ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 207 ไป๋จ้านพิการ
แสงดาบที่พุ่งเข้ามากะทันหันทำให้ไป๋จ้านตั้งตัวไม่ทัน
สิ่งแรกคือรีบหดฝ่ามือกลับ เพื่อรักษามือเอาไว้ก่อน
“เคร้ง!”
แสงดาบฟาดฟันลงมา ก้อนหินขนาดมหึมาบริเวณประตูทางเข้าสำนักศึกษาจักรวรรดิถูกผ่าออกเป็นสี่ส่วน
เศษหินนับไม่ถ้วนลอยปลิวว่อนราวกับลูกธนูพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า ก่อนจะเลือนหายไป
ไป๋จ้านตกใจ โชคดีที่เขาหลบทันเวลา มิเช่นนั้นฝ่ามือของเขาคงพิการไปแล้ว
ห่างออกไปห้าสิบหมี่ ชายหนุ่มชุดสีเขียวอมฟ้าถือดาบสั้นเดินตรงมาทีละก้าว
ทุกย่างก้าว เจตจำนงสังหารรอบกายเขาก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
“เป็นน้องหลิว!”
เว่ยตงหันกลับไปเห็นหลิวอู๋เสีย สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ไป๋จ้านเผยรอยยิ้มโหดเหี้ยม ครั้งที่แล้วถูกขัดจังหวะโดยกงอ้าว ทำให้หลิวอู๋เสียรอดไปได้ แต่วันนี้คือวันตายของมัน
“มันตบท่านข้างไหน!”
หลิวอู๋เสียมองบาดแผลบนใบหน้าของเว่ยตงพลางถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ใบหน้าด้านซ้ายมีรอยแผลยาวปรากฏขึ้น เลือดยังคงไหลซึมไม่หยุด
หลิวอู๋เสียได้ยินบทสนทนาระหว่างคนทั้งสองบางส่วน เนื่องจากอยู่ไกลกันเกินไป ตอนที่เว่ยตงถูกตบปลิว หลิวอู๋เสียไม่ทันได้ช่วยเหลือ
“น้องหลิว ช่างเถอะ!”
เว่ยตงไม่ต้องการให้เกิดเรื่องวุ่นวาย บาดแผลบนใบหน้าของเขาเพียงแค่พักผ่อนไม่กี่วันก็หายดีแล้ว ไม่อยากให้น้องหลิวต้องมาเดือดร้อนด้วย
“ท่านไม่พูดก็ไม่เป็นไร งั้นข้าจะตัดมือของมันทั้งสองข้างเอง”
หลิวอู๋เสียหันหลังกลับไปไป๋จ้าน ครั้งที่แล้วในห้องฝึกฝน คิดว่าข้ากลัวเจ้าจริงงั้นหรือ?
ทั้งสองคนยืนประจันหน้า แรงผลักดันอันน่าสะพรึงกลัวกำลังก่อตัวขึ้น หลิวอู๋เสียทะลวงผ่านระดับพลังชำระวิญญาณขั้นแปดไปแล้ว พลังยุทธ์สูงขึ้นกว่าตอนที่ออกจากสำนักอีกขั้น
ดวงตาของไป๋จ้านหรี่ลง ครั้งที่แล้วตอนต่อสู้กันในห้องฝึกฝน หลิวอู๋เสียมีระดับพลังชำระวิญญาณขั้นล่างเท่านั้น
ผ่านไปไม่นาน ก็ทะลวงผ่านระดับพลังชำระวิญญาณขั้นแปดแล้ว ความเร็วในการทะลวงผ่านเช่นนี้ช่างน่าเหลือเชื่อเกินไป
“หลิวอู๋เสีย ครั้งที่แล้วเจ้ารอดไปได้ ครั้งนี้แหละคือวันตายของเจ้า!”
ไป๋จ้านกำหมัดแน่น วันนี้ต้องฆ่าหลิวอู๋เสียให้ได้ ดูเหมือนว่าเขายังไม่รู้เรื่องการประลองระหว่างหลิวอู๋เสียกับฉินลี่
ถ้ารู้คงจะเป็นอีกสถานการณ์หนึ่ง คาดว่าคงจะกลัวจนหนีไปแล้ว
“เจ้าอยากฆ่าข้า?”
เดิมทีหลิวอู๋เสียแค่ต้องการสั่งสอนเขา ให้เขาขอโทษเว่ยตงก็พอแล้ว ไม่คิดว่าไป๋จ้านอยากฆ่าเขา
“เลิกพูดเถอะ รับหมัดข้าก่อน”
ไป๋จ้านชอบต่อสู้เป็นนิสัย ต่อสู้ก่อนแล้วค่อยพูด
คลื่นพลังอันบ้าคลั่งพุ่งเข้าใส่หลิวอู๋เสีย รุนแรงกว่าเมื่อครู่เป็นสิบเท่า
ถ้าเป็นคนธรรมดา คงจะกลัวจนขาอ่อนไปแล้ว แต่บนใบหน้าของหลิวอู๋เสียกลับไม่มีความหวั่นไหวใด ๆ เก็บดาบเสียเหรินเข้าไป เขาใช้หมัดรับมือ
แรงหมัดอันแข็งแกร่งทำให้พวกเว่ยตงทั้งสามคนต้องถอยหลังไปทีละก้าว ไม่สามารถเข้าใกล้ใจกลางวงล้อมต่อสู้ได้ ต้องถอยไปไกลถึงห้าสิบหมี่จึงจะหยุดลง
ไม่มีกระบวนท่า มีเพียงแค่หมัดธรรมดา ๆ หมัดเดียว ทั้งสองฝ่ายต่างก็ตั้งใจที่จะใช้หมัดของตัวเองยุติการต่อสู้นี้
ห่างกันไม่ถึงห้าหมี่ พริบตาเดียวก็มาถึง
หมัดของทั้งสองคนปะทะกัน หมัดของหลิวอู๋เสียเล็กกว่าไป๋จ้านครึ่งหนึ่ง
“ตูม!”
คลื่นพลังไร้รูปกวาดล้างไปทั่วบริเวณโดยมีทั้งสองเป็นศูนย์กลาง ต้นไม้จำนวนมากที่ปลูกไว้ด้านนอกประตูระเบิดออก เพราะทนแรงหมัดของพวกเขาไม่ไหว
จากนั้น!
คนคนหนึ่งก็กระเด็นออกไป เลือดสีแดงฉานย้อมท้องฟ้า
เสียงกระดูกแตกหักดังกรอบแกรบน่าขนลุกดังก้องไปทั่วท้องฟ้า
“แคร็ก…”
กระดูกแตกเป็นเสี่ยง ๆ เสียงน่าขนลุกมาก นี่เป็นเสียงที่เกิดขึ้นเมื่อกระดูกถูกทุบจนแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
“อ๊าาา…”
ระลอกคลื่นที่เกิดจากแรงหมัดสลายอย่างรวดเร็ว ไป๋จ้านล้มลงไปไกลกว่าร้อยหมี่ แขนขวากลายเป็นหมอกเลือด สลายไปในอากาศ
ฉากนี้ทำให้พวกเว่ยตงทั้งสามคนตกตะลึง มองดูทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาด้วยสีหน้าว่างเปล่า ร่างกายเย็นเฉียบ ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
เดิมทีพวกเขามาเพื่อตอบแทนบุญคุณ ไม่คาดคิดว่าจะทำให้น้องหลิวต้องเดือดร้อน
ศิษย์ที่เดินผ่านไปตกใจกับเสียงทะเลาะวิวาท พวกเขาต่างพากันออกมาจากประตู และได้เห็นฉากที่ไป๋จ้านถูกโจมตีจนกระเด็น
“หลิวอู๋เสีย ข้าจะฆ่าเจ้า!”
แขนทั้งแขนถูกทำลายกลายเป็นหมอกเลือด ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เขาจะกลายเป็นคนพิการแขนเดียว
ดวงตาเบิกโพลง ไป๋จ้านลุกขึ้นจากพื้น เลือดสีแดงฉานย้อมเสื้อผ้าของเขา รูปลักษณ์ดูน่ากลัวราวกับปีศาจร้ายที่ปีนขึ้นมาจากปรโลก
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมไป๋จ้านถึงทะเลาะกับคนอื่น?”
มีคนมากกว่าสิบคนวิ่งออกมาจากส่วนลึกของสำนักศึกษา เมื่อเห็นไป๋จ้าน พวกเขาก็ตัวสั่นด้วยความตกใจ ไม่น่าเชื่อว่าเทพสงครามจะถูกคนอื่นโจมตีจนแขนแหลกสลาย
“นั่นมัน หลิวอู๋เสีย!”
หลิวอู๋เสียยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม บนพื้นหินสีเขียวปรากฏรอยแตกเป็นทางยาว เมื่อครู่ตอนที่ปะทะกัน ร่างกายแค่สั่นไหวเล็กน้อยเท่านั้น
หลังจากกินโอสถปราณมังกรลงไป พละกำลังของเขาก็เพิ่มขึ้นเทียบเท่ากับมังกรหนึ่งตัวแล้ว พละกำลังร่างกายในตอนนี้ไม่อาจเทียบกับคนทั่วไป
ไป๋จ้านมีร่างกายที่แข็งแกร่ง คนทั่วไปไม่อาจเทียบได้ แต่กลับพ่ายแพ้ต่อพละกำลังที่เขาภาคภูมิใจ พ่ายแพ้ไปอย่างไม่ค้างคาใจ
“เจ้าเด็กนี่มันตัวก่อเรื่องชัด ๆ เพิ่งจะผ่านไปกี่วัน ก็หาเรื่องคนอื่นอีกแล้ว”
นับตั้งแต่หลิวอู๋เสียเข้าร่วมสำนักศึกษาจักรวรรดิก็ไม่เคยได้อยู่อย่างสงบสุข แม้แต่ศิษย์หลายคนก็ต้องตายด้วยน้ำมือของเขา
เพิ่งจะผ่านไปสี่ห้าวัน ยังไม่ทันได้ก้าวขาเข้าประตูสำนักศึกษาก็มีเรื่องกับไป๋จ้านเสียแล้ว
ไป๋จ้านปรับลมปราณให้เข้าที่ หอกยาวเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นบนมือซ้าย ร่างกายพุ่งเข้าหาหลิวอู๋เสียในทันที
วันนี้หากไม่ฆ่าหลิวอู๋เสีย เขาจะไม่ขอเป็นมนุษย์อีกต่อไป
พลังชำระไขกระดูกที่น่าสะพรึงกลัวกดข่มลงมา เมื่อครู่เขาเสียเปรียบอย่างมากในการประลองพละกำลัง ครั้งนี้เขาจึงไม่ได้โง่งมอีกต่อไป เลือกที่จะใช้พลังยุทธ์ที่เหนือกว่าเข้าเล่นงาน
“ในเมื่อเจ้ามันรนหาที่ตาย ข้าก็จะสนองให้!”
แขนข้างหนึ่งถูกทำให้พิการไปแล้ว นับว่าเป็นการแก้แค้นให้เว่ยตง แต่ไป๋จ้านยังคิดจะลงมืออีก งั้นก็อย่าหาว่าเขาไร้ปรานีก็แล้วกัน
ดาบเสียเหรินถูกชักออกมา กลายเป็นแสงดาบอันแหลมคมไร้ซึ่งวิถีให้ติดตาม นี่คือวิชาดาบที่ไม่มีทางแก้ไข
ใบหน้าของไป๋จ้านเปลี่ยนสี ตกใจจนต้องถอยหลังไปทีละก้าว เขาไม่พบจุดอ่อนวิชาดาบเลย หลิวอู๋เสียเป็นตัวประหลาดอะไรกันแน่?
ต่อให้เริ่มฝึกฝนตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ก็ไม่น่าจะควบคุมวิชายุทธ์ที่แยบยลเช่นนี้ได้
“ช้าไปแล้ว!”
น้ำเสียงของหลิวอู๋เสียดังก้องราวกับยมทูต พลังดาบพุ่งทะลุช่องท้องของไป๋จ้าน
เลือดพุ่งกระฉูด เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ไป๋จ้านไปหาเรื่องพวกเว่ยตงในภายหลัง เขาจึงเลือกที่ตัดไฟแต่ต้นลม กำจัดไป๋จ้านให้สิ้นซากไปเสียเลย
“พรวด!”
โลหิตสดพุ่งกระฉูดออกจากปากของไป๋จ้าน ร่างกายอ่อนปวกเปียกทรุดลงกับพื้น ตันเถียนถูกหลิวอู๋เสียผ่าเปิด ปราณแท้ไหลทะลักออกมานอกร่าง
หากผู้ฝึกตนสูญเสียตันเถียน ย่อมหมายความว่านับแต่นี้ไปจะต้องอยู่อย่างไร้ค่า ไร้ซึ่งพลัง เหมือนคนไร้ประโยชน์
เดิมทีได้นัดประลองกับฉินลี่เป็นตายอยู่แล้ว กฎเกณฑ์ของสำนักศึกษาจักรวรรดิจึงไร้ความหมายสำหรับเขาโดยสิ้นเชิง
“หลิวอู๋เสีย เจ้าอย่าหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีไปกว่านี้!”
ไป๋จ้านนอนแผ่หลาอยู่บนพื้น ส่งเสียงเคียดแค้นออกมาอย่างเจ็บใจ คาดไม่ถึงว่าตนจะต้องมาพ่ายแพ้ในมือของหลิวอู๋เสีย
พวกเว่ยตงยืนตะลึงงันอยู่กับที่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น สำนักศึกษาจักรวรรดิน่ากลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ผู้แข็งแกร่งระดับชำระไขกระดูก พูดล้มก็ล้มได้ง่ายดายเพียงนี้
“ไป๋จ้าน วันนี้ข้าเป็นคนทำให้เจ้ากลายเป็นคนไร้ค่า หากอยากจะแก้แค้นก็จงมาหาข้าได้ทุกเมื่อ”
หลิวอู๋เสียไม่ต้องการให้พวกเว่ยตงเกี่ยวข้องด้วย จึงยอมรับความผิดไว้ทั้งหมด ทำให้ทั้งสามคนรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง
พวกเขาล้วนมองออกว่าไป๋จ้านมีภูมิหลังไม่ธรรมดา เบื้องหลังจะต้องมีผู้ยิ่งใหญ่หนุนหลังอย่างแน่นอน
“หลิวอู๋เสีย เจ้าจงจำเอาไว้ ตระกูลไป๋จะไม่มีวันปล่อยเจ้าไปแน่!”
ไป๋จ้านกัดฟันทนความเจ็บปวดพูดออกมาทีละคำ เขาคืออัจฉริยะของตระกูลไป๋ ฝ่ายบริหารของตระกูลไป๋จะต้องล้างแค้นให้เขาอย่างแน่นอน
“ข้ารับไว้เอง!”
ยุงมากัดไม่เท่าไก่ตัวเดียวจิก เขาได้ล่วงเกินตระกูลเซวียไปแล้ว ไม่ถือว่ามากมายอะไรที่ล่วงเกินตระกูลไป๋อีกสักตระกูล หวังว่าพวกเขาจะไม่หาเรื่องเขาก่อน ไม่อย่างนั้นเขาจะกวาดล้างตระกูลไป๋ให้ราบเป็นหน้ากลอง
ตัวเขาเป็นถึงจักรพรรดิเซียน ผู้เคยกุมชีวิตของสรรพสิ่งเอาไว้ในมือ เพียงแค่สะบัดมือ ราชวงศ์ต้าเยี่ยนสิบราชวงศ์ก็มลายหายไปได้ในพริบตา
หลิวอู๋เสียไม่สนใจไป๋จ้านอีกต่อไป หันหลังเดินตรงไปทางพวกเว่ยตง
“น้องหลิว ทั้งหมดเป็นเพราะพวกเรานี่เอง ทำให้เจ้าต้องมาเดือดร้อน”
เว่ยตงพูดด้วยสีหน้ารู้สึกผิด เรื่องราวทั้งหมดนี้ล้วนมีต้นเหตุมาจากพวกเขา หากไม่ใช่เพราะพวกเขาไปหาหลิวอู๋เสีย เรื่องแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่าน ข้ากับเขามีเรื่องบาดหมางกันอยู่แล้ว ถึงพวกท่านไม่มา วันข้างหน้าก็ต้องมีสักวัน”
หลิวอู๋เสียรู้ดีแก่ใจ ด้วยนิสัยของไป๋จ้านย่อมไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่
ถึงจะพูดไปแบบนั้น แต่เว่ยตงก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี
“น้องหลิว นี่เป็นของพิเศษที่พวกข้านำมา ฝากรับไว้ด้วย”
เว่ยตงหยิบของพิเศษออกมาจากแหวนเก็บของ คฤหาสน์ภูเขาเพลิงแดงขึ้นชื่อเรื่องสัตว์อสูรเพลิง เนื้อของสัตว์อสูรชนิดนี้นุ่มละมุน อุดมไปด้วยพลังธาตุไฟ เป็นอาหารชั้นเลิศสำหรับผู้ฝึกตนที่ฝึกฝนคุณสมบัติไฟ
ครั้งนี้พวกเขานำมาหลายร้อยชั่ง ถือเป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ
หลิวอู๋เสียไม่ได้เกรงใจ รับของมาแล้วเชิญพวกเขานั่งที่สำนักศึกษาจักรวรรดิ “พรุ่งนี้ข้าจะไปแล้ว วันนี้ข้าพอจะต้อนรับพวกท่านได้อีกวัน”
“พวกเราไม่รบกวนน้องหลิว น้ำใจถึงแล้ว วันหน้ามีโอกาสเชิญแวะมาที่คฤหาสน์ภูเขาเพลิงแดงของพวกเราได้ พวกเรายินดีต้อนรับอย่างดี”
เว่ยตงประสานมือคารวะหลิวอู๋เสีย พวกเขาทั้งสามคนทำให้ไป๋จ้านกลายเป็นคนพิการ ถ้าเข้าสำนักศึกษาจักรวรรดิไปพร้อมหลิวอู๋เสีย คาดว่าเหล่าศิษย์คงอยากฆ่าพวกเขาทั้งสามคน
หลิวอู๋เสียไม่ได้ฝืนใจ พรุ่งนี้เขาต้องออกเดินทางเช่นกัน อยู่ต่อก็อันตราย ปล่อยให้พวกเขาจากไปตั้งแต่ตอนนี้ย่อมดีกว่า
“ลาก่อน!”
ทั้งสามคนประสานมือคารวะหลิวอู๋เสีย แล้วออกจากสำนักศึกษาจักรวรรดิไป
หลังจากมองส่งพวกเขาไป หลิวอู๋เสียก็หันหลังเดินเข้าประตูสำนักศึกษาจักรวรรดิ เขาเมินเฉยต่อเสียงตะโกนของไป๋จ้าน
ข่าวที่หลิวอู๋เสียทำให้ไป๋จ้านพิการแพร่กระจายไปทั่วสำนักศึกษาจักรวรรดิอย่างรวดเร็ว
ไม่กี่วันที่ไม่ได้เจอ หลิวอู๋เสียแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายคนตระหนักถึงวิกฤติ เช่น จี้หยาง
วันนั้นที่ห้องหลอมโอสถ เขาถูกหลิวอู๋เสียตบหน้าอย่างไม่ปรานี ความแค้นนี้ยังไม่มีโอกาสได้ระบาย
ครั้งที่แล้วที่กลับมา ถูกฉินลี่ชิงตัดหน้าไปก่อน
“บ้าเอ๊ย! แม้แต่ไป๋จ้านยังไม่ใช่คู่มือของเขา”
จี้หยางสีหน้าบึ้งตึง โมโหจนกระแทกขวดกระเบื้องเคลือบบนโต๊ะลงกับพื้น
หากพูดถึงพลังต่อสู้ที่แท้จริง เขายังเทียบกับไป๋จ้านไม่ได้ หรือว่าความแค้นนี้ไม่อาจสะสางได้แล้ว?
“คุณชายจี้หยาง ข้าได้ยินมาว่าพรุ่งนี้เจ้าหนุ่มนั่นจะกลับเมืองชางหลัน โอกาสของเรามาถึงแล้ว ขอเพียงหาโอกาสให้เจอ ก็สามารถฆ่าเขาได้”
ศิษย์อักษรดินคนหนึ่งเข้ามาใกล้ ใบหน้าเผยรอยยิ้มชั่วร้าย
ได้ยินว่าหลิวอู๋เสียจะกลับเมืองชางหลัน ดวงตาของจี้หยางก็เปล่งประกาย
ไม่สามารถฆ่าเขาได้ในสำนักศึกษาจักรวรรดิ แต่ที่เมืองชางหลันคงไม่เป็นไร สามารถยืมมืออาจารย์จัดการได้
งานชุมนุมโอสถที่เมืองฉานทำให้เขาและอาจารย์เสียหน้าย่อยยับ ความแค้นนี้ต้องชำระ ไม่ตายไม่เลิกรา
หลิวอู๋เสียกลับไปยังลานเรือนที่พักอาศัย สถานที่ที่พังเสียหายได้รับการซ่อมแซมจนเหมือนเดิม เมื่อรู้ว่าหลิวอู๋เสียทำให้ไป๋จ้านกลายเป็นคนพิการ หลี่เซิงเซิง เฉินฉีหลินและคนอื่น ๆ ดูหมดหนทางแล้ว
พวกเขาชาชินไปแล้ว โดยเฉพาะหลี่เซิงเซิง ตั้งแต่รู้จักกับหลิวอู๋เสียก็ไม่เคยได้อยู่อย่างสงบสุข
เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น หากจะสืบสาวราวเรื่องก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับหลิวอู๋เสียมากนัก แค่บังเอิญมาเจอกันเท่านั้น
– โปรดติดตามตอนต่อไป –