ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 228 ชิ้นส่วนต้นไม้วิญญาณ
ขุมทรัพย์แห่งนี้กว้างใหญ่ นี่เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง หลิวอู๋เสียใช้เวลาสามชั่วยามก็พบสมุนไพรวิญญาณระดับห้าสิบเจ็ดต้น
ยิ่งเดินเข้าไปลึก ขุมทรัพย์ภายในกองทับถมกันมานานหลายร้อยปี ปกคลุมไปด้วยฝุ่นหนา
ทันใดนั้น ตันเถียนก็สั่นไหว ต้นไม้โบราณลึกลับกำลังนำทางเขา
“หรือว่ามีขุมทรัพย์อะไรอยู่?”
เขาเร่งฝีเท้าขึ้น ครั้งล่าสุดที่ต้นไม้โบราณลึกลับนำทาง เขาได้ไข่มุกวิญญาณเหมันต์ ทำให้ทะลวงระดับพลังยุทธ์ไปได้หลายขั้น
เขาพบท่อนไม้สีเขียวยาวกว่าหนึ่งเชียะจากกองขุมทรัพย์มากมาย เมื่ออยู่ในมือก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือก รู้สึกสบายไปทั้งตัว
“นี่คืออะไร?”
เขาหยิบท่อนไม้นั้นไปยังที่ที่มีแสงสว่าง ค่อย ๆ เช็ดฝุ่นออก ท่อนไม้สีเขียวปรากฏขึ้นต่อหน้าหลิวอู๋เสีย
ต้นไม้โบราณในโลกไท่หวงสั่นไหว กิ่งก้านยื่นออกมาพันรอบท่อนไม้สีเขียว ไอเย็นยะเยือกไหลผ่านรูขุมขนของหลิวอู๋เสียเข้าสู่ร่างกาย
“นี่มันชิ้นส่วนของต้นไม้วิญญาณ!”
หลิวอู๋เสียเผยสีหน้าตกตะลึง
ต้นไม้ในโลกนี้มีมากมายหลายชนิด ต้นไม้ทั่วไปกระจายอยู่ทั่วทั้งทวีป
ยังมีต้นไม้อีกชนิดหนึ่งเรียกว่าต้นไม้วิญญาณ พวกมันมีประกายวิญญาณเข้มข้น เมื่อบำเพ็ญเพียรมาถึงระดับหนึ่งสามารถแปลงเป็นวิญญาณได้ เหมือนกับไข่มุกวิญญาณอัคคี
“น่าเสียดาย นี่เป็นเพียงชิ้นส่วน ถ้าใหญ่กว่านี้อีกหน่อยก็คงช่วยให้ทะลวงสู่ระดับพลังชำระไขกระดูกได้”
หลิวอู๋เสียคิดอย่างเสียดาย
แม้จะไม่ทะลวงสู่ระดับพลังชำระไขกระดูก แต่มันสามารถเพิ่มพลังพื้นฐานให้เขา ทำให้ธาตุไม้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นได้
ติ่งเทพสูบกลืนสวรรค์ปรากฏขึ้น กลืนกินชิ้นส่วนของต้นไม้วิญญาณเข้าไปทั้งหมด
พริบตานั้น มันกลายเป็นของเหลวมากกว่าห้าพันหยดไหลลงสู่โลกไท่หวง
ต้นไม้โบราณลึกลับเติบโตอย่างรวดเร็ว มีกิ่งก้านสาขาปรากฏขึ้นมากมาย
ไม้ให้กำเนิดไฟ!
การดูดซับปราณธาตุไม้จำนวนมหาศาล ภูเขาไฟในโลกไท่หวงก็พ่นเปลวไฟรุนแรงออกมา ธาตุไฟเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน
พลังยุทธ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ใกล้จะถึงระดับพลังชำระไขกระดูกเข้าไปทุกที
ยิ่งสั่งสมมากเท่าไหร่ ยามที่พลังระเบิดออกมา พลังก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
หลิวอู๋เสียเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ เขาไม่ได้สนใจวัสดุทั่วไป เลือกเพียงสิ่งของที่ตัวเองใช้ได้เท่านั้น
การหลอมดาบเสียเหริน นอกจากโลหะเทพจากต่างภพแล้ว ยังต้องใช้วัสดุเสริมจำนวนมาก ซึ่งในคลังสมบัติแห่งนี้มีครบทุกอย่าง
ไม่รู้ว่ากวาดเอาสมุนไพรวิญญาณและวัสดุไปมากเท่าไหร่ หลิวอู๋เสียจึงยอมหยุด เพียงแต่ท้องฟ้านอกคลังสมบัติมืดมิดลงแล้ว
ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากประตู ก็มีร่างหนึ่งพุ่งเข้ามา
“ข้ารอเจ้านานแล้ว ทำไมเจ้าถึงเพิ่งออกมา?”
หลังจากที่รู้ว่าจักรพรรดิอาการดีขึ้น เฉินรั่วเยียนกลับมาร่าเริงขึ้นทันที นางเฝ้าอยู่หน้าคลังสมบัติมาโดยตลอด
หลิวอู๋เสียรู้สึกปวดหัว ครั้งที่แล้วที่เทือกเขาซีเหลียงก็ยากลำบากกว่าจะสลัดนางออกไปได้ ไม่อยากใกล้ชิดกับนางมากเกินไป
เฉินรั่วเยียนมีบุญคุณช่วยชีวิตเขา วันนั้นหากนางไม่ได้ช่วยยื้อฉินลี่เอาไว้ ก็คงไม่มีศึกสิบวันยี่สิบนั้น
“เจ้ามีธุระอะไรกับข้าหรือ?” หลิวอู๋เสียถาม
“ไม่มีธุระก็หาเจ้าไม่ได้หรือไง!”
หลังจากพูดจบ เฉินรั่วเยียนก็จะคว้าแขนของหลิวอู๋เสีย หลิวอู๋เสียขยับแขนเล็กน้อย ก้าวไปด้านข้างหนึ่งก้าว ทำให้เฉินรั่วเยียนคว้าได้เพียงอากาศ นางโมโหจนเบะปาก
“ข้าต้องการห้องหลอมโอสถ ข้าจะรีบหลอมยาถอนพิษออกมา พิษของพ่อของเจ้าจะได้หายขาด”
หลิวอู๋เสียทำได้เพียงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา รอจนกว่าจะถอนพิษให้จักรพรรดิได้แล้ว ค่อยกลับไปที่สำนักศึกษาจักรวรรดิและปิดด่านฝึกฝนสักพัก
“ตามข้ามา!”
เมื่อได้ยินว่าจะหลอมยาถอนพิษ เฉินรั่วเยียนก็ไม่กล้าประวิงเวลา กลัวว่าจะเสียเวลาในการรักษา
หลังจากเดินผ่านตำหนักไปหลายหลัง ห้องหลอมโอสถขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าหลิวอู๋เสีย สภาพแวดล้อมดีกว่าห้องหลอมโอสถของหอตันเป่าเสียอีก
“ข้าไม่ชอบให้ใครมารบกวนเวลาหลอมโอสถ สองวันนี้ห้ามใครเข้าใกล้เด็ดขาด หากหลอมโอสถล้มเหลว แม้แต่ข้าก็ไม่อาจถอนพิษพ่อของเจ้าได้”
หลิวอู๋เสียทำท่าทางน่ากลัวจนเฉินรั่วเยียนพยักหน้าตอบรับ แล้วสั่งคนว่าห้ามใครเข้าใกล้ที่นี่
การพูดแบบนี้ก็เป็นการบังคับกลาย ๆ
เขาต้องจากราชวงศ์ต้าเยี่ยนไม่ช้าก็เร็ว เขาจะมองไม่ออกได้อย่างไรว่าเฉินรั่วเยียนแอบมีใจให้เขา ยิ่งเป็นแบบนี้ หลิวอู๋เสียก็ยิ่งต้องเย็นชา
วันต่อมา หลิวอู๋เสียทุ่มเทให้กับการหลอมโอสถอย่างเต็มที่
“เพล้ง!”
วังยงเสียน!
อ๋องยงเสียนตบโต๊ะอย่างแรงด้วยความโกรธจนเคราและผมกระเซิง
“เป็นแบบนี้ได้อย่างไร? เราวางแผนอย่างแนบเนียน เขากลับปลุกองค์จักรพรรดิให้ฟื้นขึ้นมาได้ภายในเวลาสั้น ๆ เพียงแค่ธูปดอกเดียว”
ข้างกายอ๋องยงเสียนมีบัณฑิตวัยกลางคนยืนอยู่คนหนึ่ง ในมือถือพัดขนนก ใบหน้าขาวสะอาด เขากำลังพูดกับตัวเอง
ดวงตาทั้งสองข้างเผยให้เห็นร่องรอยความมืดมน บุคคลผู้นี้คือกุนซือขวงที่เฉินยวี่เซิงพูดถึง
“คนอยู่ไหน!”
อ๋องยงเสียนตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยว มีทหารยามสองคนวิ่งเข้ามาจากนอกท้องพระโรงอย่างรวดเร็ว
“ส่งยอดฝีมือระดับหัวกะทิไปฆ่าเด็กคนนี้ซะ”
หากไม่ฆ่าหลิวอู๋เสีย อ๋องยงเสียนคงกลืนไม่ลง ต้องให้เขาตายเท่านั้น
“ไม่ได้!”
กุนซือขวงรีบห้ามปราม
“ท่านกุนซือหมายความว่าอย่างไร เด็กคนนี้ทำลายเรื่องดี ๆ ของข้า หากไม่ฆ่าเขา ข้าคงไม่หายแค้น”
อ๋องยงเสียนขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วถามกุนซือขวง
“ท่านอ๋องเคยคิดบ้างไหม หากเราสามารถปราบเด็กคนนี้ได้ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อแผนการใหญ่”
กุนซือขวงคิดจะปราบหลิวอู๋เสียให้อยู่ใต้อาณัติของอ๋องยงเสียน
อ๋องยงเสียนเบิกตากว้าง เขาได้เห็นความสามารถของหลิวอู๋เสียกับตา หากดึงตัวเขามาร่วมงานด้วยได้ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อแผนการใหญ่
“เด็กคนนี้ขัดขวางข้ามาหลายครั้งหลายครา บัดนี้ความแค้นล้ำลึกนัก คิดว่าเขาจะยอมสวามิภักดิ์ต่อเราจริงหรือ?”
อ๋องยงเสียนเคยส่งจางซู่ลี่ไปเชิญหลิวอู๋เสียมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ถูกปฏิเสธอย่างไม่ไยดี
“ใต้หล้านี้ ผู้คนมากมายล้วนไขว่คว้าหาผลประโยชน์ ขอเพียงให้ผลประโยชน์มากพอ ข้าไม่เชื่อว่าเขาจะไม่หวั่นไหว”
กุนซือขวงโบกพัดขนห่านในมือพลางเผยรอยยิ้มลึกลับ ขอเพียงหาจุดอ่อนของหลิวอู๋เสียให้พบ ก็ควบคุมเขาได้อย่างง่ายดาย
“สิ่งที่เรามอบให้ได้ ฝ่าบาทก็มอบให้ได้เช่นกัน หากต้องการให้เขาคล้อยตาม มิใช่เรื่องง่ายดายนัก”
อ๋องยงเสียนส่ายหน้า เขาไม่ใช่ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน
“เราสามารถเริ่มจากครอบครัวของเขาได้!”
จู่ ๆ กุนซือขวงก็โน้มตัวมากระซิบ พูดเบา ๆ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอ๋องยงเสียน เขาโบกมือ ทหารยามที่วิ่งเข้ามาจึงถอยออกไป
…
หนึ่งวันผ่านไป ยาถอนพิษก็สำเร็จ
หลิวอู๋เสียไม่ได้รีบร้อน เขาอาศัยสภาพแวดล้อมของสถานที่แห่งนี้หลอมโอสถระดับห้า
ครั้งที่แล้วเขาใช้หญ้าหนวดมังกรไม่กี่ต้นหลอมโอสถปราณมังกร ทำให้ทะลวงพลังยุทธ์ขึ้นไปได้หนึ่งขั้น
วันนี้เขาต้องการหลอมโอสถระดับห้าจำนวนหกเม็ด จะทะลวงสู่ระดับพลังชำระไขกระดูกได้หรือไม่… ขึ้นอยู่กับโอสถเหล่านี้แล้ว
โอสถเป็นเพียงตัวช่วย เขาต้องการใช้โอสถระดับห้าสะสมของเหลววิญญาณให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้เขาพุ่งทะยานสู่ระดับพลังชำระไขกระดูก
พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกหนึ่งวัน!
เฉินยวี่เซิงกลับมาอีกครั้ง ขณะที่มาถึงวังหลวง หลิวอู๋เสียก็เพิ่งออกจากประตู
“อู๋เสีย เจ้าเดาสิ ข้าสืบพบอะไร?”
ประโยคแรกที่พูดกับหลิวอู๋เสีย ไม่ใช่การถามถึงยาถอนพิษ เขามั่นใจว่าหลิวอู๋เสียต้องแก้พิษให้จักรพรรดิได้แน่
“สืบเรื่องอะไรได้บ้าง?”
หลิวอู๋เสียเดาได้ว่าต้องสืบเรื่องบาปกรรมที่ฉีเอินสือเคยก่อไว้ได้แน่ แต่ก็แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง
“สืบพบตัวการที่ฆ่าคนทั้งหมู่บ้านกว่าหมื่นคนเมื่อหลายปีก่อน เจ้าเดาออกไหมว่าเป็นใคร?”
เฉินยวี่เซิงพูดปริศนา
หลิวอู๋เสียส่ายหน้า ท่าทางไม่หวั่นไหว ทั้งที่ในใจรู้ดีว่าเป็นใคร แต่กลับต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้ มันช่างทรมานเสียจริง “ผู้อาวุโสเฉินบอกมาตรง ๆ เถอะขอรับ”
“เขาผู้นั้นก็คือเจ้าเมืองแห่งเมืองชางหลัน… ฉีเอินสือ ใครจะไปคิดว่าเขาเคยก่อเรื่องฆ่าล้างหมู่บ้านมาก่อน”
ส่วนหลักฐานที่หลิวอู๋เสียมอบให้ เฉินยวี่เซิงแสร้งทำเป็นมองข้าม เขาไม่ใช่คนโง่ ตรงกันข้าม เขากลับฉลาดเป็นกรด
หากสืบหาที่มาของข่าวที่หลิวอู๋เสียรู้มา คงต้องลากคนมาพัวพันอีกมากมาย ขอเพียงหาตัวการที่อยู่เบื้องหลังมาชดใช้ความผิดให้ผู้ตายได้ นั่นก็เพียงพอแล้ว
“แล้วท่านจะจัดการกับเขาอย่างไร?”
นี่ต่างหากคือสิ่งที่หลิวอู๋เสียกังวลที่สุด หากฉีเอินสือตาย เหล่านักฆ่าจากหอนักฆ่าก็คงเลิกตามล่าเขา
เมื่อผู้ว่าจ้างตาย หากฆ่าหลิวอู๋เสียไปก็ไม่รู้จะรับค่าจ้างกับใคร
“ข้าส่งคนไปเมืองชางหลันแล้ว ตามกฎทหาร ให้ประหารชีวิต ณ ที่นั้น ทัพศิลาทลายไม่เคยฆ่าคนบริสุทธิ์ นี่คือกฎเหล็ก”
หลิวอู๋เสียก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ฉีเอินสือตายแล้ว ก็ถือว่าสะสางเรื่องในใจไปได้เรื่องหนึ่ง
“ผู้อาวุโสเฉิน นี่คือยาถอนพิษที่ข้าหลอมขึ้น ไม่เกินหนึ่งวัน พิษก็จะถูกขับออกจนหมด ข้าขอตัวลาก่อน”
หลิวอู๋เสียหยิบยาถอนพิษสองเม็ดส่งให้เฉินยวี่เซิง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากตำหนักไป
“อู๋เสีย เจ้าต้องระวังตัวด้วย!”
คำพูดของเฉินยวี่เซิงแฝงความนัยบางอย่างเอาไว้ แม้จะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่หลิวอู๋เสียก็พอจะเดาได้ ต่อจากนี้เขาต้องเผชิญกับพายุลูกใหญ่จากทุกสารทิศอย่างแน่นอน
ก้าวออกจากประตูวัง อารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง
เขาลูบขวดกระเบื้องเคลือบในอ้อมอก มุมปากเผยรอยยิ้มออกมา
การเข้าวังครั้งนี้ได้รับผลประโยชน์มหาศาล
มิเพียงแต่รวบรวมวัสดุสำหรับหลอมดาบเสียเหรินได้ครบแล้ว ยังหลอมโอสถระดับห้าได้หกเม็ด และชิ้นส่วนต้นไม้วิญญาณอีกหนึ่งชิ้น
ตลอดทางไม่ได้หยุดพัก พบว่ามีหลายคนแอบสะกดรอยตาม เขาทำได้แค่แสร้งทำเป็นไม่เห็น
เมื่อก้าวเข้าสู่ประตูสำนักศึกษาจักรวรรดิ ไม่ได้กลับไปที่ลานเรือนของตัวเอง ฟ่านเจินได้กำชับไว้ว่าให้เขาไปพบทันทีที่กลับมา
ฟ่านเจินรอคอยมาหลายวันแล้ว
หลิวอู๋เสียติดตามผู้เฒ่าชุดเทา เข้าไปในลานเรือนธรรมดาแห่งหนึ่ง
ไม่คิดว่าอาจารย์ใหญ่ผู้สูงศักดิ์จะอาศัยอยู่ในสถานที่เรียบง่ายเช่นนี้ ทำให้หลิวอู๋เสียประหลาดใจอย่างยิ่ง
ฟ่านเจินรออยู่ในห้องโถงก่อนแล้ว
“ผู้เยาว์หลิวอู๋เสีย คารวะอาจารย์ใหญ่!”
ความขัดแย้งระหว่างคนทั้งสองคลี่คลายลง หลิวอู๋เสียมองอาจารย์ใหญ่เปลี่ยนไปมาก
“นั่งลงเถอะ!”
เขาผายมือให้หลิวอู๋เสียนั่งลงพูดคุยกัน ไม่ถือตัวแม้แต่น้อย
ทั้งสองคนนั่งลงตรงข้ามกัน ผู้เฒ่าชุดเทารินชาหอมกรุ่นและถอยออกไป เหลือเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น
“นี่คือป้ายศิษย์อักษรฟ้า นับจากวันนี้ไป เจ้าคือศิษย์อักษรฟ้าแล้ว”
ฟ่านเจินหยิบป้ายออกมาจากอก แล้วโยนไปยังมือของหลิวอู๋เสีย
นี่เป็นครั้งแรกที่ก้าวข้ามอักษรลึกล้ำ เลื่อนขั้นเป็นศิษย์อักษรฟ้า หลิวอู๋เสียทำลายสถิติของสำนักศึกษาจักรวรรดิมากมาย
ไม่ได้เกรงมารยาท ตามความแข็งแกร่งของเขา ก็ควรจะได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์อักษรฟ้านานแล้ว
พื้นที่อักษรฟ้ามีสภาพแวดล้อมดีกว่า เหมาะสำหรับเขาในการทะลวงพลังยุทธ์
“อาจารย์ใหญ่เรียกข้ามา มีเรื่องอันใดหรือ?”
หลิวอู๋เสียเก็บป้ายพลางถามขึ้น แน่นอนว่าจะไม่ใช่แค่การมอบป้ายให้เขาแน่นอน
“เจ้าคงจะสงสัยมาก ทำไมข้าถึงต้องแอบฝึกฝนเจ้าโดยไม่อยากให้ใครรู้”
ดวงตาอันเฉียบแหลมของฟ่านเจินมองไปที่หลิวอู๋เสีย เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขา ทำให้รู้สึกกดดันเล็กน้อย นี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เขาเป็นถึงอาจารย์ใหญ่ผู้มีระดับพลังแก่นวิสุทธิ์ แต่กลับไม่อาจมองทะลุเด็กหนุ่มตัวเล็กคนหนึ่งได้ หากพูดออกไปคงไม่มีใครเชื่อแน่
– โปรดติดตามตอนต่อไป –