ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 14 ตัดความสัมพันธ์
แม่เซียวดึงเก้าอี้แล้วนั่งลง “พี่สะใภ้ พี่กำลังโทษหมิงเยวี่ยที่ใจร้าย และจงใจไม่ช่วยฮ่วนฮ่วนใช่ไหม? มีใครในครอบครัวเราบ้างที่ไม่รู้ ว่าหมิงเยวี่ยร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก และมักล้มป่วยอยู่บ่อยครั้ง แล้วทำไมตอนนั้นฮ่วนฮ่วนถึงไม่มาดูแลน้องสาวคนเล็กบ้าง? ในเมื่อ รู้อยู่แล้วว่าร่างกายของหมิงเยวี่ยไม่เหมาะสำหรับการบริจาคเลือด แต่ พวกพี่ยังใช้สายสัมพันธ์ในครอบครัวมาขู่บังคับเธอ นี่น่ะเหรอสิ่งที่ผู้ อาวุโสกว่าควรทำ?”
“พี่สะใภ้ ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวฉัน พี่จะรับผิดชอบไหว ไหม? เอาแต่พูดว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน สวมหน้ากากมนุษย์ แต่ กลับทำตัวเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน ยังกล้าทำตัวเป็นเหยื่ออีกเหรอ? พี่
ใหญ่ลงไม้ลงมือกับเด็ก แทบไม่ต้องพูดเลยว่าการกระทำของเขาไร้ ยางอายแค่ไหน หมิงเยวี่ยทำแบบนั้นเพื่อป้องกันตัวเองเท่านั้น ทีนี้พี่
จะเข้าอกเข้าใจฉันบ้างหรือเปล่า? พี่ไล่ต้อนลูกสาวฉันให้จนมุมถึง ขนาดนั้น แล้วยังคาดหวังให้ฉันเข้าใจพี่อีกเหรอ?”
แม่เซียวร่ายยาวออกมาจนจบ ความอัดอั้นตันใจถูกระบาย ออกมาทั้งหมด เธอต้องการเปิดโปงความหน้าซื่อใจคดของพี่สะใภ้ มานานแล้ว หล่อนเป็นสุนัขจิ้งจอกเฒ่าที่แสร้งทำตัวน่าสงสารอยู่ เสมอ
ป้าสะใภ้พลันหน้าซีดเผือด เธอตอบกลับเสียงสั่น
“น้องสะใภ้ คำพูดเธอปรักปรำกันเกินไปแล้ว น้องสะใภ้กลายเป็น คนใจไม้ไส้ระกำขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? เธอจะดุด่าพี่ยังไงก็ได้ แต่ อย่าเอาแม่เข้ามายุ่งเกี่ยว คุณแม่อายุมากแล้ว จะให้ท่านโกรธเคือง ได้ยังไง”
ขณะกล่าวเช่นนั้น เธอหันมองไปที่คุณย่าพลางคร ่าครวญ
คุณย่าตอบกลับสีหน้าบูดบึ้ง
“ดูสิ นี่ต่างหากที่เรียกว่าลูกสะใภ้ที่ดี ทั้งมีเหตุผล แล้วยังกตัญญู ไม่เหมือนกับใครบางคนที่เอาแต่ก่อความวุ่นวายในบ้านไม่รู้จบ”
แม่เซียวมองคุณย่าอย่างไม่เชื่อสายตา จากนั้นจึงหันมองพี่สะใภ้ ที่แสร้งทำเป็นร้องไห้ด้วยความโกรธ
“ก็ได้ ในเมื่อแม่คิดว่าเราสองคนอกตัญญู งั้นวันนี้เรามาลอง ทบทวนความทรงจำหน่อยเป็นไง ค่าใช้จ่ายประจำวันของแม่และค่า รักษาพยาบาลตลอดหลายปีที่ผ่าน เราสองคนเป็นคนจ่ายให้หรือ เปล่า? ค่าครองชีพของแม่ต่อเดือน 1,500 หยวน เมื่อปีก่อนก็จ่ายค่า ผ่าตัดให้ 100,000 หยวน เราสองสามีภรรยาคอยดูแลแม่ไม่ห่าง เช็ด อึเช็ดฉี่ให้ตลอดเวลา ส่วนพี่ใหญ่และคนอื่น ๆ ไม่เคยมาเยี่ยมแม้แต่ ครั้งเดียว แล้วแม่ยังหาว่าเราเป็นลูกอกตัญญูอีกเหรอ?”
“แล้วการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผ่านมา เราก็ให้เงินตลอดไม่ใช่ หรือไง? พี่สะใภ้เคยพาแม่ไปตรวจสุขภาพบ้างไหม? ทีตอนนี้มา กล่าวหาว่าเราสองคน พวกคุณยังมีจิตสำนึกอยู่หรือเปล่า? ฉันเกรง
ว่าแม้แต่ค่าครองชีพส่วนใหญ่ของแม่ก็คงตกอยู่ในมือพี่ใหญ่กับ พี่สะใภ้นั่นแหละ!”
ป้าสะใภ้หลบสายตาด้วยความเขินอาย ก่อนที่เธอจะโต้กลับสิ่ง ใด คุณย่าก็พูดขึ้นว่า
“เดี๋ยว ๆ ๆ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการให้เงินฉัน พวกแกไม่เต็มใจ ให้งั้นเหรอ? เงินที่หามาได้พวกนั้นต่างก็เป็นเงินที่ลูกฉันหามาได้ อย่างยากลำบากทั้งนั้น!”
“ใช่ค่ะ สามีของฉันก็คือลูกชายของแม่ เขาจึงควรช่วยเหลือ ค่าใช้จ่ายของแม่ แต่แม่มีลูกชายมากกว่าหนึ่งคน ทำไมเงินทั้งหมด ของครอบครัวถึงต้องมารีดไถจากเราฝ่ายเดียว? เราให้เงินและความ พยายามตั้งมากมาย แต่กลับวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่มีเหตุผล มัน สมควรแล้วเหรอคะ?” แม่เซียวพูดด้วยน ้าเสียงเย็นชา
คุณย่าหรี่ตาลง “แล้วพี่น้องสองคนหาเงินได้เท่ากันหรือเปล่า? น้องรองหาเงินได้มากกว่า ก็ควรจะต้องออกเงินเยอะกว่าสิ ชีวิตของ ลูกชายคนโตค่อนข้างลำบาก มีรายได้น้อยลง พวกแกจะช่วยเหลือ เขาหน่อยไม่ได้หรือไง? แค่ให้ช่วยเรื่องเงินนิดหน่อย พวกแกก็บ่นไม่ หยุดหย่อน จะไม่ให้ฉันด่าว่าพวกแกอกตัญญูได้ยังไง!”
แม่เซียวแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน “ค่อนข้างลำบาก? ขี้
เกียจสันหลังยาวแบบนั้นจะหาเงินมากมายมาจากไหน แม้แต่เรือนหอ ลูกชายยังต้องปล้นมาจากคนอื่น”
คุณย่าโต้กลับ “ที่บอกว่าปล้นคนอื่นหมายความว่ายังไง? แกไม่ มีลูกชายด้วยซ ้า ลูกสาวต้องแต่งงานออกเรือนไม่ช้าก็เร็ว แล้ว ทรัพย์สินทั้งหมดของครอบครัวจะตกเป็นของเด็กผู้ชาย เงินของพวก แกก็คือเงินของเซียวอวี่เหมือนกัน บ้านหลังนั้นเองเดิมทีก็ควรเป็น ของเขา แกมันเป็นผู้หญิงที่เห็นแก่ตัวจริง ๆ ฉันไม่น่าให้ลูกชาย แต่งงานกับแกเลย!”
เมื่อได้ยินคำพูดอันไร้เหตุผลเช่นนี้ แม่เซียวรู้สึกโกรธมากขึ้น กว่าเดิม
ส่วนพ่อเซียวพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก เขารู้สึกผิดหวังกับแม่ ของตัวเองมากเสียจนไม่มีเรี่ยวแรงจะโต้เถียง
“พอแล้ว หยุดเถียงกันได้แล้ว วันนี้ผมมาด้วยเหตุผลสองอย่าง อย่างแรกเพื่อจัดการเรื่องงานศพพ่อ อย่างที่สองเพื่อบอกว่าบ้านของ เราพร้อมสำหรับขาย ถ้าอยากได้ก็เตรียมเงินมา แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ต้อง มาพูดเรื่องไร้สาระ”
“แม่ก็ด้วย ในเมื่อแม่คิดว่าพี่ใหญ่เก่งไปเสียทุกอย่าง ส่วนผมนั้น ทำอะไรไม่เป็นเลย ถ้าอย่างนั้นผมจะไม่ให้ค่าใช้จ่ายประจำวันแม่อีก เวลาป่วยไข้หรือเป็นอะไรขึ้นมา แม่ก็ขอค่ารักษาพยาบาลจากพี่ใหญ่ เอาแล้วกัน ผมแสดงความกตัญญูรู้คุณมาตลอดหลายปีแล้ว มันถึง เวลาที่พี่ใหญ่จะต้องเป็นคนแสดงความกตัญญูบ้าง!”
คุณย่าตัวสั่นด้วยความโกรธ “แก! แกมันสัตว์เดรัจฉานในคราบ มนุษย์ เจ้าลูกทรพี เลี้ยงหมามันยังรู้บุญคุณ ไม่เหมือนกับลูกเนรคุณ แบบแก! แกอยากให้ฉันอดตายหรือไง?”
ป้าสะใภ้ที่สังเกตการณ์อยู่ด้านข้างก็ก้าวออกมาด้านหน้าเช่นกัน
“น้องรอง พูดแบบนั้นหมายความว่ายังไง ตอนนี้พี่ชายของแกอยู่ ในคุก พวกเราแม่ลูกแทบไม่สามารถดูแลตัวเองได้ด้วยซ ้า แล้วแกจะ ปล่อยให้คุณแม่ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างนั้นเหรอ?”
เมื่อผลประโยชน์ของเธอเข้ามาเกี่ยวข้อง เธอพยายามแยกตัว ออกห่างทันที โดยไม่ให้ครอบครัวของเธอต้องเสียเงินสักแดงเดียว
เซียวหมิงเยวี่ยเย้ยหยัน “ไม่มีใครต้องการให้คุณย่าต้องลำบาก หรอกค่ะป้าสะใภ้ ก็แค่แบ่งส่วนหนึ่งของป้ามาให้คุณย่า มันเป็นเรื่อง ปกติที่ลูกสะใภ้จะแสดงความกตัญญูต่อแม่สามี ทำไมคะ ป้าสะใภ้ไม่ อยากทำเหรอ?”
ความขุ่นเคืองในดวงตาป้าสะใภ้หายไปชั่วขณะ ก่อนจะทวีคูณ ความรุนแรงกว่าเดิม
“ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะ แต่พวกเธอก็รู้สถานการณ์ ของครอบครัวฉัน ฮ่วนฮ่วนเพิ่งสูญเสียลูกชาย ลี่ลี่กำลังขอหย่ากับ เซียวอวี่ ตอนนี้เธอกำลังอุ้มท้องเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลเซียว ถ้า ไม่มีบ้านหลังนั้น เธอคงจะไม่กลับมาอีก เฮ้อ ต่อให้ฆ่าฉันให้ตาย ฉัน ก็ไม่มีเงินมากมายขนาดนั้นมาให้หรอก คุณแม่จะต้องลำบากอย่าง
มากหากติดตามเรา แม่คะ ฉันเป็นห่วงคุณแม่มากจริง ๆ แต่สุดท้าย ฉันก็แค่ลูกสะใภ้อกตัญญู…”
คุณย่าปลอบใจ “อย่าโทษตัวเองเลย แม่รู้ว่ามันไม่ง่ายสำหรับ พวกเธอ ไม่เหมือนใครบางคนที่เห็นแก่ตัว”
“คุณย่าพูดถูกแล้วค่ะ เราก็แค่คนเห็นแก่ตัว จากนี้คุณย่าก็อยู่ กับป้าสะใภ้ไปนะคะ ไม่ต้องมาหาหรือเรียกร้องอะไรจากเราอีก” เซียวหมิงเยวี่ยพูดด้วยรอยยิ้มเหยียด
คุณย่าสวนกลับทันพลัน “ไม่ไปก็ไม่ไป ฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับ พวกแกหรอก เจ้าลูกทรพี ในเมื่อแกใจร้ายกับแม่มากขนาดนี้ งั้นฉัน ขอตัดขาดความเป็นแม่ลูกกับแก ต่อนี้ไปอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ป้าสะใภ้รู้สึกตื่นตระหนก หากตัดขาดกับน้อง รอง หญิงชราก็ต้องกลายเป็นภาระของเธอไม่ใช่เหรอ?
“แม่ อย่าพูดแบบนั้นสิคะ จะตัดขาดความเป็นแม่ลูกกันได้ยังไง มันเป็นเรื่องปกติที่ลูกชายต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่า น้องรองไม่มี ทางเพิกเฉยแม่ได้หรอกค่ะ อย่าเพิ่งโกรธเคืองกันเลยนะคะ” ป้าสะใภ้ พยายามไกล่เกลี่ย
ใบหน้าของพ่อเซียวซีดเผือดลงถนัดตา หลังจากนิ่งเงียบไปนาน ในที่สุดเขาก็พูดขึ้นว่า
“ที่แท้แม่ก็ไม่เคยเห็นผมอยู่ในสายตาเลย ถ้าแม่อยากตัดขาดกัน นัก งั้นก็ทำตามที่แม่ต้องการได้เลย”
คุณย่าหัวเราะเยาะ “ต่อให้ไม่มีแก ฉันก็ยังมีลูกชายคนโต พี่ชาย ดีกว่าแกนับร้อยนับพันเท่า คิดจะขู่ฉันเรื่องเงินงั้นเหรอ? ใครจะสน เงินของพวกแกกัน ลูกชายคนโตของฉันทั้งกตัญญูและเชื่อฟัง ดีกว่า ลูกทรพีแบบแกเป็นไหน ๆ!”
“ได้ ได้ครับ…” ดวงตาของพ่อเซียวขุ่นมัวด้วยความปวดใจ
เซียวหมิงเยวี่ยยกยิ้มมุมปาก “คุณย่าคะ คุณเป็นคนพูดเองนะ คราวหน้าก็อย่ามาบอกว่าไม่ได้พูดนะคะ เรามาเขียนเป็นลายลักษณ์ อักษรกันดีกว่า แค่ลมปากอย่างเดียวไม่พอหรอก”
“ล้อเล่นกันหรือไง จะให้ครอบครัวตัดขาดจากกันได้ยังไง?” ป้า สะใภ้รีบหยุดเธอ
“งั้นก็เขียนเลยสิ! แกคิดว่ากำลังข่มขู่ใครอยู่นางเด็กสารเลว!? ยังไงซะเจ้าลูกชายคนรองก็น่ารำคาญมากที่สุดในบรรดาลูกทั้งสาม คนอยู่แล้ว! อย่าคิดเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับลูกชายคนโตเลย แล้วแกก็เทียบกับนางหมาป่าตาขาวนั่นไม่ได้ด้วยซ ้า!” คุณย่าก่นด่า อย่างรุนแรง
หลังได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ พ่อเซียวแทบประคองร่างกายให้ยืนตรง ไม่ได้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเขาทำงานอย่างหนักเพื่อครอบครัว พี่ชายคนโตขี้เกียจเกินกว่าจะยอมทำงาน ส่วนน้องสาวคนเล็กตัด ขาดกับครอบครัวและย้ายไปอยู่ในเมืองที่ห่างไกลนานแล้ว เขาคิด
เพียงว่าอย่างน้อยก็ได้ใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อครอบครัว แม้ ตนเองจะไม่ได้รับผลตอบแทนใด ๆ เลยก็ตาม
ตอนนี้เขาเพิ่งรู้ว่าตนเองไม่สามารถเปรียบเทียบกับใครได้เลย
เมื่อเห็นว่าหยุดพวกเขาไม่ได้ ป้าใหญ่ก็เหลือบมองไปทางคุณย่า นางหญิงแก่หนังเหนียวเสียสติไปแล้วหรือไง?
ถ้าตัดขาดกับคนพวกนี้ ค่าใช้จ่ายเดือนละ 1,500 หยวนจะ หายไป และคงไม่มีเงินให้ซื้อสิ่งใดได้อีก
ซุนฮั่นนิ่งเงียบตั้งแต่ต้นจนจบ ท้ายที่สุดเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ เขา และเขาไม่จำเป็นต้องพูดปกป้องแม่ยายตัวเองด้วยซ ้า อย่างไรก็ ตามสายตาไม่เป็นมิตรของเขาก็ถูกเซียวหมิงเยวี่ยสังเกตเห็น
เซียวหมิงเยวี่ยขมวดคิ้วขณะรู้สึกสงสัยกับสถานการณ์นี้เป็น อย่างมาก
“รองเท้าของคุณดูเหมือนจะพังแล้วนะ”
หญิงสาวพูดขึ้นอย่างกะทันหัน เธอสังเกตเห็นว่าส้นรองเท้าของ ซุนฮั่นมีสีเข้มเป็นพิเศษ มีชิ้นส่วนขาดหายไป และขอบของส้น รองเท้าหลุดลุ่ยราวกับว่ามันถูกบางสิ่งถูอย่างรุนแรงจนทิ้งร่องรอยไว้
การแสดงออกของซุนฮั่นดูกระอักกระอ่วนพร้อมตอบไปว่า “ก็แค่ บังเอิญชนเข้ากับอะไรบางอย่างน่ะ”
เซียวหมิงเยวี่ยมองดูเขาอย่างสงสัย ในใจรู้สึกถึงบางอย่างที่
แปลกประหลาด แต่เธอบอกไม่ได้มันคืออะไร
หลังจากลงนามในเอกสารตัดความสัมพันธ์ คุณย่า ป้าสะใภ้ และ คนอื่น ๆ ก็จากไป โดยละทิ้งเรื่องงานศพของคุณปู่อย่างง่ายดาย แม้กระทั่งก่อนจากไป พวกเขายังพูดเหน็บแนมไม่รู้จบ
เหตุผลหลักที่เซียวหมิงเยวี่ยเสนอให้ลงนามเป็นลายลักษณ์ อักษร นั่นก็เพื่อให้พ่อเซียวได้เห็นธาตุแท้ของคนเหล่านั้น ปล่อยให้ ความเจ็บปวดกัดกินหัวใจอย่างเต็มที่เพื่อเริ่มต้นใหม่หลังจากนั้น ด้วยวิธีนี้จะช่วยให้เขาไม่ใจอ่อนให้กับพวกนี้อีกหลังจากวันสิ้นโลก
แน่นอนว่ายังมีอีกเหตุผลหนึ่ง ในปีที่สองของวันสิ้นโลกเกิด อุทกภัยครั้งใหญ่ ผู้รอดชีวิตทั้งหมดจะย้ายลงมาอาศัยอยู่ในทางใต้ ของเมือง หากคนพวกนี้พยายามรบกวนครอบครัวของเธอในเวลา นั้น เอกสารลงนามจะสามารถจัดการกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้
พ่อเซียวร้องไห้ด้วยความขมขื่น คร ่าครวญถึงการสูญเสียผู้เป็น พ่อ ผิดหวังกับความโหดร้ายของแม่ และโทษตัวเองว่าโง่เขลา เขา อุทิศตนให้กับครอบครัวนี้อย่างมาก แต่กลับถูกมองว่าไร้ค่าในสายตา คนอื่น
เซียวหมิงเยวี่ยปลอบใจพ่อเซียวอยู่ในใจอย่างเงียบงัน โดยบอก ว่าคนเหล่านั้นจะได้รับโทษอย่างแสนสาหัสหลังจากหายนะมาถึง