ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 273 อินทรีเจ้าเวหา
มีผู้คนมามุงดูรอบด้าน ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ยืนดูอยู่ห่าง ๆ
“พวกเจ้าทำอะไรกัน! หลบไปให้หมด! ข้าจะฆ่าหลิวอู๋เสีย!”
ม่อชงโกรธมาก ตะคอกใส่พวกเขา
ผู้คนที่อยู่โดยรอบพากันหัวเราะลั่น ม่อชงทำให้พวกเขาขบขันแทบบ้า ช่วงนี้เขาปิดด่านฝึกตน ไม่รู้ว่าข้างนอกเกิดอะไรขึ้น
“ศิษย์พี่ม่อชง! ท่านต้องใจเย็น ๆ! ท่านลงมือกับเขาไม่ได้!”
ศิษย์นับสิบคนช่วยกันรั้งม่อชงไว้ แถมยังมีอีกสองคนที่กอดขาเขาไว้แน่น อารมณ์ร้อนเป็นบ่อเกิดแห่งความชั่ว หากพุ่งเข้าไปโดยประมาท คงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตายยังไง
หลิวอู๋เสียกอดอกพลางจ้องมองไปที่ม่อชงด้วยแววตาเปล่งประกาย กฎแก่นวิสุทธิ์นับว่าสำคัญยิ่งสำหรับเขา ยิ่งเขาดูดซับได้มากเท่าไหร่ รากฐานพลังจะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
“ไม่ได้ วันนี้ข้าต้องฆ่ามันให้ได้ ไม่อย่างนั้นข้าไม่ขอมีชีวิตอยู่”
ด้วยระดับพลังแก่นวิสุทธิ์ ม่อชงมีสถานะและชื่อเสียงเทียบเท่ากับอาจารย์ใหญ่
เขาจะลืมความแค้นก่อนหน้านี้ได้อย่างไร?
“ศิษย์พี่ม่อ ท่านฟังพวกข้าสักหน่อยเถอะ รีบหนีไปเสีย”
ศิษย์น้องสิบกว่าคนที่รั้งตัวเขาไว้อยากจะร้องไห้ พวกเขาอยากจะกัดม่อชงสักคำสองคำเสียจริง ไม่เคยพบเห็นคนที่ไม่รู้จักบุญคุณคนเช่นนี้มาก่อน
เสียงหัวเราะรอบข้างดังขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนยืนดูการต่อสู้ครั้งใหญ่เมื่อหลายวันก่อนอยู่ห่าง ๆ พวกเขาไม่ได้เห็นการต่อสู้ในระดับพลังแก่นวิสุทธิ์ด้วยตาของตัวเอง พวกเขาไม่อยากพลาดโอกาสอันดีครั้งนี้
“หลีกไป พวกเจ้าหลีกทางให้ข้า”
ม่อชงสะบัดแขนอย่างแรงจนศิษย์น้องสองคนที่จับแขนเขากระเด็นออกไป จากนั้นเขาก็ก้าวเดินไปหลิวอู๋เสียทีละก้าว
“ท่านอยากตายก็เชิญ!”
ในที่สุดศิษย์น้องสิบกว่าคนที่จับตัวเขาไว้ก็ตัดสินใจปล่อยมือ พวกเขาทำได้เพียงปล่อยให้ม่อชงไปตายเอง ม่อชงไม่ยอมฟังคำแนะนำของพวกเขา
เมื่อพูดจบ พวกเขาก็หันหลังกลับและจากไป พวกเขาไม่คิดยุ่งกับเรื่องนี้ ในฐานะสหาย พวกเขาทำดีที่สุดแล้ว ม่อชงยืนกรานที่จะทำเช่นนี้ ก็ได้แต่โทษชะตากรรมของเขาเอง
ม่อชงถึงกับผงะ!
เขายืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับคนโง่งม การก้าวเข้าไปตอนนี้ก็เท่ากับการไปตายงั้นหรือ?
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ…”
ยังคงมีเสียงหัวเราะลั่น หลายคนหัวเราะจนตัวงอ น้ำตาไหลพราก
เหลือเพียงพวกเขาสองคนบนลานกว้าง หลิวอู๋เสียยืนนิ่งอยู่กับที่ ส่วนม่อชงกลับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมทุกคนถึงหัวเราะเยาะเขา?
เขาเป็นถึงระดับพลังแก่นวิสุทธิ์ ทำไมคนรอบข้างถึงไม่เกรงกลัวเขาเลย กลับกัน พวกเขาเกรงกลัวหลิวอู๋เสียมากกว่า
“ศิษย์พี่ม่อชง รีบกลับมาเถอะ เมื่อสามวันก่อน ศิษย์พี่หลิวฆ่าบรรพชนระดับพลังแก่นวิสุทธิ์ของตระกูลเซวีย ตระกูลเซวียทั้งหมดถูกกวาดล้างจนราบเป็นหน้ากลอง”
เหล่าศิษย์นับสิบคนที่เคยขวางทางม่อชงยืนตะโกนอยู่ห่าง ๆ
“อะไรนะ!”
ม่อชงเซถลา เกือบหน้าทิ่มลงพื้น หลิวอู๋เสียฆ่าเซวียซื่อสง บรรพชนระดับพลังแก่นวิสุทธิ์ของตระกูลเซวีย
เขาเพิ่งจะทะลวงพลังยุทธ์ได้ไม่นาน ฐานพลังยังไม่คงที่ก็รีบร้อนมาล้างแค้น พลังฝีมือเทียบกับบรรพชนของตระกูลเซวียไม่ได้เลย ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันด้วยซ้ำ เซวียซื่อสงทะลวงระดับพลังมาเป็นร้อยปีแล้ว
ข่าวนี้สร้างความบอบช้ำให้กับม่อชงอย่างมาก สีหน้าค่อย ๆ แข็งทื่อ
หลิวอู๋เสียจ้องมองม่อชงด้วยรอยยิ้ม มุมปากเผยยิ้มเยาะ
บรรยากาศในลานกว้างต่างออกไป ม่อชงตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อครู่นี้เขายังประกาศกร้าวว่าจะฆ่าหลิวอู๋เสียให้ได้
พริบตาเดียวก็เหมือนโดนตบหน้าเข้าอย่างจัง
“เจ้ายังยืนโง่อยู่อีก ทำไมไม่ลงมือ!”
หลิวอู๋เสียพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย สีหน้าเต็มไปด้วยความสนุกสนาน
ม่อชงรู้สึกแค้นใจยิ่งนัก!
วิ่งมาล้างแค้นแท้ ๆ โชคดีที่มีสหายเตือน มิฉะนั้นคงตายเปล่า
กว่าจะฝ่าฟันจนถึงระดับพลังแก่นวิสุทธิ์ได้ เขาไม่อยากตายหรอกนะ!
“เอ่อ… ศิษย์พี่หลิว ทุกอย่างเป็นเรื่องเข้าใจผิด!”
ม่อชงเปลี่ยนไปเป็นคนละคน รีบบอกว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ใครบ้างจะไม่เกรงกลัวชื่อเสียงอันโหดเหี้ยมของหลิวอู๋เสีย?
ทุกคนตกตะลึง นี่คือศิษย์เอกอัจฉริยะในดวงใจของพวกเขาจริงหรือ?
พอได้ยินว่าหลิวอู๋เสียฆ่าเซวียซื่อสง บรรพชนระดับพลังแก่นวิสุทธิ์ของตระกูลเซวีย เขาก็ตกใจกลัวราวกับหนูเห็นแมว
“เข้าใจผิดงั้นหรือ?” หลิวอู๋เสียเผยรอยยิ้มไร้พิษภัย แต่ส่วนลึกในดวงตากลับฉายแววฆ่าฟันเย็นยะเยือก “เจ้าเห็นที่นี่เป็นอะไร อยากมาก็มา อยากไปก็ไป”
ไอเย็นแผ่กระจายไปทั่วลานกว้าง ม่อชงถอยหลังไปหนึ่งก้าวใหญ่
“หลิวอู๋เสีย เจ้าอย่าได้รังแกข้าเกินไปนัก ข้าเป็นถึงระดับพลังแก่นวิสุทธิ์ หากข้าต้องการจะไป ใครหน้าไหนก็หยุดยั้งข้าไม่ได้”
ม่อชงยอมอ่อนข้อให้แล้ว เขาสู้หลิวอู๋เสียไม่ได้ หากต้องการจากไป ใครเล่าจะหยุดยั้งเขาได้?
“เช่นนั้นเจ้าลองดูสิ!”
ร่างของหลิวอู๋เสียหายวับไปจากจุดนั้น ปรากฏขึ้นตรงหน้าของม่อชง จนทำให้เขาร้องเสียงหลงด้วยความหวาดกลัว
หลังจากทะลวงระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นเก้า และขัดเกลาแก่นวิสุทธิ์ของบรรพชนตระกูลเซวีย ความแข็งแกร่งของหลิวอู๋เสียเปลี่ยนไปราวกับพลิกฝ่ามือ แข็งแกร่งกว่าครั้งอยู่ในระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นแปดหลายร้อยเท่า
เพียงแค่ฝ่ามือเดียวก็ฆ่าผู้ฝึกตนระดับพลังแก่นวิสุทธิ์ทั่วไปได้แล้ว
ม่อชงตกใจจนวิญญาณแทบหลุดลอย ร่างกายถอยหลังอย่างรวดเร็ว คิดเพียงแค่หนีไปก่อน จากนั้นจึงค่อยกลับไปอยู่ที่ถ้ำฝึกตนอย่างสงบเสงี่ยม
“เพี๊ยะ!”
ทุกคนยังไม่ทันได้ตอบสนอง ร่างของม่อชงก็ถูกส่งลอยออกไป ฝ่ามือของหลิวอู๋เสียตบจนกระเด็น
ร่างกายกลิ้งลงไปตามเนินเขา ใบหน้าฟกช้ำดำเขียว
ยอดฝีมือระดับพลังแก่นวิสุทธิ์… กลับถูกตบจนกระเด็นเพียงฝ่ามือเดียว
ทุกคนคิดว่าม่อชงจะต้องลุกขึ้นมาสู้กับหลิวอู๋เสีย เพราะเขานั้นเป็นถึงระดับพลังแก่นวิสุทธิ์ เกียรติยศสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด
“ฟุ่บ!”
ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้ตอบสนอง ร่างของม่อชงก็หายวับไปในพริบตา หนีไปอย่างรวดเร็วราวกับว่ามีขาเพิ่มอีกสองขา
ทุกคนต่างมืดแปดด้าน ใครจะไปคาดคิดว่าจะเป็นเช่นนี้ ม่อชงไม่แม้แต่จะทิ้งคำพูดร้าย ๆ ไว้เลยสักคำเดียว หนีไปอย่างไร้ร่องรอย
หลิวอู๋เสียแสดงสีหน้าประหลาดใจ!
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!
ในเมื่อม่อชงหนีไปแล้ว หลิวอู๋เสียย่อมไม่คิดไล่ตามไปฆ่า
ทั้งสองคนไม่ใช่คนในโลกเดียวกันอีกต่อไป ม่อชงถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ระดับพลังแก่นวิสุทธิ์เท่านั้น
เขากลับไปยังถ้ำฝึกตน ใกล้ถึงเวลาออกเดินทางเข้าไปทุกที
ไม่ผิดคาด ม่อชงต้องเข้าร่วมสงครามร้อยดินแดนอย่างแน่นอน เพิ่งจะทะลวงระดับพลังแก่นวิสุทธิ์ได้ก็เลือกที่จะออกจากการฝึกฝน
หนึ่งชั่วยามผ่านไป…
ฟ่านเจินมาถึงตามที่นัดหมาย สงครามร้อยดินแดนใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว
นอกจากหลิวอู๋เสียและม่อชงแล้ว สำนักศึกษาจักรวรรดิยังมีศิษย์อีกสิบกว่าคน ทั้งชายและหญิง สงครามร้อยดินแดนมิเพียงแต่เกี่ยวข้องกับเกียรติของราชวงศ์ต้าเยี่ยนเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นคือนี่คือโอกาส
คนยี่สิบกว่าคนมารวมกันที่ลานประลองอักษรฟ้า เมื่อม่อชงเห็นหลิวอู๋เสีย เขาก็หลบไปไกล ๆ ไม่กล้าเข้าใกล้
หลัวเจาจวินตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด ในปีที่ผ่านมา การพาศิษย์ไปร่วมสงครามร้อยดินแดนเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดที่สุดของนาง
ปีนี้แตกต่างออกไป มีอสูรร้ายอย่างหลิวอู๋เสียปรากฏตัวขึ้น
ในบรรดาศิษย์สิบแปดคน มีเพียงม่อชงเท่านั้นที่อยู่ในระดับพลังแก่นวิสุทธิ์ ส่วนคนอื่น ๆ ล้วนอยู่ในระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นสูง
“ข้อมูลเกี่ยวกับสงครามร้อยดินแดน พวกเราได้รวบรวมไว้สิบแปดส่วน ระหว่างทาง พวกเจ้าจงอ่านอย่างละเอียด ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พวกเราได้รวบรวมข้อมูลของอัจฉริยะจากราชวงศ์อื่น ๆ ไว้เกือบทั้งหมดแล้ว”
ฟ่านเจินหยิบสมุดเล่มเล็กสิบแปดเล่มออกมาและมอบให้พวกเขา เพื่อให้ศึกษาระหว่างทาง
อัจฉริยะของสำนักศึกษาจักรวรรดิ ราชวงศ์อื่น ๆ ก็ต้องสืบหาข้อมูลเช่นกัน รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
“นี่มันข้อมูลของสิบห้าราชวงศ์ ไม่ใช่สงครามร้อยดินแดนหรอกหรือ?”
หลังจากศิษย์คนหนึ่งเปิดสมุดเล่มเล็กออก เขาก็มีสีหน้าฉงน บันทึกอยู่ในนั้นมีเพียงร้อยกว่าคนเท่านั้น
“สิบห้าราชวงศ์นี้มีพรมแดนติดกับราชวงศ์ต้าเยี่ยนของพวกเรา และเป็นสิบห้าราชวงศ์ใหญ่ที่มีการแย่งชิงดินแดนกันอย่างรุนแรงที่สุด ราชวงศ์อื่น ๆ อยู่ห่างไกลกัน การรวบรวมข้อมูลจึงไม่สะดวก” ฟ่านเจินอธิบาย
ที่บอกว่าสงครามร้อยดินแดน เป็นส่วนที่เกินจริงไปบ้าง อย่างมากที่สุดก็ห้าสิบกว่าราชวงศ์ ราชวงศ์บางแห่งเริ่มเสื่อมอำนาจ อาจไม่ส่งคนเข้าร่วม
หลิวอู๋เสียเหลือบมองข้อมูลทั้งหมดในสมุดเล่มเล็ก จากนั้นก็โยนสมุดเล่มเล็กเข้าไปในถุงเก็บของ
“พวกเรารีบออกเดินทางกันเถอะ จากที่นี่ไปถึงสนามรบต้องใช้เวลาประมาณสิบวัน!”
สนามรบอยู่ไกลจากราชวงศ์ต้าเยี่ยนมาก แม้เดินทางอย่างเต็มกำลังก็ยังต้องใช้เวลาถึงสิบวัน
ระหว่างทางยังต้องเดินทางผ่านหลายอาณาจักรใหญ่กว่าจะไปถึงจุดหมาย
“สิบวัน? พวกเราไปทันหรือ?”
ชายหนุ่มคนเดิมถาม ราชวงศ์ต้าเยี่ยน แม้จะไม่ใช่ราชวงศ์ระดับกลาง แต่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล การเดินทางข้ามผ่านไปต้องใช้เวลาหลายวัน
“เจ้าช่างพูดมากเสียจริง!”
หลัวเจาจวินแสดงสีหน้าไม่พอใจ คนอื่น ๆ ยังไม่เปิดปากถามสิ่งใด นางพูดเช่นนี้ย่อมหมายถึงมีการเตรียมการไว้แล้ว
“ไป๋ฝาน เจ้าอย่าพูดมากเลย พวกเราก็แค่ทำตามคำสั่งก็พอแล้ว!”
ศิษย์คนอื่นเผยสีหน้าเบื่อหน่ายออกมาเล็กน้อย
มีศิษย์กว่าหมื่นคนรวมตัวกันรอบลานประลอง ทุกคนต่างมีสีหน้าปรารถนา พวกเขาไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าร่วม
สงครามร้อยดินแดนไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่ระวัง แม้แต่ชีวิตก็อาจทิ้งไว้ที่นั่น สิบปีจะมีเพียงครั้งเดียว และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะมีชีวิตรอดกลับมาได้
ฟ่านเจินหยิบหวูดออกมาจากตัว วางแนบไว้ที่ริมฝีปาก
“ปรี๊ดดดดดดด……”
เสียงแหลมประหลาดดังออกมา
เสียงดังทะลุผ่านสำนักศึกษาจักรวรรดิ มุ่งตรงไปยังเทือกเขาอันไกลโพ้น
ทุกคนต่างงุนงง อาจารย์ใหญ่กำลังทำอะไรกันแน่?
รออยู่ครู่หนึ่ง ท้องฟ้าก็พลันมืดครึ้ม แสงสว่างบนท้องฟ้าเหมือนถูกสิ่งใดบางอย่างบดบัง ปิดบังดวงอาทิตย์จนมิด
“ปรี๊ดดดดดดด……”
เสียงเดียวกันนี้ดังขึ้นในท้องฟ้าไกลออกไป สัตว์อสูรรูปนกขนาดมหึมาบินออกมาจากส่วนลึกของเทือกเขา
ปีกกว้างถึงร้อยหมี่กางออก
สัตว์อสูรรูปนกขนาดมหึมาเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง เพียงแค่ปรากฏตัว ลมพายุอันน่าสะพรึงกลัวก็พัดกระหน่ำไปทั่ว ศิษย์ทั่วไปต่างหวาดกลัวจนเสียขวัญ
“นั่นมันอินทรีเจ้าเวหา!”
เสียงอุทานตกตะลึงดังขึ้นจากฝูงชน อินทรีเจ้าเวหาเป็นสัตว์หายาก ใกล้จะสูญพันธุ์แล้ว ทำไมอาจารย์ใหญ่ถึงควบคุมอินทรีเจ้าเวหาได้กัน?
เนื่องจากขนาดตัวที่ใหญ่โตมโหฬาร ทำให้มันหาสถานที่ที่เหมาะสมในการพักพิงได้ยาก
อินทรีเจ้าเวหามีนิสัยอ่อนโยน แตกต่างจากสัตว์อสูรร้ายชนิดอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง
ดวงตาของหลิวอู๋เสียเผยความสงสัย อินทรีเจ้าเวหาตัวนี้มีพลังแข็งแกร่งอย่างยิ่ง มันคือสัตว์อสูรระดับห้าที่หาได้ยากยิ่ง
“เมื่อร้อยปีก่อน ตอนที่พวกเราเดินทางไปยังเทือกเขา พวกเราได้พบกับอินทรีเจ้าเวหาที่ยังไม่โตเต็มวัย พวกเราจึงได้ฝึกฝนมัน โดยปกติแล้วจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของมัน จะเรียกมันออกมาเมื่อถึงคราวจำเป็นเท่านั้น”
อาจารย์ที่ปรึกษาอาวุโสหลายคนต่างรู้เรื่องนี้ดี
ในสงครามร้อยดินแดนเมื่อสิบปีก่อน อินทรีเจ้าเวหาตัวนี้ได้พาศิษย์เหล่านั้นไปยังสนามรบ
สิบปีต่อมา อินทรีเจ้าเวหาได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง นอกจากอาจารย์รุ่นก่อน ๆ แล้ว บรรดาศิษย์ล้วนเป็นคนหน้าใหม่ทั้งหมด
มันบินวนรอบสำนักศึกษาจักรวรรดิอยู่หลายรอบ ก่อให้เกิดพายุที่รุนแรงจนหลังคาบ้านเรือนปลิวว่อนไปหลายหลัง
“พวกเรารีบออกเดินทางกันเถอะ ที่นี่คับแคบเกินไป มันไม่สามารถร่อนลงมาได้!”
ฟ่านเจินพาผู้คนออกจากสำนักศึกษาจักรวรรดิอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าไปยังเทือกเขา
หลังจากเดินทางไปได้ประมาณหนึ่งถ้วยชา ก็ปรากฏพื้นที่ว่างเปล่าขนาดใหญ่ อินทรีเจ้าเวหาพุ่งทะยานลงมาพร้อมกับเสียงคำรามกึกก้อง ขาคู่หนาสัมผัสพื้นดินราวกับเกิดแผ่นดินไหว หุบเขาสั่นสะเทือนไปทั่ว
มันยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ร่างกายใหญ่โตราวกับภูเขาลูกเล็ก ๆ ขนของมันมีสีม่วงอมน้ำตาล ดูสวยงามนัก ศิษย์หญิงหลายคนส่งเสียงร้องด้วยความตื่นเต้น
ฟ่านเจินพาผู้คนเดินไปตรงหน้าอินทรีเจ้าเวหา มันเชิดหัวขึ้นสูง ไม่แม้แต่จะชายตามองมนุษย์ที่อยู่บนพื้นดิน ยกเว้นหลัวเจาจวินและฟ่านเจินที่ทำให้มันรู้สึกเกรงกลัวอยู่บ้าง ศิษย์คนอื่น ๆ มันไม่แม้แต่จะชายตามอง
สัตว์อสูรเองก็มีศักดิ์ศรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์อสูรระดับห้าที่เริ่มมีจิตวิญญาณและแยกแยะออกว่าใครแข็งแกร่งกว่ากัน
– โปรดติดตามตอนต่อไป –