Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 102: เสี้ยวหนึ่งของความจริง
ที่ห้องทดลองส่วนตัวของมินอา โซนาตาได้สั่งการให้แคปซูลระบายน้ำออกจนหมด แขนข้างหนึ่งของเขามีเสื้อคลุมสองตัวพาดอยู่ ตัวแรกสำหรับมินอาและอีกตัวสำหรับเอลลีที่กำลังจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
การดัดแปลงทั้งสองสาวคืบหน้าด้วยดี ร่างกายของพวกเธอแข็งแกร่งขึ้นจากกล้ามเนื้อและกระดูกพิเศษที่ถูกปลูกถ่ายเพิ่มเข้าไป การดัดแปลงรวมไปถึงโครงสร้างของสมองที่ถูกปรับเปลี่ยน เพื่อรองรับพลังจิตเข้มแข็งที่กำลังตื่นขึ้นเช่นกัน
สองสาวสำรวจร่างเปลือยเปล่าของพวกเธอแล้วก็รู้สึกโล่งใจ ผลของการดัดแปลงไม่ได้ทำให้มีอวัยวะส่วนเกินงอกขึ้นมาหรือมีอะไรหายไป อย่างน้อยภายนอกพวกเธอยังคงดูเหมือนมนุษย์ปกติแถมยังดูมีสุขภาพสมบูรณ์ยิ่งกว่าที่เคยด้วยซ้ำ
“อยากลองผสมเซลล์กลายพันธุ์จากโซลคริสตัลลงไปด้วยอยู่หรอกนะ” โซนาตาแกล้งหยอก เขาส่งเสื้อคลุมให้ทั้งคู่แต่พวกเธอไม่ได้สนใจจะรีบรับมันมา มินอากำลังสำรวจเรือนร่างตัวเองและของเอลลีเพื่อให้แน่ใจว่าโซนาตาไม่ได้ใส่ของพิลึก ๆ เข้าไปในตัวพวกเธอ
“ถ้าคุณชอบแบบนั้น ฉันก็ไม่มีปัญหาหรอก” เอลลีตอบอย่างใสซื่อ “บางทีมันอาจจะทำให้เราทำเรื่องสนุก ๆ ด้วยกันได้ดีขึ้นด้วยซ้ำ”
“ฉันขอผ่านค่ะ” มินอาปฏิเสธอย่างไม่ไยดี “แค่มีคุณพ่อเป็นไซบอร์กก็น่ากลุ้มใจพอแล้ว”
โซนาตาหัวเราะเบา ๆ สองสาวจับทางไม่ได้เลยว่าเขาพูดจริงหรือแค่หยอกเล่น จากประวัติที่ผ่านมาก็ใช่ว่าเขาจะไม่เคยทำการทดลองประหลาดเลยสักครั้ง
“ส่วนของพลังจิต ยังไม่ต้องรีบร้อน ตอนนี้รูปแบบของพลังได้ถูกฝังลงไปแล้วก็จริง แต่ยังไงพวกเธอก็ต้องเรียนรู้พื้นฐานอีกเยอะ”
“งั้นก็ไปฝึกกันเถอะค่ะ” เอลลีดีใจกระโดดโลดเต้น
“ก็ดีนะ อีกชั่วโมงเจอกันที่ห้องโซนาตา” มินอาเลือกสถานที่เอง
“ทำไมต้องห้องฉัน ถ้าจะใช้โปรแกรมสร้างโลกเสมือนจริงก็ไปใช้ที่ห้องฝึกสิ”
“ที่ห้องแหละดีแล้วค่ะ เผื่อจะได้อ่านนิยายต่อ…” มินอาส่งสายตาพร้อมกับรอยยิ้มมีเลศนัย
“…” โซนาตารู้สึกกลุ้มใจ รู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่ไปตกลงอะไรแบบนั้นไว้
“จริงด้วยสิ ไม่ได้อ่านมาตั้งหลายวันแล้วค่ะ” เอลลีเพิ่งเข้าใจสิ่งที่สองคนพูดถึง
ทางโซนาตาปล่อยเลยตามเลย แม้พวกเธอจะมาที่ห้องของเขา เขาก็ไม่ได้สนใจสองสาวที่คอยมาตอแย ปล่อยให้พวกเธอรับมือกับโลกเสมือนจริงเพื่อฝึกฝน ส่วนเขาใช้เวลาระหว่างนั้นสำหรับการอ่านช่วงสุดท้ายของหนังสือ
ปี 9128 เป็นปีที่เลวร้ายสำหรับผู้คนทั่วทั้งทวีป หลังจากพวกเฟทยึดอัลกราดไว้ได้สำเร็จแล้ว พวกมันก็กระจายกำลังออกไปอีกครั้ง หมู่บ้าน เมือง ประเทศน้อยใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ในเขตของเรวาเรนท์ต่างก็ตกอยู่ในมือของพวกเฟท อิทธิพลของพวกมันครอบครองพื้นที่แล้วพื้นที่เล่า
ใครบางคนอยู่เบื้องหลังในเรื่องนี้ แต่ก็มีคนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่ยังค้นหาความจริง ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อไปแล้วว่าเซกันได้เข้าร่วมกับพวกเฟทและกลายเป็นหัวหน้าของพวกนอกรีตไปแล้ว
ไม่มีใครรู้ว่าเซกันตั้งใจกลับเอเทเซียเพื่อมอบตัว ข่าวลือกลายเป็นว่าเขากลับเอเทเซียเพื่อล้างแค้น และพวกเฟทก็อาศัยข่าวลือนี้ทำให้มันเป็นจริง
เซกันตกใจจนแทบสิ้นสติเมื่อพบว่าเอเทเซียทั้งอาณาจักรกำลังลุกไหม้จากไฟสงคราม ในตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าเรื่องนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังยิ่งกว่าที่เขาคาด มันไม่ใช่แค่ปัญหาเกี่ยวกับเฟทอย่างที่เขาเข้าใจ แต่มันคือสงครามกลางเมืองระหว่างแม่ทัพใหญ่เควนตัส บอร์มาร์ และเลกัน เอเทเซียผู้เป็นหลานของเขาเอง
ข่าวลือมากมายทำให้เซกันรู้สึกสับสน มีทั้งเรื่องการก่อกบฏของเควนตัส เรื่องที่เลกันขึ้นครองราชย์หลังจากที่เขาจับตัวราชาและราชินีองค์ก่อนไว้เป็นตัวประกัน เรื่องแบบเดียวกันแต่เป็นชื่อของเขาแทนเลกัน สารพัดข่าวลือทำให้เขาจับต้นชนปลายไม่ถูก
…นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเอเทเซียกันแน่…
เพื่อให้ความจริงปรากฏ เซกันเหลือทางเลือกแค่การถามจากปากกับทั้งคู่เท่านั้น เขาจึงตัดสินใจลอบเข้าไปในค่ายของเควนตัส
ด้วยฝีมือของเซกันในตอนนี้ ไม่ว่าจะใช้วิธีลอบเร้นหรือบุกฝ่าเข้าไปก็สามารถทำได้ เขาเลือกแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ละมุนละม่อมที่สุด หลังจากซุ่มดูการเคลื่อนไหวในกองทัพเควนตัสอยู่พักหนึ่ง เซกันก็ปลอมตัวเข้าไปได้สำเร็จ
เซกันไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังตัวจริง แผนเดิมของเขาคือแสดงตัวและถามทุกอย่างกับท่านตาอย่างตรงไปตรงมา แต่การปลอมตัวครั้งนี้ทำให้เขาได้รับรู้อะไรมากกว่าที่คิด
“ไม่นึกว่าเจ้านั่นจะอยู่เบื้องหลังกลุ่มเฟท นี่มันวางแผนทั้งหมดไว้ตั้งแต่แรกเลยเรอะ” เควนตัสทุบโต๊ะด้วยความเดือดดาล เซกันไม่แน่ใจว่าท่านตากำลังพูดถึงตนอยู่หรือเปล่า เขาจึงแสร้งทำเป็นทหารเฝ้ายามหน้ากระโจมต่อไป
“เดิมน่าจะเป็นแผนของบาริกันครับ เจ้าโง่นั่นก็คงไม่คิดว่าจะโดนลูกชายตัวเองยึดอำนาจไป” ทหารมือขวาตอบ
…เจ้าโง่เหรอ... เซกันแทบสะอึก เขาไม่คิดว่าคนสนิทของท่านตาจะกล้าเรียกราชาแบบนั้น
“พลาดไปจริง ๆ ข้าก็มัวแต่ไปสนใจเซกัน ไม่คิดว่าตัวอันตรายยิ่งกว่าคือหลานจอมอวดดีอีกคน”
“ไม่มีใครคิดว่าเจ้าชายรัชทายาทจะกลายเป็นผู้นำของเฟทหรอกครับ”
…เลกัน ท่านพี่เนี่ยนะ… เซกันตกใจจนเกือบเผลออุทานออกมา
“เจ้านั่นก็เหมือนพ่อมัน คงหาเรื่องจัดการกับข้ามานานแล้ว”
เซกันพยายามตั้งสติและฟังต่อไป เขารู้สึกหน้าชาเพราะได้เห็นอีกใบหน้าของท่านตาผู้แสนใจดี เขาเพิ่งรู้ว่า ครอบครัวของตนมีความสัมพันธ์ประหลาดแบบนี้ เควนตัสคาดหวังในบัลลังก์มาตลอด เขาถึงกับใช้อำนาจในฐานะแม่ทัพสูงสุดบังคับลูกสาวตนให้กลายเป็นมเหสีเอกของราชาบาริกัน
มันช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่วันนั้นเควนตัสและทหารคนสนิทได้หยิบยกเรื่องเก่ามาถกกันโดยไม่รู้ว่าเซกันกำลังรับฟังทุกอย่างพอดี เรื่องน่าตกใจที่สุดคือแผนชั่วของเควนตัสถูกวางมานานแล้วและมีบางเรื่องที่เกี่ยวพันกับเซกันโดยตรง
“ทำไมครับ” เซกันพุ่งพรวดเข้าไปในกระโจมพร้อมกับยิงคำถาม ทหารคนสนิททุกนายตกใจกับการจู่โจมกระทันหันยกเว้นแค่เควนตัสที่ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เขาจำได้ว่าภายใต้หมวกเกราะนั้นคือเซกันหลานของเขาเอง
“ลดดาบลง” เควนตัสสั่ง
“ทำไมกัน ผมไม่เข้าใจเลย ท่านตา ท่านพ่อ ท่านแม่ แล้วก็ท่านพี่ มันเกิดอะไรขึ้น”
“ไม่คิดว่าเจ้าจะมาถึงเอเทเซียแล้ว” เควนตัสไม่ได้ตอบคำถาม
“ได้โปรด ตอบคำถามผมด้วย”
เควนตัสหัวเราะ “เจ้าน่าจะได้ยินทุกอย่างแล้วนี่ ยังมีอะไรไม่เข้าใจอีกเหรอ”
“มันรู้ทุกอย่างแล้ว จัดการเลยไหมครับ” มือขวาของเควนตัสพูดแทรก
“อย่ามายุ่ง ข้ากำลังทักทายกับหลานข้าไม่เห็นหรือไง” เควนตัสยิ่งหัวเราะเสียงดังขึ้น “เอาสิ มาถึงขนาดนี้แล้วอยากรู้อะไรก็ถามมา ข้าจะเล่าให้ฟังเอง”
“เฟท… คุณแน่ใจเหรอว่าเลกันคือหัวหน้าของพวกนั้น”
“จะตอบคำถามนั้นได้ เจ้ารู้แล้วใช่ไหมว่าเฟทน่ะเคยเกิดขึ้นและถูกทำลายไปแล้วครั้งหนึ่ง”
เซกันพยักหน้า ไม่ใช่แค่เคยได้ยิน เขาเกือบถูกเฟทจับตัวได้ก่อนที่จะได้พบกับอุล และหลังจากนั้นไม่นานพวกเฟทก็ถูกกวาดล้างไปจนหมด
“ตอนนั้น พวกเฟทถูกกวาดล้างจนหมด แต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย… หัวหน้าคนนั้นก็คือชายแก่ที่อยู่ตรงหน้าของเจ้านี่แหละ”
“…”
“น่าจะรู้ใช่ไหมครับ ว่าพวกเรามีสายอยู่ภายในวัง” คราวนี้มือขวาเป็นคนอธิบายบ้าง “มันทำให้พวกเรา เข้าถึงคำทำนายและสามารถขโมยมันออกมาได้ องค์ชายองค์ที่สองเกิดขึ้นมาพร้อมกับคำสาปที่จะกัดกินโลกนี้ ไม่คิดเหรอครับ ว่ามันคืออาวุธอย่างดีที่จะใช้สั่นคลอนบัลลังก์”
“น่าเสียดายที่เราวางหมากพลาดไป ลัทธิเฟทถูกทำลายไปก่อนที่จะจับตัวเจ้าได้ พวกเราเสียทั้งผู้คนที่รวบรวมมาและโอกาสที่จะได้ใช้เจ้าเป็นหุ่นเชิด” เควสตันหัวเราะพร้อมกับยักไหล่ ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวความเสียใจที่มีส่วนทำให้คนจำนวนมากรวมทั้งหลานของตัวเองต้องเดือดร้อน
เซกันมึนงงกับข้อมูลจำนวนมากที่ประดังเข้ามาพร้อมกัน เขาได้แต่ยืนนิ่งในท่าทางที่น่าขบขัน
“และ… หลายปีต่อมาเมื่อเฟทเกิดขึ้นมาอีกครั้ง พวกเราจึงค้นหาว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนั้น น่าตลกว่าไหมที่กลับกลายเป็นเจ้าเลกันคือคนที่พวกเราหาตัวอยู่”
“พี่สร้างเฟทขึ้นมาใหม่เพื่อจะฆ่าผมงั้นเหรอ”
“อาจจะมีส่วน แต่มันไม่ใช่แค่เจ้าหรอกเซกัน เจ้าเลกันใช้ชื่อของเฟทในการเล่นงานประเทศอื่น สมัยก่อนเอเทเซียคือประเทศเพียงหนึ่งเดียวในทวีปนี้ แต่อย่างที่เห็นนั่นแหละปัจจุบันมันไม่ใช่แบบนั้น ข้าคิดว่ามันอาจจะเป็นแผนของทั้งบาริกันและเลกันเพื่อรวบรวมประเทศกลับมาเป็นหนึ่งก็ได้”
“ยังมีอีกเรื่อง… ข่าวลือเรื่องที่ท่านพี่จับท่านพ่อ ท่านแม่ขังไว้…”
“สายของเราบอกว่าจริง แต่เรื่องนั้นมันยังสำคัญอีกเหรอครับ” มือขวาของเควสตันยักไหล่ “ทั้งสองรู้เห็นเป็นใจกับสิ่งที่เลกันทำก่อนหน้านี้แน่นอน”
เซกันรู้สึกหมดแรงแม้แต่จะยืนต่อ ตลอดทั้งชีวิตเขาถูกหลอกให้เชื่อว่าตนเป็นตัวปัญหาของโลกใบนี้ หากเขาหายไปทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่านั่นเป็นคำโกหก ชีวิตของเขาไม่ได้มีคุณค่าขนาดนั้น เขาเป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ในแผนการร้ายที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่ว่าเขายังอยู่หรือตายลงวันนี้ แผนร้ายก็จะยังดำเนินต่อไป และผู้บริสุทธิ์ก็จะต้องรับผลกรรมต่อไปไม่เปลี่ยนแปลง
เควนตัสลอบส่งยิ้มให้กับมือขวาของเขา ดูเหมือนว่าที่พวกเขาช่วยกันไล่ต้อนเซกันจะสัมฤทธิ์ผล พวกเขาเชื่อว่าเซกันไม่หลงเหลือทางออกใด ๆ อีก แล้วตอนนั้นเองเขาก็ตั้งใจปลอบ
“เอาเถอะ ยังไงเจ้าก็เป็นหลานข้า ข้าไม่ปล่อยให้ตายเยี่ยงสุนัขข้างถนนหรอก” มันคือการตบหัวแล้วลูบหลัง “เอาแบบนี้เป็นไง ต่อไปนี้พวกเราสองตาหลานก็มาช่วยกันแก้แค้นดีกว่าไหม”
“ถ้าท่านเควนตัสปราบดาภิเษกขึ้นมาเป็นกษัตริย์เอเทเซีย หลานคนเดียวที่เหลืออยู่อย่างท่านก็จะได้กลับมาเป็นองค์ชายดังเดิม” มือขวายกเอาฐานันดรศักดิ์มาจูงใจเซกัน
“ไม่มีทางตอบรับข้อเสนอนี้หรอก” โซนาตาพึมพำ นั่นไม่ใช่เซกันที่เขารู้จัก
แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ แม้เควนตัสพยายามกระตุ้นให้เซกันรู้สึกถึงความเกลียดชัง และเขาชี้ให้เห็นถึงความอยุติธรรมที่เจอมาทั้งชีวิต อีกทั้งเขายังแสร้งทำเป็นลืมเรื่องที่ตนเป็นผู้บงการให้ขโมยคำทำนาย และยังอยู่เบื้องหลังกลุ่มเฟท รวมถึงงัดไม้ตายออกมาใช้
“ถ้าเลกันไม่อยู่ เจ้าหญิงกราเทียก็จะตกเป็นของเจ้า” เควนตัสแน่ใจว่าสายตาของตนเองไม่ผิดพลาด ครั้งที่ได้เจอทั้งคู่เขาจำได้ดีว่าเซกันมองกราเทียแบบไหน
“ไม่มีทาง” เซกันลุกขึ้นตะโกน “ผมจะไม่ยอมมีส่วนในเรื่องเลวร้ายแบบนั้น”
เควนตัสกัดฟันกรอดด้วยความโกรธา เขาไม่เคยเจอใครที่กล้าปฏิเสธข้อเสนอของตนที่วางแผนอย่างดีและเต็มไปด้วยผลประโยชน์จูงใจอย่างแข็งขันขนาดนี้
“คิดให้ดีนะครับ ถ้าดื้อดึง มันก็มีแต่เสียกับเสีย ตอนนี้ท่านก็ไม่เหลือใครแล้วด้วย” คนสนิทของเควนตัสช่วยเกลี้ยกล่อมเป็นครั้งสุดท้าย เขาแน่ใจว่าอารมณ์ของผู้เป็นนายใกล้ระเบิดเต็มทน และคำสั่งให้ฆ่าเซกันใกล้จะออกมาจากปากในไม่ช้า
“ผมไม่อยากสู้กับใครทั้งนั้น อย่าบังคับผมเลยนะครับ” เซกันยืนกราน
“โง่จริง! ทำไมดื้อนักนะ!… จัดการมันซะ” เมื่อสิ้นคำ การต่อสู้ก็เริ่มขึ้น