Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 243: ล่าชาโดว์
มันเป็นไปตามที่โอเปราหวาดกลัว โซนาตาไม่รอให้การจัดการเทพปีศาจเสร็จสิ้นหรือรอให้ชาโดว์ฮันเตอร์กลับมามีจำนวนเพิ่มขึ้น เขาโจมตีโอเปราเพราะหวังจับชาโดว์มาสร้างเป็นชาโดว์ฮันเตอร์ไปด้วยในตัว
ชาโดว์ฮันเตอร์มีอาวุธพิเศษที่เรียกว่าแอนติชาโดว์เซรัม มันคืออาวุธหลักของชาโดว์ฮันเตอร์ทุกชนิดก็ว่าได้ สารเคมีพิเศษชนิดนี้จะเข้าไปขัดขวางระบบในร่างกายของชาโดว์ มันมีผลคล้ายกับการทำให้เป็นอัมพาตชั่วคราว
ส่วนชาโดว์ฮันเตอร์เอง สารเคมีนี้ก็มีผลทำให้อายุการใช้งานของมันสั้นลง
แต่ถึงจะอายุสั้นลงแค่ไหนก็ไม่เป็นปัญหา ในเมื่อยังมีชาโดว์อีกนับล้านที่โอเปราอุตส่าห์เหนื่อยยากรวบรวมมาให้ขนาดนี้
“จับมาให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้ เทพปีศาจสี่ตัวที่เหลือต้องใช้ชาโดว์ฮันเตอร์มากกว่าเดิมอย่างน้อยสิบเท่า” จีดัสสั่งการจากในสนามรบ
สาเหตุที่จีดัสต้องการชาโดว์ฮันเตอร์เยอะ ๆ นั่นก็เพราะลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ตอนนี้เหลือเพียงแค่สองลูก
ตามประวัติศาสตร์ เฟอร์โรจะสร้างอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับจัดการกับเทพปีศาจสองตัวสุดท้ายให้ แต่วิธีการนั้นเสี่ยงมากที่จะมีคนต้องตายหากใช้กำลังรบเท่า ๆ กับที่เคยใช้กับเทพปีศาจตนก่อน ๆ
คลื่นของปีศาจที่มีต้นกำเนิดจากเงาพุ่งเข้าใส่กันอย่างดุเดือด ชาโดว์ฮันเตอร์ของกลุ่มอะบีสมีกำลังรบเพียงแค่ราวหนึ่งต่อห้าร้อยถึงหกร้อย แต่ผลจากการดัดแปลงโดยไม่สนใจสมดุลเป็นผลให้ตอนนี้ดูไม่ออกเลยว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ
เบื้องหน้าของโซนาตามีไพร์มตัวหนึ่ง รูปร่างของมันเปลี่ยนไปจากคราวก่อนแต่ก็ยังดูออกว่ามันคือแกมมา ดาบยักษ์ที่เคยคาบไว้เล่มเดียวบัดนี้ทั้งสองหัวของมันต่างก็คาบดาบแบบเดียวกันไว้
มันทรงพลังขึ้นอีกเพราะได้ดูดซึมพลังของดาร์คเนสคอร์และกัดกินพวกเดียวกันเองจนเติบโตขึ้น
“อย่าได้เอาข้าไปเปรียบกับก่อนหน้านี้เชียว ตอนนี้ข้าคือไพร์มที่ตื่นขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว” แกมมาพูดผ่านทางโทรจิต
โซนาตาไม่ได้เกรงกลัวศัตรูที่อาจจะทรงพลังเหนือเขา นั่นเพราะเขาไม่ได้อยู่ตามลำพัง ข้างกายของเขามีพวกพ้องที่เชื่อถือได้อย่างซีวีและโซลิเน
ไม่ห่างออกไปนัก ดีวาน ไคเลอร์และกาเรนกำลังปะทะกับไพร์มเธตาที่เกิดจากด้านมืดของจูเดสปา มันคือหุ่นไล่กาที่มีพลังในการสะท้อนเวทมนตร์ เช่นเดียวกับแกมมา เธตาได้วิวัฒนาการขึ้นมาอีกขั้น
จากที่มันถูกแขวนไว้บนไม้ที่เหมือนกางเขน ตอนนี้มันสามารถเคลื่อนตัวผ่านเงาหนึ่งสู่อีกเงา เธตาได้ร่างกายใหม่ที่เคลื่อนไหวได้มาแล้ว
หุ่นไล่กาถือเคียวเคลื่อนไหวทั้งเร็วและแปลกประหลาด ไคเลอร์ถูกฟันจนหัวหลุดกระเด็นโดยที่เขาไม่ได้ตั้งตัว
หากร่างของเขาไม่กลายสภาพเป็นของเหลวและประสานเข้าหากันได้ หัวที่หลุดไปคงหมายถึงชีวิตไปแล้ว
“ใครบอกว่ามันทำได้แค่สะท้อนเวทฟะ” กาเรนโวยวาย “เจ้านี่มันเร็วจนเกือบมองไม่ทันเลยนะเฟ้ย”
“ระวังนะ ไม่ใช่แค่เร็ว ความสามารถเดิมของมันก็น่าจะเหมือนเดิม มันเคลื่อนไปในเงาได้เหมือนเจ้าหนุ่มเซเลนอสทำได้” ดีวานยกดาบขึ้นตั้งรับที่ด้านหลัง เขาแทบจะล้มไปเพราะอีกฝ่ายโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้
ช่วงเวลาเดียวกัน เอปไซลอนกำลังถูกรุมเล่นงานจากการประสานงานของสามสาว
คนแรกคือสมาชิกใหม่เมื่อไม่นานมานี้ จอมดาบลามินา มาดารัส ผู้เข้ากลุ่มเพื่อไล่ตามความฝันที่เธอยังไม่เคยบอกใครนอกจากริเธีย อลินา แอมเบอรีผู้มีพลังสลับที่วัตถุ และเจเนวีฟ สวอนส์ แวมไพร์ซอเซอร์เรสสายเลือดพิเศษที่นับวันพลังของเธอก็ยิ่งแกร่งกล้า
เอปไซลอนแข็งแกร่งกว่าไพร์มตนอื่นมาตั้งแต่ดั้งเดิม การวิวัฒนาการของมันจึงไม่เผยให้เห็นความร้ายกาจที่เพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด ที่สังเกตได้ด้วยตา แค่ร่างกายภายนอกของมันได้หดเล็กลงและดูคล้ายมนุษย์มากขึ้น หรือถ้าจะพูดให้ถูกมันกลายเป็นมีสภาพที่เหมือนกับเซฟิลไปแล้ว
“เรเซอร์กับโซแลนไม่ได้อยู่แถวนี้ใช่ไหม” ลามินาถามไม่ใช่เพราะห่วง แต่เพราะถูกกำชับมาให้ระวังไว้
ทั้งสองเหมือนกับพวกเรย์ที่ถูกจีดัสขอให้ช่วยสนับสนุนชาโดว์ฮันเตอร์ ไพร์มหลายตัวมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มเรย์และกลุ่มเซฟิล จีดัสไม่อยากเห็นพวกเขาต่อสู้ด้วยความโกรธจึงเลี่ยงไม่จับคู่พวกเขากับไพร์มโดยตรง โซแลนไม่พอใจเรื่องนี้มาก แต่เรเซอร์กลับยอมรับเงื่อนไขนี้โดยไม่ปริปากบ่น แถมยังรับปากว่าจะกันไม่ให้โซแลนเข้ามายุ่งอีกด้วย
ถ้าทั้งสองได้มาเห็นเอปไซลอนที่เหมือนกับเซฟิลในตอนนี้ คงมีหวังโมโหจนคลุ้มคลั่งอย่างแน่นอน
“ไม่มีเวลามาห่วงพวกนั้นหรอก ที่กำลังวิกฤติคือพวกเราต่างหาก” เจเนวีฟไม่ได้พูดเกินจริง ตั้งแต่เมื่อครู่เธอถูกไล่ต้อนชนิดแทบไม่มีจังหวะพัก
วิชาของเอปไซลอนนั้นคาดเดาไม่ได้ การโจมตีของเขาเปลี่ยนแปลงไปตาม “หน้าไพ่” ที่ถูกหยิบออกมา มีทั้งการโจมตีที่เหมือนเวทมนตร์ อย่างดาบยักษ์ที่ตกลงมาและเกิดการระเบิด มีทั้งหน้าไพ่ที่ทำงานเหมือนกับอสูรอัญเชิญ หรือแม้แต่ไพ่ที่มีพลังในการสนับสนุน การสู้กับเอปไซลอนทำให้ทั้งสามรู้สึกเหมือนกับกำลังสู้กับชาโดว์ทั้งกองทัพด้วยกำลังเพียงแค่หยิบมือ
“เดอะสเตรงธ์หัวกลับ”
ไพ่ใบนี้พวกอลินาเคยเห็นมาแล้วตอนเพิ่งเริ่มต่อสู้ พวกเธอไม่คิดว่ามันจะกลับมาอีกครั้งแต่ในรูปแบบกลับหัว ไพ่นี้จะอัญเชิญอสูรที่มีรูปร่างของหญิงสาวกับสิงโตออกมา ซึ่งพวกเธอกำจัดมันไปได้แล้วหนหนึ่ง
แต่หน้าไพ่กลับหัวไม่ได้ส่งผลเหมือนเดิม คราวนี้มันกลายเป็นคำสาป อลินา ลามินา และเจเนวีฟถูกเวทมนตร์เล่นงานแบบไม่รู้ตัว มันทำให้พวกเธอเหลือกำลังแค่เพียงครึ่งเดียว
“หนอย เวทมนตร์บ้านี่ทะลุสเปลอิมมูนิตีเข้ามาได้เลย” อลินารู้สึกถึงเรี่ยวแรงที่หายไป
“เวทมนตร์ไพ่พวกนี้อันตราย เพราะตัวผู้ใช้ต้องแบกรับผลเสียของมันด้วย มันจึงทรงพลังกว่าเวทมนตร์ทั่วไป” ลามินาวิเคราะห์อย่างใจเย็น
“จะเอายังไงดี… ฝืนสู้ต่อจนกว่าจะมองเห็นความเป็นไปได้ หรือสลับให้คนที่แข็งแกร่งกว่าพวกเรามาจัดการแทน” แวมไพร์สาวถามความเห็นจากเพื่อน มันน่าเจ็บใจที่ต้องถอยแต่สำหรับเธอ ชัยชนะของทั้งกลุ่มสำคัญกว่าของตัวเธอเอง
อลินากำลังคำนวณผลดีผลเสีย ตอนนี้ทุกคนเองก็มีหน้าที่ของตัวเองต้องรับผิดชอบ เธอกำลังคิดว่าหากทิ้งการต่อสู้ตรงหน้าไป มันจะทำให้เอปไซลอนไปรวมตัวกับไพร์มตัวอื่นจนสถานการณ์แย่ลงหรือไม่
ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะเดินเกมยังไงต่อ ทั้งสามสาวก็สัมผัสถึงความโกรธที่รุนแรงมาจากอีกด้าน ความรู้สึกหนาวยะเยือกที่ไม่ได้เกิดจากแค่รู้สึกไปเอง แต่มันเป็นความเย็นที่ย้อมทุกอย่างให้กลายเป็นน้ำแข็ง
ร่าง ๆ หนึ่งเดินตรงมาที่เอปไซลอน แม้ดูอิดโรยแต่ก็ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร
“ขอร่วมวงด้วยคนคงไม่มีปัญหาอะไรนะ” ชายผู้มาใหม่ถลึงตามองพวกอลินา
“จะไม่เป็นไรเหรอ” ลามินาพึมพำ เธอมองเวิร์นที่โมโหจนพร้อมจะระเบิดทุกเมื่ออย่างไม่ไว้ใจ
“ไม่เป็นไรหรอก” อลินาแสยะยิ้ม “เจ้านั่นไม่ได้พูดซะหน่อยว่า ข้าจะจัดการเอง หมอนั่นมีสติพอที่จะรู้ว่าคน ๆ เดียวล้มเจ้านั่นไม่ได้”
“เลิกนินทาแล้วมาช่วยกันซะที” เวิร์นบ่นอย่างหงุดหงิดเต็มที่ ทั้งที่คิดอยากล้างแค้นด้วยตามลำพังแต่ก็ทำไม่ได้ เขาจำเป็นต้องพึ่งทั้งสามสาว โดยจะขาดคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้เลย
อัลโตล้มกลิ้งไปกับพื้น เลือดของเขาเปรอะไปตามพื้นดินที่บางส่วนยังมีหิมะที่ละลายไม่หมดให้เห็นประปราย สภาพเละเทะแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้บ่อยจากชายที่ควบคุมความหนาแน่นของมวลในร่างกายจนทะลุผ่านได้ทุกอย่าง
ศัตรูของเขาคือเดลตาไพร์มสุนัขสามหัวที่พ่นลาวาได้อย่างอิสระ แต่นั่นคือรูปร่างก่อนหน้านี้ มันพัฒนาการขึ้นจนไม่ได้มีแค่ลาวาเท่านั้นที่เป็นอาวุธ หนึ่งในหัวทั้งสามพ่นเวทมนตร์ไร้ธาตุออกมาได้ การโจมตีนี่เองเป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายโดยตรงให้กับอัลโต
“ควินเน” เวเนตะโกนขอความช่วยเหลือจากราชินีแฟรี
“ข้าชื่อนอร์มาไม่ใช่ชื่อควินเน เฮ้ย ถูกแล้วนี่นา” ควินเนสับสนเพราะโดนเวเนเรียกผิดอยู่ประจำ ราชินีแฟรีตนนี้มีรูปร่างและใบหน้าแทบจะถอดแบบมาจากเพื่อนในสมัยเด็กของเวเน
“ไม่ใช่เวลามายิงมุกนะ รักษาอัลโตก่อน” เวเนพยายามเอาตัวเองเข้าไปขวาง
“ผงปีกของข้ามีพลังรักษาน้อยกว่าเวทมนตร์ของเจ้า เจ้านั่นแหละต้องไปรักษา ข้าจะคุ้มกันให้เอง”
“เออ จริงด้วยเนอะ”
ตึงงงง
ยังไม่ทันที่ควินเนจะได้ลงมือ ร่างใหญ่โตของเดลตาล้มลง หัวทั้งสามของมันหายไปแล้ว และร่างของมันก็กำลังสลายไปเช่นกัน
“ทำอะไรน่ะ” เคสเทรลมองอัลโต เวเน และราชินีแฟรีอย่างไม่เข้าใจ
“อะ… อ้าว ตายแล้วเหรอ”
“เออสิ ตั้งแต่แรกมันถูกเธอตรึงไว้ ทั้งฉันและอัลโตก็เลยจัดหนักมันซะเต็มเหนี่ยว”
“ถึงตอนท้ายจะหมดแรงแล้วปล่อยให้มันหลุดออกมาได้ก็เถอะ” ควินเนเหล่มองเวเนอย่างคาดโทษ ถึงจะส่วนหนึ่งจะเข้าใจอีกฝ่ายว่าการหยุดศัตรูทรงพลังแบบเดลตาไว้นาน ๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
“ก็แหม… เห็นอัลโตถูกเล่นงานเลือดสาดเลยนะ” เวเนเกาหัวและหัวเราะไปด้วย
“ฉันไม่เป็นไรหรอก” อัลโตในอ้อมแขนหญิงสาวยกมือขึ้นโบกหยอย ๆ ใบหน้าท่วมเลือดของเขาดูห่างไกลจากไม่เป็นอะไรมาก ไม่น่าเชื่อว่าไซเลนเซอร์อย่างเขาจะมีสภาพนี้ทั้งที่ถูกโจมตีไปแค่หนเดียว
“แถวนี้ยังไม่ปลอดภัยหรอกนะ” เคสเทรลมองสงครามรอบ ๆ ด้วยสีหน้าไม่คลายกังวล ไพร์มล้มลงอีกหนึ่งแต่จำนวนชาโดว์ในสมรภูมิยังคงมากมายมหาศาล
โอเปราสัมผัสได้ว่าไพร์มกำลังหายไปทีละตน ๆ เริ่มจากเดลตาที่ก่อนหน้านี้ต่อสู้อยู่ทางทิศใต้ และตอนนี้เธอรู้สึกได้ว่าแกมมากำลังเผชิญกับการต่อสู้ที่ยากลำบาก
แกมมามีทักษะในการควบคุมเวทลมระดับสูง แม้แต่เดวัลที่เรียกว่าวินด์เอเลเมนทัลสิ่งมีชีวิตที่กำเนิดจากธาตุลมยังใช้พลังจากพายุได้ไม่ดีเท่า แต่สำหรับโซนาตามันไม่ได้เป็นปัญหาที่จะใช้เวทมนตร์แบบเดียวกันตอบโต้
“เจ้านี่ ถ้าเปรียบกับเกมก็คือเป็นพวกมีสเตตัสสุดโกงที่เดวัลทั่วไปเทียบไม่ติด แต่ดันมีสกิลครึ่ง ๆ กลาง ๆ”
“หืม พูดอะไรของนายเนี่ย” ซีวีมึนงงกับเขา
“จะบอกว่ามันไม่ได้เก่งเหรอคะ” แม้แต่โซลิเนเองที่เคยเล่นเกมมาบ้างก็ไม่แน่ใจว่าเข้าใจความหมายนั้น สำหรับเธอเจ้าแกมมาตัวนี้เป็นศัตรูที่หากประมาท หัวของเธอสามารถหลุดกระเด็นได้ทุกเมื่อ
“เพราะมันเป็นม้าสองหัวยังไงล่ะ”
“เอ๋?!”
“ม้าสองหัวคาบดาบยักษ์ แน่นอนว่าโดนดาบนั่นเข้าไปกระอักเลือดแน่ แต่การเคลื่อนไหวมันถูกจำกัดด้วยรูปร่างและมุมที่คาบดาบ มันไม่ได้มีเพลงดาบลึกล้ำอะไรเหมือนเรเซอร์เลย”
“ว่าไปก็จริงนะ มันเก่งเพราะพลังและความเร็ว แต่วิชาดาบที่ดูดซับและสะท้อนจนสามารถโจมตีได้อย่างต่อเนื่อง มันทำได้ไม่ดีเท่ากับต้นฉบับ”
“ที่สำคัญกว่านั้น” โซนาตาแสยะยิ้ม
ดาบยักษ์ทั้งสองเล่มถูกความร้อนจัดของซีวีและการโจมตีของโซนาตาซ้ำ ๆ จนแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
“ดาบของมันเทียบไม่ได้กับดาบดำ”
เมื่อไร้ดาบทั้งคู่ และเวทมนตร์ถูกผนึกด้วยการอ่านกระแสพลังที่แม่นยำของโซนาตา ประตูแห่งชัยชนะของแกมมาก็ถูกปิดตายอย่างถาวร
“แฟนคลับมีทอัพ” โซลิเนคือคนปิดท้าย ร่างซัมมอนของแฟนคลับเข้ารุมทึ้งแกมมาที่ออกอาการบาดเจ็บมาพักใหญ่ ความรักที่แฟนคลับมอบให้กลายเป็นท่าไม้ตายที่ใช้กลบฝังแกมมาอย่างถาวร