Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 89: หญิงบ้าแห่งป่าพรีวูด
โซนาตานึกถึงครั้งแรกที่เขาได้เห็นป่าพรีวูด ถ้าไม่ใช่เป็นผู้ใหญ่ ถ้าไม่ใช่มีอาวุธครบครัน ถ้าไม่ใช่ว่าได้เจอคนนำทางฝีมือดีอย่างเวเน ป่าแห่งนี้มันก็ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยเอาเสียเลย
“เด็กคนเดียวในป่า… จะรอดไปได้ยังไง” มินอาพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า
“อุลงั้นเหรอ” โซนาตาอ่านชื่อตัวละครในย่อหน้าถัดมา มันเขียนไว้ว่าเซกันได้เจอกับหญิงชราในป่าด้วยความบังเอิญ เขาลังเลว่าควรจะวิ่งหนีไปหรือลองขอความช่วยเหลือจากเธอดี
อุลคือหญิงชราสติไม่ดี หน้าตาอยู่ระหว่างกลางของความตลกขบขันและความน่าเกลียด ฟันบนยื่นออกมาเหมือนกระต่าย ดวงตาปูดโบน ผิวหนังเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยริ้วรอย ชาวบ้านบางคนเชื่อกันว่าเธอคือแม่มด
อุลอาศัยอยู่ในป่ามานานเท่าไหร่แล้วก็ไม่มีใครตอบได้ บางคนเชื่อว่าเธอเสียสติหลังจากที่ลูกหลานเสียชีวิตไปจนหมด แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่ปักใจเชื่อว่าเธอคือแม่มดตัวจริง พวกเขาเชื่อว่าไม่มีใครสามารถอยู่ในป่าอันตรายแบบนั้นได้และยังเชื่ออีกว่ามีคนถูกอุลจับกินไปแล้วหลายคน
เซกันเห็นภาพหญิงชราซ้อนทับกับผู้หญิงประหลาดที่เคยจะต้มเขาทั้งเป็น ทั้งสองมีหลายอย่างที่ซ้อนทับกัน พวกเขาดูแปลกพิลึกจนชวนให้นึกถึงเดวัลมากกว่ามนุษย์ซะอีก
อีกฝ่ายยังไม่รู้ตัว เซกันคิดว่ามันคือโอกาสสุดท้ายถ้าเขาคิดจะหนีไปเงียบ ๆ แต่แล้วเขาคิดขึ้นได้ว่ามันไม่ยุติธรรมเลยที่จะตัดสินใครสักคนจากภายนอก
เขาไม่ชอบเวลาที่ใครตัดสินเขาจากสิ่งที่ได้ยินมา ไม่เคยมีใครพยายามจะรู้จักเขาเสียด้วยซ้ำ และเขาก็ตัดสินใจว่าจะไม่ทำแบบนั้นกับผู้อื่น
“สวัสดีครับ” ทั้งที่ยังกลัวอยู่ แต่เซกันเอ่ยทักทายหญิงชราที่ยังไม่รู้ตัวว่าเขาเข้าไปใกล้
“มาแล้วเหรอ” หญิงชราฉีกยิ้ม “ยายรอเจ้ามานานแล้ว”
“รอ… รอมานานแล้วเหรอครับ”
หญิงชราเข้ามาจูงมือและพาเขาเข้าไปในบ้านที่ดูเหมือนเพิงเก่าที่พร้อมจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ เธอชวนคุยแต่เรื่องที่เขาไม่เข้าใจ เซกันแน่ใจแล้วว่าเขาจำเธอสับสนกับใครคนอื่น
เขาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นหม้อต้มซุปของหญิงชรา แต่ก็ใจชื้นขึ้นมาเมื่อเธอตักน้ำซุปมาให้
“เอ้า กินสิ กิน” เธอทำท่ากวักอาหารเข้าปาก หญิงชราดูมีความสุขจนเซกันรู้สึกแปลกใจ
“คุณยาย เอ่อ….”
“อุล” เธอแตะตัวเอง “จำอุลไม่ได้แล้วเหรอ เจ้านี่เพี้ยนนักถึงได้จำยายตัวเองไม่ได้”
เซกันยิ้มหน้าเจื่อน ไม่รู้ว่าควรจะบอกความจริงหรือแกล้งเออออไปแบบนี้ แต่เขารู้แน่ชัดอย่างหนึ่งอุลผู้นี้ไม่ได้มีเจตนาร้าย
เขาดื่มซุปไปจนหมด มันเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในหลายเดือนมานี้ อุลเห็นเขาจัดการกับอาหารหมดในรวดเดียวก็ดีใจมาก เธอตักมาให้เขาเพิ่มจนเขาต้องหยุดไว้เพราะกลัวว่าเธอจะไม่เหลือส่วนของตัวเองไว้บ้าง
“ยายไม่หิว เจ้ากินอีกสิ กินเลย”
“ถ้ายายไม่กิน ผมก็ไม่กิน”
หญิงชราดูสลดไป
“เรามาแบ่งที่เหลือกันนะครับ”
ในวันครบรอบวันเกิดที่เซกันเกือบจะลืมไปแล้ว ชีวิตใหม่ของเขาได้เริ่มขึ้น หนึ่งคือเด็กวัยสิบปีที่ไม่มีใครต้องการและอีกหนึ่งคือหญิงชราสติไม่สมประกอบ
มันเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่มันก็เป็นครั้งแรกที่เขารู้จักกับความอบอุ่น ราวกับฤดูใบไม้ผลิที่ไม่เคยมาถึงตลอดหลายปีในชีวิต น่าเสียดายที่ช่วงเวลาแบบนี้คงอยู่ได้อีกเพียงสามปีเท่านั้น
ปี 9123 เซกันในวัยสิบสามปี…
สองยายหลานที่ไม่มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดใช้ชีวิตอยู่ในป่าอย่างสงบตั้งแต่วันนั้น เซกันเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากอุล ใครจะไปคิดว่าหญิงผู้ฟั่นเฟือนแบบเธอมีความรู้ในการเอาตัวรอดในป่ามากมาย เธอรู้จักสมุนไพรทุกชนิด อะไรที่กินได้ อะไรที่เป็นยา
อุลสนิทสนมกับพวกแฟรีและเดวัลบางตัว และพวกนั้นก็คอยช่วยเตือนเธอหากมีเดวัลอันตรายเฉียดเข้ามาใกล้ ยิ่งรู้จักเซกันก็ยิ่งไม่แปลกใจที่คนในหมู่บ้านเข้าใจว่าเธอคือแม่มด
เซกันสร้างบ้านให้กับอุลหลังจากที่เขาลองถูกลองผิดมาหลายครั้ง เด็กหนุ่มยึดเอางานทุกอย่างที่ต้องใช้แรงงานมาเป็นของตนเอง ถึงจะเป็นอุลที่อยู่กับป่ามานานจนเคยชิน แต่เขาก็กลัวว่าความไม่สะดวกสบายในการใช้ชีวิตจะทำให้โรคประจำตัวของเธอแย่ลง
“เจ้าเองก็พักเถอะรอยด์” อุลลูบหัวเซกันอย่างเอ็นดู กว่าสามปีแล้วที่อยู่ด้วยกันแต่เธอก็ยังเข้าใจว่าเขาคือหลานที่เสียไปนานแล้ว
“ผมยังไหวครับ ว่าจะผ่าฟืนกองนี้ให้หมดก่อน” เซกันฝืนยิ้ม เขามองสังขารที่ร่วงโรยของหญิงชราด้วยความเป็นห่วง
“เป็นเด็กดีจังเลยนะคะ” มินอาอมยิ้มด้วยความเอ็นดู เธอสะกิดใจกับคำว่าสามปีและรู้ว่ากำลังจะเกิดเรื่องแย่ ๆ ขึ้นอีกครั้งแต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็นสุขกับช่วงเวลาเล็ก ๆ ที่เกิดในชีวิตของเซกัน
“ไม่ว่าจะโลกไหน คนดีเกินไปมักจะอยู่ได้ยาก” โซนาตาหัวเราะเหมือนประชด
“แต่เพราะแบบนั้น การใช้ชีวิตอย่างถูกต้องและไม่หวั่นไหวต่อสิ่งยั่วยวนถึงได้มีคุณค่ายังไงละคะ”
โซนาตาเหลือบมองเธอ พอประโยคนี้ออกมาจากสาวที่นั่งเปลือยอยู่ในห้องคนอื่นหน้าตาเฉย แล้วมันดูแปลกพิลึก
“มันง่ายที่จะหลอกคนที่เต็มไปด้วยอคติ” ใครบางคนเคยพูดประโยคนี้
ก่อนหน้านี้ไม่นาน เมืองโรเดลมีเหตุการณ์เด็ก ๆ หายตัวไปอย่างลึกลับ ในตอนนั้นพวกเขายังจับตัวการไม่ได้ ชาวบ้านได้เล่าลือกันไปต่าง ๆ นานา และหนึ่งในทฤษฏีที่คนจำนวนมากมีความเห็นตรงกันคือ มันอาจจะเป็นฝีมือของหญิงสติไม่ดีที่ซ่อนตัวอยู่ในป่า
อุลไม่มีใครแก้ตัวให้ เธอเป็นเพียงหญิงวิปลาสที่ไม่มีใครสนใจ ต่อให้เป็นการโทษผิดคน พวกเขาก็คงอ้างว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดที่ช่วยไม่ได้
มันอาจจะเป็นแค่การใส่ร้ายอย่างไร้หลักฐาน แล้วก็ควรจะจบลงแค่นั้น แต่เรื่องกลับลุกลามต่อ เมื่อทางการจัดการกับคนร้ายตัวจริงไม่ได้ ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งก็อดกลั้นไว้ไม่ไหว พวกเขารวมตัวกันเพื่อกดดันให้เจ้าเมืองลงมือทำอะไรสักอย่าง
นักล่า พราน และ อาสาสมัครจากชาวบ้านจำนวนมากบุกเข้าป่าเพื่อตามล่าหญิงชรา หนึ่งในนั้นเป็นพรานฝีมือดี เขารู้ว่าอุลมีแฟรีและเดวัลเป็นพันธมิตรจึงใช้วิธีการนำสมุนไพรมาเผาเพื่อรมยาทุกคน
การบุกเริ่มขึ้นโดยปราศจากการเตือน พิษจากยาสลบไม่มีผลกับเซกัน เขาสะดุ้งตื่นแทบจะในทันทีที่ได้กลิ่นแปลกปลอม เซกันพยายามปลุกอุลแต่ก็ไม่สำเร็จเธอถูกผลจากยาสลบเข้าไปแล้ว
“เด็ก! มีเด็กอยู่ด้วย” พรานคนหนึ่งตะโกน “ใช่เด็กที่โดนจับมาหรือเปล่า”
“ไม่ใช่ เจ้านี่มันโตเกินไป” อีกคนหนึ่งตอบ
“งั้นจับไปด้วยกันเลยไหม” อาสาสมัครรายหนึ่งเตรียมง้างธนู
“เดี๋ยว! ข้าว่าข้าเคยเห็นเด็กนั่น”
“เฮ้ย ข้าก็เคยเห็น”
“เด็กต้องสาป” มีหลายคนพูดขึ้น เซกันโตกว่าเดิมหลายปีแต่ทุกคนก็ยังจำใบหน้านั้นได้ดี ใบหน้าของตัวหายนะที่ทุกคนอยากจะจำกัดทิ้ง
“ชัดแล้ว นังแม่มดนั่นเป็นพวกเดียวกับปีศาจ”
ความคิดที่ต้องการจับอุลมาเพื่อสอบสวนถูกทิ้งไปในตอนนั้น พวกนักล่าเปลี่ยนเป้าหมายเป็นการล่าสังหารแทน ไม่จำเป็นต้องเกรงใจกันอีกต่อไป ทั้งแม่มดทั้งเด็กปีศาจจะต้องถูกพิพากษาในวันนี้
เซกันอุ้มอุลหนีไปอย่างทุลักทุเล เขารู้จักป่านี้ดีกว่าพรานที่เก่งที่สุดที่ทางการจ้างมา แต่กระนั้นการหลบหนีจากผู้คนนับร้อยชีวิตก็ไม่ง่ายดาย
หากเขาเลือกการปะทะ บางทีเหตุการณ์ในวันนั้นอาจจะจบลงอีกแบบ บางคนมองว่ามันคือความอ่อนแอ บางคนมองว่ามันคือความโง่เขลา เซกันเชื่อว่าหากเขาสู้โอกาสรอดก็ยังมีแต่เขาไม่แน่ใจว่าทุกคนจะรอดไปได้อย่างปลอดภัย
ในขณะที่อีกฝ่ายจ้องจะฆ่าฟัน เขากลับห่วงชีวิตคนเหล่านั้น
ทั้งคู่ถูกจับกุม ถูกคุมขัง ถูกสอบสวนและทรมาน เซกันไม่ได้ห่วงตนเองเลย เขาถูกจับต้มยังรอดมาได้ การทรมานแค่นี้สำหรับเขามันไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เขาห่วงอุล เธอแก่แล้ว สุขภาพไม่ดี แถมยังสติเลอะเลือน เขาไม่รู้ว่าเธอจะทนรับเรื่องแบบนี้ได้นานขนาดไหน
เพื่อไม่ให้อุลต้องถูกทรมาน เซกันจึงยอมรับทุกข้อกล่าวหาไว้คนเดียว
…เราจะตายก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยต้องให้ท่านยายรอด…
โซนาตาแทบไม่ต้องอ่านต่อเขาก็เดาได้ว่าอะไรจะเกิดตามมา แม้ว่าเซกันจะยอมรับความผิดเอาไว้คนเดียว แต่อุลเองก็ไม่สามารถหนีจากข้อกล่าวหาได้ เธอให้ความช่วยเหลือกับเด็กที่ทุกคนเชื่อว่าจะกลายเป็นศูนย์กลางของความวิบัติ โซนาตาแน่ใจว่าพวกที่หูตามืดบอดไม่มีทางยอมปล่อยพวกเขาไปแน่
แล้วมันก็เป็นอย่างที่คาด สองยายหลานต่างสายเลือดถูกตัดสินให้โดนประหารด้วยการประชาทัณฑ์ เซกันไม่รู้เรื่องนี้ เขายังเชื่อคำโกหกของผู้พิพากษาที่หลอกเขาว่าอุลจะถูกปล่อยตัวหลังจากที่เขาถูกประหาร
“สำนึกผิดซะเถอะ แกมันศัตรูของมนุษย์ทุกคน” ผู้คุมกระชากแขนของเซกันให้ลุกขึ้น วันประหารเขาคือวันพรุ่งนี้พวกผู้คุมก็เลยคิดว่าจะมาซ้อมเขาเป็นการระบายอารมณ์ครั้งสุดท้าย
“ดูหน้ามันสิ ไม่ได้สลดเลยสักนิด” ผู้คุมอีกรายใช้กระบองฟาด “ไอ้สารเลวรู้ไหมว่าคนต้องตายไปเท่าไหร่เพราะแก สงคราม โรคระบาด มันเป็นเพราะแกนั่นแหละ”
เซกันไม่ได้พูดตอบโต้ บางอย่างเขาอาจจะไม่เกี่ยวข้อง แต่ก็มีเหตุการณ์อีกหลายอย่างที่เขาพูดไม่ได้เต็มปากว่าไม่เกี่ยวกับตัวเอง การมีตัวตนของเขามีแต่จะทำให้โลกนี้วุ่นวาย
แต่เซกันก็ไม่คิดว่าชีวิตต้องสาปของเขาไร้ค่า อย่างน้อยที่สุดเขาก็ยังใช้มันแลกกับชีวิตของอุลได้
“ยิ้มอะไรของแกวะ น่าขยะแขยงชะมัด” ผู้คุมที่ใช้กระบองฟาด กระชากเขาขึ้นมา
“สงสัยมันยังเชื่ออยู่มั้ง ว่ายัยแม่มดจะรอด” อีกคนพูดขึ้น แล้วผู้คุมทั้งหลายก็หัวเราะด้วยความสะใจ
“ว่าอะไรนะครับ” เซกันไม่แน่ใจหูของตัวเอง
“โง่จริง ต้องให้อธิบายให้ชัดหรือไง ยายแก่น่ะถูกประหารไปก่อนแกซะอีก”
“…” เซกันเริ่มน้ำตาคลอเบ้า “พวกคุณโกหกใช่ไหม ก็เขาสัญญาแล้ว…”
“เมื่อวานยายแก่โดนลากออกไปให้ชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์” หัวหน้าผู้คุมที่เพิ่งเดินเข้ามาบอกให้หายข้องใจ “ก่อนตายมันเรียกหาแต่รอยด์ รอยด์ อยากจะเจอหน้ารอยด์ ขำเป็นบ้าเลย”
โซนาตารู้สึกโกรธแทน ถ้าเป็นเขา มันต้องเป็นการนองเลือดครั้งใหญ่ เขาอาจจะฆ่าคนในโรเดลจนล้างเมืองเพื่อแก้แค้น แต่เซกันไม่ได้ทำแบบนั้น เขาแค่ดิ้นรนจนหลุดจากพันธนาการและเขาก็ต่อสู้กับผู้คุมโดยไม่ได้สังหารใครเลย เรื่องราวจบลงโดยเป็นแค่การแหกคุกครั้งใหญ่ที่ไม่มีใครหยุดได้
เซกันโกรธจนแทบเสียสติ แต่เขาไม่ได้แค้นผู้คนในโรเดล คนเดียวที่เขาโกรธคือตัวเขาเอง ถ้าเขาไม่ยอมให้จับกุมตั้งแต่แรก ถ้าเขาคิดจะแหกคุกออกมาก่อนหน้านี้ อุลก็จะไม่ตาย
ทั้งที่อุลรักเขาเหมือนหลานของเธอ เธอคอยดูแลเขามาตลอด แต่เขากลับตอบแทนเธอด้วยความตาย มันทำให้เซกันหวนนึกถึงคำพูดที่ท่านแม่มักจะพูดกับเขาเสมอ
…แกมันตัวเคราะห์ร้าย…
เขาหลับตาลง อีกประโยคหนึ่งผุดขึ้นมาด้วยเสียงของเขาเองในใจ
…แกคือคนที่ฆ่าอุล…
โซนาตาปิดหนังสือลง มินอายังนั่งน้ำตาคลออยู่ข้าง ๆ แต่เธอปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว พอโซนาตาหันไปหาเธอก็เช็ดน้ำตาและเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกลับมา
“ฉันจะเลิกแช่น้ำแล้ว… เธอยังอยากจะอยู่ต่อหรือเปล่า”
“จะชวนไปที่อื่นเหรอ ก็ดีนะคะ”
“ไม่ได้ชวนไปไหน ฉันจะไล่เธอออกไปต่างหาก” โซนาตาเลิกพูดอ้อมค้อม เขารู้ว่าเธอเข้าใจแต่แกล้งตีมึน
“คุณอลินาอยากให้ฉันอยู่กับคุณตลอดเวลา” มินอาเน้นเสียงหนัก และเธอก็หมายความตามที่พูดทุกคำ เธอจะอยู่กับเขาตลอดจนกว่าจะแน่ใจว่าโซนาตากลับมาปกติเหมือนเดิม
“ฉันไม่ได้เปราะบางขนาดต้องให้ทุกคนมากังวลน่า เรื่องเชอรีส… หรือเรื่องที่แพ้ ฉันไม่ได้เก็บมาใส่ใจหรอก”
“…” มินอาจ้องกลับเหมือนจะพยายามหาความจริงจากดวงตาคู่นั้น
“แล้วก็เธอไม่จำเป็นต้องฝืนทำอะไรตามคำสั่งอลินาด้วย ยัยนั่นชอบเจ้ากี้เจ้าการเกินเหตุ”
“คุณก็รู้… คำสั่งของคุณ คุณด็อกมา หรือคุณพ่อก็บังคับฉันไม่ได้หรอก”
“บังคับไม่ได้? งั้นถ้าฉันสั่งให้อยู่เป็นเพื่อนล่ะ จะขัดคำสั่งหรือเปล่า”
“จะขัดคำสั่งดีไหมน้าา” มินอายิ้มเจ้าเล่ห์ “…ไม่ได้หรอกค่ะ ก็เป็นคำสั่งของเจ้านายที่เคารพรักนี่ วันนี้เรามารำลึกความหลังกันดีไหมคะ เหมือนเมื่อตอนที่ยังคบกันอยู่ไง”
“เฮ้อ… อยากทำอะไรก็ทำเถอะ อย่าเสียงดังก็แล้วกัน”