ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 239 พายุคลั่ง
ตั้งแต่สมัยโบราณ จักรพรรดิและขุนนางล้วนมีฐานะแตกต่างกัน!
หลิวอู๋เสียนั่งอยู่บนนั้นถือว่าขัดต่อธรรมเนียมระหว่างจักรพรรดิและขุนนาง ถึงแม้จักรพรรดิออกคำสั่ง พวกเขาก็ไม่กล้าตำหนิอย่างโจ่งแจ้ง ได้แต่ซุบซิบกันเบา ๆ
สำหรับพวกเขาแล้ว ธรรมเนียมระหว่างจักรพรรดิและขุนนางสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด แต่สำหรับหลิวอู๋เสียแล้ว ทุกคนล้วนเป็นคนธรรมดา
“ช่างน่าโมโหยิ่งนัก รอฝ่าบาทเสด็จมา ข้าจะต้องฟ้องร้องเรื่องนี้ให้จงได้ เด็กอ่อนหัดเช่นนี้ กลับไม่สนใจธรรมเนียมระหว่างจักรพรรดิและขุนนาง”
ผู้เฒ่าร่างกำยำลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธ
“ท่านอัครเสนาบดีไป๋ เหตุใดจึงต้องไปถือสาหาความกับเด็กน้อยเช่นนั้นด้วย”
ในราชวงศ์ต้าเยี่ยน มีตำแหน่งอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ฝ่ายซ้ายคือเหวินเซียงและฝ่ายขวาคือไป๋เซียง
หลิวอู๋เสียเป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่ง ไม่อาจเติบใหญ่ได้ และจะต้องตายในเมืองหลวงแห่งนี้ในไม่ช้า
“ถูกต้องแล้ว เด็กน้อยนี่ใช้วิชาต่ำช้ามาเอาใจฝ่าบาท สักวันความชั่วร้ายจะต้องถูกเปิดเผย”
ขุนนางส่วนใหญ่ต่างเข้าข้างอัครเสนาบดีไป๋
เมื่อพูดถึงเสนาบดีฝ่ายขวานี้ หลิวอู๋เสียเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง เขาเป็นน้องชายแท้ ๆ ของเจ้าตระกูลไป๋ ไป๋จ้านเป็นหลานชายของเขา ไม่แปลกที่เขาจะพูดจาเสียดสีหลิวอู๋เสีย ตระกูลไป๋เกลียดชังหลิวอู๋เสียเข้ากระดูกดำ เพราะเขาทำลายพลังยุทธ์ของไป๋จ้าน
หลิวอู๋เสียไม่สะทกสะท้านกับข้อกล่าวหาจากเบื้องล่าง เขากระซิบบางอย่างกับสวีหลิงเสวี่ย ราวกับไม่ได้ยินสิ่งใด ปล่อยให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอยู่ข้างหู ทำให้หลายคนยิ่งโกรธแค้นมากขึ้น
พวกเขาจงใจยั่วยุหลิวอู๋เสีย จากนั้นจึงฉวยโอกาสโจมตี หลิวอู๋เสียจะได้ตกที่นั่งลำบาก
ใครจะรู้ว่าหลิวอู๋เสียไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้น ปล่อยให้พวกเขาดูถูกเหยียดหยามต่อไป ข้าเพียงหลับตาและปิดหู เจ้าจะทำอะไรข้าได้
มีความสามารถก็ขึ้นมาต่อสู้กันตัวต่อตัว หลิวอู๋เสียผู้นี้จะฆ่าให้หมดทุกคน
การใช้เล่ห์เหลี่ยมทางวาจาก็เป็นเพียงวิถีทางของคนขี้ขลาด
ไม่เคยได้ยินว่ามีใครพูดจนคนตาย
หลิวอู๋เสียเหลือบมองไปด้านล่าง เห็นได้ชัดว่าจำนวนคนทางซ้ายน้อยกว่าทางขวา
ทางซ้ายนำโดยเฉินยวี่เซิง อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายเหวินเซียงนั่งอยู่ด้านข้าง
ทางขวานำโดยอ๋องยงเสียน อัครเสนาบดีฝ่ายขวาไป๋เซียงนั่งอยู่ด้านข้าง
เซวียชุนอวี่นั่งอยู่ตรงกลางด้านขวา ดวงตาเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น อยากจะพุ่งขึ้นไปฆ่าหลิวอู๋เสียเดี๋ยวนั้น
“อู๋เสีย ข้ารู้สึกว่าวันนี้มีคนจำนวนมากเล็งเป้ามาที่เจ้า”
สวีหลิงเสวี่ยมีสีหน้ากังวล ยังไม่ทันได้เข้าวังก็ถูกยั่วยุเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าหยางจวินเซวียนถูกส่งมา จงใจบังคับให้หลิวอู๋เสียทำผิด
คงไม่คาดคิดว่าหลิวอู๋เสียจะแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างง่ายดาย
ต่อจากนี้ไปจะมีการยั่วยุมากขึ้น จนกว่าจะฆ่าเขาได้สำเร็จ
“ข้ายังกังวลว่าพวกมันจะไม่กล้ามา พอดีเลย กำจัดให้สิ้นซากทีเดียว!”
หลิวอู๋เสียแสยะยิ้มมุมปาก ดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกายเย็นเยียบ สวีหลิงเสวี่ยที่นั่งอยู่ข้าง ๆ รู้สึกได้ว่าอุณหภูมิรอบข้างลดลงอย่างน่าประหลาด นี่คือไอสังหาร
ก่อนมาตามนัด หลิวอู๋เสียคาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้ว เขาจะใช้โอกาสนี้สะสางความแค้นที่มีต่อกันให้หมดสิ้น
รออยู่ครู่หนึ่ง ขันทีชราคนหนึ่งก็เดินออกมาจากทางเดินลึก พร้อมกับประกาศเสียงดัง “ฝ่าบาทเสด็จ!”
เสียงพูดคุยเงียบลงทันที ทุกคนหันไปมองทางเดิน
เห็นเพียงชายร่างกำยำเดินเข้ามา เฉินรั่วเยียนและเฉินเล่อเหยาเดินตามหลังมาติด ๆ ส่วนองค์ชายทั้งสองตามหลังมาห่าง ๆ
หลิวอู๋เสียรักษาจักรพรรดิจนหาย จึงรู้ว่าเฉินเล่อเหยากับเขามีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ จักรพรรดิจึงทรงแต่งตั้งเฉินเล่อเหยาเป็นองค์หญิงเล่อเหยา นับแต่นั้นมา นางจึงมีสถานะในราชวงศ์เสียที ส่วนแม่ของนางก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นนางสนม
ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณหลิวอู๋เสีย
ทุกคนยืนขึ้น หลิวอู๋เสียก็ไม่ต่างกัน ราชวงศ์ต้าเยี่ยนไม่มีธรรมเนียมที่ขุนนางต้องคุกเข่าคำนับเมื่อพบกษัตริย์ ขุนนางทั้งหลายเพียงโค้งคำนับเล็กน้อย
“ถวายบังคมฝ่าบาท!”
“นั่งลงเถอะ วันนี้เป็นเพียงงานเลี้ยงขอบคุณ ไม่จำเป็นต้องมากพิธีขนาดนั้น”
องค์จักรพรรดิดูดีมาก ต่างจากตอนที่ประชวรอย่างสิ้นเชิง ยาถอนพิษของหลิวอู๋เสียรักษาเขาจนหายขาด
เมื่อทุกคนนั่งลง เฉินรั่วเยียน เฉินเล่อเหยาและองค์ชายทั้งสองทำได้เพียงนั่งอยู่ด้านข้าง
เฉินรั่วเยียนมองมายังหลิวอู๋เสีย ปากเล็ก ๆ บู้บี้เป็นรูปปากจู๋ เขาถึงกับพาภรรยามาด้วย
สวีหลิงเสวี่ยมีท่าทางอ่อนโยนและสง่างาม นางพยักหน้าให้เฉินรั่วเยียนเป็นการทักทาย
เมื่อทุกคนนั่งประจำที่แล้ว จักรพรรดิทรงมองไปที่หลิวอู๋เสียและพยักหน้าให้ ทั้งสองคนต่างเข้าใจกันโดยปริยาย
“ฝ่าบาท งานเลี้ยงขอบคุณยังไม่ทันได้เริ่มต้น กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล”
ขุนนางฝ่ายขวาลุกขึ้นยืนพลางประสานมือคารวะ พร้อมกับทอดสายตามองไปยังองค์จักรพรรดิ
“ท่านอัครเสนาบดีไป๋เชิญ”
จักรพรรดิยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงถึงความไม่พอพระทัยแต่อย่างใด
“เรื่องที่กระหม่อมยังไม่เข้าใจก็คือ… เด็กผู้นี้รักษาฝ่าบาทจนหายดีก็จริง แต่ตามธรรมเนียมแล้ว เขาควรที่จะนั่งอยู่ด้านล่าง เหตุใดจึงได้มานั่งเสมอฝ่าบาทเช่นนี้”
ทันทีที่อัครเสนาบดีไป๋พูดจบ ก็มีเสียงสนับสนุนดังขึ้นมากมายจากด้านล่าง
“ฝ่าบาท ในเมื่อท่านอัครเสนาบดีไป๋พูดขึ้นมาแล้ว กระหม่อมก็ขออนุญาตพูดสักคำ เด็กผู้นี้มีบุญญาบารมีอันใด ถึงได้นั่งอยู่เหนือศีรษะพวกกระหม่อมที่เป็นขุนนางเก่าแก่เหล่านี้”
เสนาบดีกรมขุนนางลุกขึ้นสนับสนุนอัครเสนาบดีไป๋
ทั้งอัครเสนาบดีไป๋และเสนาบดีกรมขุนนางต่างก็เป็นบุคคลสำคัญ พวกเขามีอำนาจอยู่ในมือ ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าพูดคัดค้าน
“ยังมีผู้ใดคิดเห็นเช่นนี้อีกหรือไม่”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง จักรพรรดิก็กวาดสายตามองไปยังขุนนางทั้งหมดอย่างใจเย็น
“ฝ่าบาท หากพูดถึงเรื่องการรักษาชีวิตผู้คน ในช่วงหลายปีมานี้ หมอหลวงได้รักษาผู้คนมานับไม่ถ้วน เหตุใดการรักษาฝ่าบาทเพียงชีวิตเดียว จึงทำให้เขามีสิทธิ์นั่งอยู่เหนือพวกกระหม่อมเช่นนี้ พวกกระหม่อมล้วนไม่อาจยอมรับได้”
กัวปู้ชิวลุกขึ้นยืน ครั้งที่แล้วเขาตบหน้าตัวเองไปสิบครั้ง เขายังคงเจ็บใจไม่หาย
อัครเสนาบดีไป๋ยังไม่มีน้ำหนักมากพอ คำพูดของกัวปู้ชิวจึงทำให้หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย
หมอหลวงได้รักษาผู้คนมานับไม่ถ้วน หากว่ากันตามเหตุผลแล้ว พวกเขาก็ควรมีสิทธิ์นั่งอยู่ด้านบนเช่นกัน
“มีเพียงเท่านี้หรือ?”
จักรพรรดินัยน์ตาฉายแววขบขันเล็กน้อย ดวงตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของอัครเสนาบดีไป๋
“ขอฝ่าบาทโปรดชี้แนะ”
นี่มันกำลังบีบบังคับจักรพรรดิชัด ๆ!
จักรพรรดิถูกบีบให้ตอบคำถามต่อหน้าขุนนางทั้งหมด นี่ถือเป็นการไม่เคารพอย่างยิ่ง ไม่ว่าจักรพรรดิจะทำสิ่งใด พวกเขาในฐานะขุนนางก็ไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถาม
ตั้งแต่ต้นจนจบ อ๋องยงเสียนไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว เขานั่งเงียบ ๆ ราวกับเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ
“เจ้าคิดว่าเขาเพียงแค่ช่วยชีวิตข้าอย่างนั้นรึ?” เสียงจักรพรรดิเปล่งขึ้นอย่างเย็นชา “สิ่งที่เขาช่วยไว้คือราชวงศ์ต้าเยี่ยน คือชีวิตของราษฎรนับพันนับหมื่น เจ้าว่าเขามีคุณสมบัติพอที่จะนั่งอยู่ตรงนี้หรือไม่”
จักรพรรดิแทบจะคำรามออกมา พลังกดดันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านไปทั่วทั้งท้องพระโรง
เหล่าขุนนางเบื้องล่างพากันตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว จักรพรรดิไม่พอใจมาก หากพลาดพลั้งไปแม้เพียงนิด ชีวิตนับพันก็อาจจะต้องสูญสิ้น
หากเขาตายไป ราชวงศ์ต้าเยี่ยนคงต้องเผชิญกับหายนะ ครอบครัวนับไม่ถ้วนต้องแตกสลาย ผู้คนอีกมากมายต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากการพลัดพรากในสงคราม
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วท้องพระโรง แม้แต่อัครเสนาบดีไป๋ก็ยังคงนิ่งเงียบ
หากยังคงโต้เถียงกันต่อไป เกรงว่าเรื่องราวคงจะบานปลายไปกันใหญ่ สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่อ๋องยงเสียนอย่างลุ้นระทึก
“ก็นั่ง ๆ ไปเถอะ จะนั่งตรงไหนมันต่างกันหรือ? สุราที่เขาดื่มก็ไม่ได้ต่างอะไรกับพวกเรานี่”
อ๋องยงเสียนหัวเราะลั่น ขจัดบรรยากาศตึงเครียดลงในทันที
“ใช่แล้ว แค่ที่นั่งจะไปจริงจังอะไรกันนักหนา”
เหล่าขุนนางที่เป็นกลางพากันลุกขึ้นประสานรอยร้าว หากปล่อยให้เรื่องบานปลาย คงไม่มีใครได้ประโยชน์
“ยังมีผู้ใดข้องใจอีกหรือไม่”
น้ำเสียงของจักรพรรดิเย็นชาลงกว่าเดิม ที่ผ่านมาเขาเห็นแก่มิตรภาพระหว่างพี่น้อง จึงยอมหลับหูหลับตาให้กับการกระทำของยงเสียนเสียบ้าง
แต่เมื่อรู้ว่าตัวเองถูกวางยาพิษ เขาจึงรู้ว่ามิตรภาพกลับกลายเป็นเครื่องมือที่อ๋องยงเสียนใช้ในการควบคุมเขา
ความเงียบกลับคืนสู่ท้องพระโรงอีกครั้ง ไม่มีผู้ใดกล้าพูดสิ่งใดออกมา ทุกคนพากันกลับไปยังที่นั่งของตน
หลิวอู๋เสียกลับกลายเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวใด ๆ
แม้ว่าเขาจะคาดหวังว่าจุดจบนี้ แต่ความเด็ดขาดของจักรพรรดิก็ยังสร้างความประหลาดใจไม่น้อย
งานเลี้ยงขอบคุณเริ่มต้นขึ้น การโต้เถียงเมื่อครู่เป็นเพียงแค่อาหารเรียกน้ำย่อย พายุลูกใหญ่กำลังรอหลิวอู๋เสียอยู่เบื้องหน้า
อาหารและสุราถูกยกขึ้นมาวางเรียงราย ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตารับประทานอาหาร ราวกับกำลังรอคอยบางสิ่งบางอย่าง
“คุณชายหลิว ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเชี่ยวชาญด้านการแพทย์เป็นอย่างยิ่ง บังเอิญว่ามีโรคประหลาดที่รบกวนใจข้ามาหลายปีแล้ว วันนี้เป็นโอกาสอันดี ข้าจึงอยากขอคำชี้แนะจากคุณชายหลิว”
กัวปู้ชิวลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน ยกมือขึ้นคำนับหลิวอู๋เสียด้วยท่าทางที่ดูสุภาพ
งานเลี้ยงขอบคุณเพิ่งจะเริ่มต้น การกลั่นแกล้งก็เริ่มต้นขึ้นแล้วหรือ?
จักรพรรดิกำลังจะพูดปากห้าม หลิวอู๋เสียก็โบกมือขัดจังหวะ ไม่ใช่ทุกเรื่องที่ต้องให้จักรพรรดิช่วยเหลือเขา
หลบหลีกได้ครั้งหนึ่งแล้วเช่นไร? ไม่อาจหลบหลีกไปได้ตลอด พวกเขาต้องหาวิธีการต่าง ๆ นานา เพื่อกลั่นแกล้งเขาแน่นอน
วิธีที่ดีที่สุดคือการโต้กลับทีละคน
“ปัญหาที่สร้างความหนักใจให้กับหมอหลวงกัวได้ เช่นนั้นจะต้องไม่ธรรมดาแน่ ๆ ผู้เยาว์น้อมรับฟังด้วยความยินดี”
หลิวอู๋เสียวางถ้วยในมือลง ขอเพียงเขาปฏิเสธ กัวปู้ชิวคงเปิดฉากโจมตีระลอกสองแน่นอน ดูหมิ่นวิชาแพทย์ของเขา พูดว่าเขามีชื่อเสียงเท็จ…
กลอุบายแบบนี้ มันเชยไปนานแล้ว หลิวอู๋เสียจึงปิดทางเขาโดยตรง
“มีคนคนหนึ่ง ตอนเช้าจะรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง แต่พอตกกลางคืนกลับมีพลัง สดชื่น ตรวจไม่พบปัญหาใด ๆ แต่ร่างกายกลับทรุดโทรมลงทุกวัน เจ้าคิดว่านี่เป็นโรคอะไร”
กัวปู้ชิวพูดถึงอาการป่วย โรคนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดามาก ขอเพียงอดนอนทุกวัน ก็จะมีอาการแบบนี้
ตอนเช้าตื่นไม่ไหว พอตกดึกก็จะมีพลังเป็นพิเศษ
แบบนี้ก็เป็นโรคด้วยหรือ?
ชัดเจนว่าจงใจทำให้หลิวอู๋เสียลำบากใจ ถ้าบอกว่านี่ไม่ใช่โรค ก็เท่ากับเป็นการพิสูจน์ว่าวิชาแพทย์ของหลิวอู๋เสียอยู่ในระดับปานกลาง
ถ้าบอกว่าเป็นโรค กัวปู้ชิวจะต้องพูดกลับมาอย่างแน่นอน ว่านี่เป็นอาการนอนหลับผิดเวลา
ไม่ว่าหลิวอู๋เสียจะตอบว่าป่วยหรือไม่ป่วย ก็จะต้องตกหลุมพรางของกัวปู้ชิวอยู่ดี
ผู้คนรอบข้างต่างก็สัมผัสได้ถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในน้ำเสียงของกัวปู้ชิว พวกเขาไม่คิดเลยว่ากัวปู้ชิวจะกล้าสร้างปัญหาใหญ่เช่นนี้ให้กับหลิวอู๋เสียตั้งแต่แรก
“คุณชายหลิวช่วยวินิจฉัยด้วย!” เขาเผยรอยยิ้มพลางจ้องมองหลิวอู๋เสีย
ดวงตาคู่งามของสวีหลิงเสวี่ยฉายแววกังวล นี่ไม่ใช่การทดสอบวิชาแพทย์ มันคือการบังคับให้หลิวอู๋เสียขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล
พูดถึงอาการป่วยที่คลุมเครือ คำตอบก็ย่อมคลุมเครือเช่นกัน พูดตรง ๆ ก็คือไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง ทั้งหมดขึ้นอยู่กับคำพูดของกัวปู้ชิวเพียงคนเดียว
“ขอถามหน่อยว่าผู้ป่วยเป็นชายหรือหญิง อายุเท่าไหร่!”
หลิวอู๋เสียครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดถาม
“ชาย อายุเพิ่งจะยี่สิบปีบริบูรณ์!”
กัวปู้ชิวตอบอย่างรวดเร็ว ไม่อยากเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว
“โรคแบบนี้โดยทั่วไปแบ่งออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือตื่นนอนตอนเช้าแล้วมีอาการหน้าซีด ปากเขียวคล้ำ มักมีอาการชักร่วมด้วย”
“ประเภทที่สองค่อนข้างง่าย น่าจะเป็นเพราะกินสมุนไพรจินเสวี่ยเฉ่าเข้าไปจึงเกิดอาการเช่นนี้” หลิวอู๋เสียอธิบายอาการทั้งสองประเภทออกมาจนหมด “ไม่ทราบว่าอาการป่วยที่หมอหลวงกัวพูดถึงนั้นเป็นประเภทใด?”
ถึงคราวที่หลิวอู๋เสียถามกลับบ้าง
กัวปู้ชิวหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาฉายความเคร่งขรึมออกมา
“คุณชายหลิวสรุปได้อย่างไรว่าต้องเป็นอาการทั้งสองประเภทนี้?”
แววตาของกัวปู้ชิวได้ทรยศความคิดของเขาไปแล้ว
“หมอหลวงกัว เราทุกคนไม่ใช่เด็กสามขวบ เจ้าตั้งใจสร้างปัญหาให้ข้า เช่นนั้นเจ้าต้องพาคนป่วยมาด้วยแน่นอน ขอเพียงข้าตอบผิด เจ้าก็จะให้คนป่วยออกมาเปิดโปงว่าข้าเป็นหมอปลอม ใช่หรือไม่?”
หลิวอู๋เสียจ้องมองกัวปู้ชิวพลางยิ้มเยาะ อีกฝ่ายถึงกับเซถอยหลังไปเล็กน้อย
– โปรดติดตามตอนต่อไป –