปที่หอซิงอวิ๋น บอกกับผู้ฝึกตนเหล่านั้นว่าโอสถมายาโลหิตเป็นพิษ ไม่ควรกินมากเกินไป การกระทำเช่นนี้มีจุดประสงค์ที่ดี แต่ขาดการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ
การบอกให้คนติดยาเลิกยา ก็ไม่ต่างอะไรกับการพูดเพ้อฝัน
เหตุผลก็เหมือนกัน คนเหล่านี้ติดงอมแงมไปแล้ว การบอกพวกเขาว่าโอสถมายาโลหิตเป็นพิษ เก้าในสิบส่วนต้องด่าว่าพวกเขาสามคนเป็นบ้าแน่นอน
ณ เขตแดนของหอซิงอวิ๋น แม้จะมีคนยอมรับว่าโอสถมายาโลหิตเป็นพิษ หอซิงอวิ๋นย่อมหาทางขัดขวางอย่างแน่นอน กลยุทธ์ของปรมาจารย์เม่าจึงมีปัญหาตั้งแต่เริ่มแรก
“อู๋เสีย พวกเราควรทำอย่างไรดี? พวกเขาไม่เชื่อว่าโอสถมายาโลหิตเป็นพิษ”
ขอเพียงพิสูจน์ได้ว่าโอสถมายาโลหิตเป็นพิษ หอซิงอวิ๋นจะต้องถูกคนมากมายรุมโจมตี มิเพียงแต่จะทำให้ธุรกิจของหอตันเป่าฟื้นตัว ยังโจมตีหอซิงอวิ๋นได้อย่างหนักหน่วง และพวกเขาก็จะรอดพ้นจากอันตรายไปได้อย่างราบรื่น
ด้วยการปรากฏตัวของหลิวอู๋เสีย หอซิงอวิ๋นยิ่งไม่ยอมปล่อยพวกเขาไปอย่างแน่นอน จะต้องฉวยโอกาสนี้ฆ่าทุกคน
“ให้ข้าจัดการเองเถอะ!”
เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว หลิวอู๋เสียจึงต้องยืนหยัดออกมา ส่งสัญญาณให้พวกเขาทั้งสามคนอย่าเพิ่งพูดอะไร แค่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็พอ
คนของหอซิงอวิ๋นไม่ได้ลงมือต่อ หากต่อสู้กันจริง ๆ ต้องจบลงที่การสูญเสียทั้งสองฝ่ายแน่นอน หลิวอู๋เสียฉีกขบวนทัพด้วยดาบเล่มเดียว ยอดฝีมือทั้งสิบห้าคนถึงกับนั่งไม่ติด พวกเขายืนนิ่งอยู่กับที่
“ทุกท่าน ได้ยินที่ปรมาจารย์เม่าพูดเมื่อครู่แล้วใช่หรือไม่?” หลิวอู๋เสียกวาดตามองไปรอบ ๆ
“หลิวอู๋เสีย เจ้าอย่ามาพูดจาปลุกปั่นผู้คนอยู่ตรงนี้เลย โอสถมายาโลหิตของพวกเรานั้นไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น”
เจียงเยว่ก้าวเท้าออกมาข้างหน้า ส่วนเรื่องที่ว่าโอสถมายาโลหิตนั้นมีพิษหรือไม่ เขาก็ไม่ทราบแน่ชัด ตัวเขาเองนั้นเป็นถึงยอดฝีมือระดับชำระไขกระดูกขั้นสูง จึงไม่จำเป็นต้องใช้โอสถชนิดนี้
“ที่ข้าพูดไปนั้นเป็นการปลุกปั่นหรือไม่ ลองดูก็รู้แล้ว หรือว่าพวกเจ้าที่เป็นถึงหอซิงอวิ๋น กลับไม่กล้าแม้แต่จะให้ข้าลองพิสูจน์”
ใบหน้าของหลิวอู๋เสียปรากฏรอยยิ้มเย็นชา เพียงคำพูดประโยคเดียวก็ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้
หากหอซิงอวิ๋นไม่กล้าให้ลองพิสูจน์ ก็เท่ากับว่าพวกเขามีความผิดปกติซ่อนอยู่ ขอเพียงแค่ให้เขาได้ลองพิสูจน์ หลิวอู๋เสียย่อมเปิดโปงแผนการร้ายและคำโกหกของพวกเขาได้แน่นอน
“เหตุใดพวกเราจึงต้องเชื่อฟังเจ้าด้วย เรื่องที่ว่าโอสถมายาโลหิตมีปัญหาหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะมายุ่งเกี่ยว”
เกิงเย่โต้แย้งอย่างไม่เกรงกลัว หลิวอู๋เสียไม่มีสิทธิ์มาตั้งคำถามเกี่ยวกับโอสถมายาโลหิต
“ในเมื่อพวกเจ้าบอกว่าโอสถมายาโลหิตไม่มีปัญหา แล้วเหตุใดจึงต้องหลบเลี่ยงเช่นนี้ มีอะไรปิดบังอยู่ หรือว่าที่แท้จริงแล้วโอสถมายาโลหิตนั้นมีพิษ พวกเจ้าจึงไม่กล้าให้ข้าเปิดโปงต่อหน้าทุกคน”
หลิวอู๋เสียไม่ได้แสดงความโกรธแต่อย่างใด ยังคงตั้งคำถามพร้อมกับรอยยิ้ม
คำพูดเช่นนี้ ฟังดูแล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่เหตุใดหอซิงอวิ๋นถึงต้องหลบเลี่ยง ไม่กล้ายืนหยัดอย่างสง่าผ่าเผย
“พวกเรากินโอสถมายาโลหิตมานานแล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกผิดปกติอันใด เหตุใดหอซิงอวิ๋นต้องเกรงกลัวมันด้วย ปล่อยให้มันลองพิสูจน์ไปเลย จะได้ตัดใจเสียที”
เหล่าผู้ฝึกตนที่อยู่ในเหตุการณ์พากันสนับสนุนหอซิงอวิ๋น พวกเขาเชื่อมั่นว่าโอสถมายาโลหิตไม่มีปัญหา จึงกล้าเปิดปากเช่นนี้
พวกเขาหารู้ไม่ว่าคำพูดเหล่านี้กลับเข้าทางหลิวอู๋เสียโดยสมบูรณ์
“ทุกท่าน โปรดเข้าใจด้วย ไม่ใช่พวกเราไม่ยอมให้มันลองพิสูจน์ เพียงแต่หอซิงอวิ๋นมีกฎของตัวเอง ไม่อาจปล่อยให้คนนอกมาทำลายกฎได้”
หลี่อู๋ไห่เดินออกมาข้างหน้าพร้อมกับโค้งคำนับรอบทิศ ผู้อื่นอาจไม่ทราบ แต่เขารู้ดีว่าโอสถมายาโลหิตมีผลข้างเคียงที่รุนแรง เพียงแต่ว่ายังไม่แสดงออกมาเท่านั้น
เมื่ออ๋องยงเสียนมีอำนาจล้นฟ้า แม้โอสถของหอซิงอวิ๋นจะมีปัญหาจริง คนเหล่านี้ก็ทำอะไรไม่ได้
โอสถมายาโลหิตขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ทำให้ได้ทรัพยากรมามหาศาล ช่วยให้ซื้อวัตถุดิบในการหลอมโอสถเกราะมืดได้ ทั้งหมดนี้ล้วนปูทางไปสู่อ๋องยงเสียน
ประมุขหอซิงอวิ๋นก้าวออกมาพร้อมกับน้ำหนักคำพูด คำถามต่าง ๆ จึงเงียบหายไป ผู้ฝึกตนที่ซื้อโอสถต่างเงียบเสียงลง หลี่อู๋ไห่พูดถูก พวกเขาก็มีกฎของตัวเอง
ความหวังริบหรี่ที่เห็นอยู่รางเลือนหายไปในพริบตา พวกปรมาจารย์เม่าทั้งสามร้อนใจราวกับไฟสุม
“อู๋เสีย พวกเราควรทำอย่างไรดี?” ซางเหยียนถามด้วยความร้อนใจ
“รอ!”
หลิวอู๋เสียตอบรับเพียงคำเดียว เป้าหมายบรรลุผลแล้ว ทำให้ผู้ฝึกตนที่ยืนดูเกิดความสงสัย
แม้ว่าความสงสัยเพียงเล็กน้อยนี้จะถูกหลี่อู๋ไห่สยบลงก็ตาม
เมื่อมีความเคลือบแคลงนี้แล้ว ต่อไปก็ง่ายขึ้น
“หลิวอู๋เสีย เจ้ายังมีอะไรจะพูดอีกไหม? ถ้าไม่มีก็ยอมรับความตายซะ”
เจียงเยว่ไม่ต้องการพูดไร้สาระกับเขาอีกต่อไป เขาเตรียมลงมือฆ่าหลิวอู๋เสียด้วยตัวเองเพื่อล้างแค้นให้กับวันนั้น
ฉากเมื่อครู่กลับมาอีกครั้ง เพียงแต่มีคนเพิ่มมาอีกคน แต่ก็ยังไม่พ้นการปิดล้อมของหอซิงอวิ๋น
“แค่พวกเจ้าก็อยากฆ่าข้า!”
หลิวอู๋เสียหัวเราะเยาะ คนเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในสายตาเขาเลย
“ใกล้ตายแล้วยังอวดดี ข้าจะเป็นคนฆ่าเจ้าเอง”
เกิงเย่เป็นคนแรกที่ต้องการฆ่าหลิวอู๋เสีย เขาดึงอาวุธประจำกายออกมาและพุ่งตรงไปที่หลิวอู๋เสีย
ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนดังมาจากประตู “ทุกคนหยุด”
เกาหงตะโกนเสียงดัง จนกลายเป็นคลื่นพลังลมปราณกระจายไปทั่วทุกมุม
“โอสถมายาโลหิตมีปัญหาหรือไม่ อีกไม่นานก็รู้กัน”
เกาหงพูดจบก็เดินเข้าไปในโถงใหญ่ ด้านหลังลากหีบเหล็กใบใหญ่มาด้วย
ตอนที่รีบไปที่หอซิงอวิ๋น หลิวอู๋เสียสั่งให้ทั้งสองคนไปที่อื่น ส่วนตัวเองก็ก้าวเข้าไปในหอซิงอวิ๋นเพื่อช่วยชีวิตพวกปรมาจารย์เม่าทั้งสามคนเอาไว้ได้
หีบเหล็กสูงกว่าคนหนึ่งคน ยาวกว่าสามหมี่ มันหนักมาก เก็บไว้ในถุงเก็บของไม่ได้ เขาจึงต้องลากเข้ามาเอง
“นี่มันอะไรกัน?”
ผู้ฝึกตนที่มุงดูอยู่พากันมองไปที่หีบเหล็กพร้อมกับพึมพำ หอตันเป่ากำลังเล่นอะไรกันแน่?
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมข้าถึงรู้สึกใจสั่น เหมือนเจอศัตรูคู่อาฆาตอย่างไงอย่างงั้น”
เสียงฮือฮาดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน หลายคนเอามือกุมหน้าอก รู้สึกหายใจลำบาก เหมือนถูกจิตวิญญาณกดขี่
“ที่จริงแล้ว การพิสูจน์ว่าโอสถมายาโลหิตมีปัญหานั้นง่ายมาก คำตอบอยู่ในหีบใบใหญ่นี้”
หลิวอู๋เสียชี้นิ้วไปที่หีบใบใหญ่พลางพูดกับทุกคน
“เจ้าหนู เจ้ายังกล้าพูดจาเหลวไหลอีกหรือ ระวังข้าผู้นี้จะไม่เกรงใจเจ้า”
หลี่อู๋ไห่ทนไม่ไหวอีกต่อไป รู้ดีว่าข้างในหีบมีอะไรอยู่ ถ้าเปิดออก ความพยายามของหอซิงอวิ๋นตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาจะสูญเปล่า สูญเสียตลาดโอสถมายาโลหิต ทรัพยากรที่หามาก็ไม่สามารถซื้อวัตถุดิบโอสถเกราะมืดได้
“พวกเจ้ากลัวแล้วหรือ?”
หลิวอู๋เสียเผยรอยยิ้มไร้เดียงสา ท่าทีของหลี่อู๋ไห่ยิ่งกระตุ้นความอยากรู้ของทุกคน ข้างในหีบเหล็กมีอะไรกันแน่?
“เด็ก ๆ ฆ่าพวกมันซะ!”
หลี่อู๋ไห่ออกคำสั่งฆ่าหลิวอู๋เสีย ความลับของโอสถมายาโลหิตห้ามเปิดเผยเด็ดขาด
“อยากฆ่าปิดปากข้าหรือ?”
หลิวอู๋เสียเผยรอยยิ้มเยาะ ไม่มีแม้แต่ท่าทีหวาดกลัว
“วันนี้ข้าจะฆ่าปิดปากเจ้าเอง!”
หลี่อู๋ไห่กวาดสายตามองไปยังเจียงเยว่ เป็นสัญญาณให้เขาลงมือได้ ห้ามถ่วงเวลาอีก
เมื่อได้รับคำสั่ง เจียงเยว่จึงพุ่งตรงไปยังหลิวอู๋เสียโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
“หยุด!”
ทันใดนั้นก็มีบุคคลหนึ่งปรากฏตัวขึ้นจากฝูงชนและขัดจังหวะเจียงเยว่ ทุกสายตาจับจ้องไปที่บุคคลผู้นั้น
“นั่น… นั่นท่านเจ้าตระกูลฉิน!”
ชายชราวัยเจ็ดสิบกว่าปีก้าวย่างอย่างองอาจ แรงผลักดันแผ่ออกมารุนแรง ทุกย่างก้าวที่เคลื่อนไหว แรงผลักดันยิ่งทวีคูณ บุคคลผู้นี้คือเจ้าตระกูลฉิน หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง
บิดาผู้ให้กำเนิดฉินปี้ยวี่!
มียอดฝีมือลึกลับมาเยือนหอซิงอวิ๋น มีเพียงมู่เยว่อิ่งเท่านั้นที่รับมือได้ แต่นางไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง หลิวอู๋เสียคงยากที่จะรับมือกับยอดฝีมือลึกลับผู้นี้ได้ วิธีเดียวคือต้องอาศัยอิทธิพล!
ในเมืองหลวงแห่งนี้ มีน้อยคนนักที่เต็มใจให้เขายืมบารมี หรืออาจจะกล่าวได้ว่าไม่มีเลย
แต่เขาก็นึกถึงคนคนหนึ่งขึ้นมาได้ มีเพียงคนคนเดียวเท่านั้นที่ไม่เกรงกลัวหอซิงอวิ๋น นั่นก็คือตระกูลฉิน หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง
วันนั้นที่ร่ำลากับอ๋องหรูหยางและฮูหยิน ฉินปี้ยวี่ได้มอบแผ่นหยกให้เขาเป็นการตอบแทน บอกว่าหากพบเจอเรื่องร้ายในเมืองหลวง ให้นำแผ่นหยกนี้ไปที่ตระกูลฉิน บิดาของนางจะยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างแน่นอน
“ท่านเจ้าตระกูลฉิน ท่านจะเข้ามาแทรกแซงเรื่องภายในของหอซิงอวิ๋นเช่นนี้หรือ?”
ห้าตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงล้วนมียอดฝีมือระดับพลังแก่นวิสุทธิ์คอยปกป้อง ไม่มีใครกล้าล่วงเกิน หลี่อู๋ไห่พูดด้วยน้ำเสียงต่ำลง เขาเองก็ไม่คาดคิดว่าเจ้าตระกูลฉินจะปรากฏตัวขึ้น
“เรื่องระหว่างพวกเจ้า ข้าไม่อยากยุ่งเกี่ยว ข้ามาที่นี่เพียงเพราะต้องการรู้ว่าโอสถมายาโลหิตนี้มีพิษจริงหรือไม่ ช่วงนี้ศิษย์ในตระกูลฉินจำนวนมากกินโอสถชนิดนี้ ข้าจึงจำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ชัด”
ฟังดูมีเหตุผล เจ้าตระกูลฉินกวาดสายตามองหลิวอู๋เสียอย่างรวดเร็ว พร้อมกับพยักหน้าอย่างมีเลศนัย
เขาทราบดีว่าหลิวอู๋เสียยื่นมือช่วยเหลืออ๋องหรูหยางและฮูหยิน
– โปรดติดตามตอนต่อไป –