Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 88: ซุปร้อน ๆ
ทั้งที่กระโดดข้ามเรื่องของดาบดำไป แต่นิยายกลับมาเล่าเรื่องการเดินทางหลังจากนั้นอย่างละเอียด ข่าวลือเกี่ยวกับองค์ชายองค์รองที่หายสาบสูญแพร่สะพัดไปไกลแม้แต่ดินแดนที่อยู่ห่างไกลอย่างเรฟลินตันก็ยังรับรู้เรื่องนี้
เซกันพยายามหลีกเลี่ยงการพบปะผู้คน แต่บางครั้งมันก็เลี่ยงได้ยาก เขาได้พบกับหญิงวัยกลางคนที่ได้รับบาดเจ็บจากการลื่นลงมาจากเนินเขา และเซกันก็ไม่สามารถจากไปโดยไม่ช่วยเหลือ
“คุณน้าเป็นอะไรมากไหมครับ” เขาทักด้วยรอยยิ้ม อีกฝ่ายนิ่งไปครู่หนึ่งถึงจะยิ้มตอบ
“ข้าไม่เป็นอะไร” เธอพยายามลุก ส่วนเซกันก็ช่วยเธอปัดฝุ่นออก
“โชคดีที่ไม่บาดเจ็บนะครับ” เขารู้สึกโล่งใจ
“อูยยยย” หญิงวัยกลางคนร้องเสียงดัง “เจ็บจังเลย นี่ถ้ามีคนพยุงไปส่งก็คงจะดีไม่น้อย”
“ผมช่วยเองครับ” เด็กชายตอบด้วยรอยยิ้ม มันไม่ใช่เวลาที่เขาควรจะช่วยใครเลยด้วยซ้ำ
แล้วเขาก็พาเธอไปส่งจนถึงที่บ้าน เธออยู่คนเดียวในบ้านที่ห่างไกลออกมาจากชุมชน เซกันจึงสบายใจขึ้นว่าเขาคงไม่พบเจอกับทหารแถวนี้
“คุณน้า ผมต้องไปแล้วล่ะครับ”
“เจ้าคงมีธุระสินะ ใช่สิ ใครอยากจะมาอยู่ดูแลคนแก่แบบข้า”
เซกันไม่ได้คิดว่าเธอแก่เหมือนอย่างที่พูด หญิงคนนี้ยังดูแข็งแรงดี บางทีเธออาจจะแค่เหงาที่ต้องมาอยู่คนเดียวห่างไกลจากผู้คน ถ้าเป็นเขาก็คงจะต้องเหงาเหมือนกัน
“อย่างน้อยก็อยู่กินมื้อเย็นกับข้าสักมื้อ” หญิงกลางคนแสยะยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มที่น่ากลัวแต่เซกันไม่ได้ประสีประสา
เพื่อตอบแทนมื้อเย็นที่เธอจะเลี้ยง เซกันจึงอาสาเป็นลูกมือด้วย เขาไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าทำไม หญิงกลางคนผู้นี้ถึงต้องใช้หม้อใบใหญ่ที่สามารถกินกันได้เป็นสิบ ๆ คน
ขณะที่ยืนอยู่บนเก้าอี้และกำลังคนซุปร้อน ๆ ในหม้อ หญิงประหลาดผู้มีแผนการชั่วก็เข้ามาจากด้านหลัง เธอผลักเซกันสุดแรง เขาที่ยืนอยู่บนที่ไม่มั่นคงเสียหลักในทันที จากนั้นร่างเล็ก ๆ ก็ตกลงไปในหม้อยักษ์
“โอ้ยยยยยย”
หญิงใจร้ายหัวเราะลั่น เธอรีบนำฝาหม้อที่วางพิงกำแพงอยู่มาปิดทับอีกที
“เจ็บบบบบ ร้อนนนน ปล่อยผมออกไป”
“ใครจะปล่อยให้โง่ แกน่ะมีค่าหัวรู้ไหม”
“ปล่อยผมเถอะ ในนี้ร้อน” เซกันร้องไห้จ้า ตัวของเขากำลังจะสุกอยู่ในหม้อน้ำซุปที่เขาเพิ่งจะช่วยปรุงรส
“ไอ้เด็กโง่ ตายอยู่ในนั้นนั่นแหละ” หญิงประหลาดเอาหินวางทับฝาไว้อีกทีเพื่อให้แน่ใจว่าเซกันจะไม่มีทางออกมาได้ อย่างน้อยก็จนกว่าเขาจะสุกอยู่ในนั้น
จากนั้นหญิงประหลาดก็รีบวิ่งแจ้นออกไป เธอเข้าไปในเมืองและเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างให้กลุ่มทหารที่เจอฟัง ทหารกลุ่มนั้นพอได้เห็นดาบดำที่เธอเอามาเป็นหลักฐานก็เชื่อทันทีว่าเธอไม่ได้โกหก พวกเขารีบวิ่งตาลีตาเหลือกกลับมาที่บ้านของเธอเพื่อดูผลงาน
“อยู่ในนั้นแหละเจ้าค่ะ” เธอชี้ไปที่หม้อใบโตที่มีหินทับไว้ “ข้าหลอกให้มันตกลงไปในหม้อน้ำซุปเดือด ๆ”
“ทำได้ดีมาก” ทหารดันหญิงประหลาดให้ถอยไป พวกเขายังไม่ไว้ใจว่าสิ่งที่อยู่ในนั้นตายแล้วหรือไม่
”ยังอยู่จริงหรือเปล่า” ทหารคนหนึ่งกระซิบ เขาไม่ได้ยินเสียงกรีดร้องเลย
“อาจจะตายไปแล้วก็ได้” ทหารอีกรายพูดอย่างโล่งใจ ซึ่งถ้าเป็นจริงเขาก็จะได้สบายใจเพราะไม่ต้องลงมือด้วยตนเอง
แล้วนายทหารคนสุดท้ายก็ทำเรื่องผิดพลาด เขาพยายามชักดาบดำออกจากฝักตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว ในวินาทีที่เขาทำได้สำเร็จมันกลับกลายเป็นหายนะไปแทน
เขาไม่สามารถรับพลังจากดาบดำได้ร่างของทหารผู้โชคร้ายระเบิดกระจุยจากพลังมหาศาลที่ล้นทะลัก แรงระเบิดส่งผลให้ทุกอย่างในห้องกระเด็นไปทุกทิศทาง ซึ่งรวมไปถึงหม้อใบยักษ์ที่อยู่ที่ปลายห้องด้วย
หม้อแตกออก ร่างเล็ก ๆ ที่ถูกลวกจนดูไม่ได้ไหลออกมาพร้อมกับน้ำซุปจำนวนมาก ทุกคนไม่รู้ว่าควรจะตกใจเรื่องใดก่อน ระหว่างสภาพน่าสังเวชของเด็กที่ถูกต้มทั้งเป็นหรือเรื่องที่เพื่อนทหารระเบิดเป็นชิ้น ๆ ต่อหน้าต่อตา
“แย่จริง ทำแบบนั้นกับเด็กได้ยังไง” มินอาอ่านถึงที่เดียวกัน ก็โวยวายขึ้น
“เลิกเอา… มาเบียดสักที” โซนาตาเองก็ชักรู้สึกอยากจับมินอากดน้ำร้อน
“คนพวกนี้ต่ำช้าที่สุด” มินอาดูเข้าถึงเรื่องจนน่าเป็นห่วง โซนาตาต้องย้ำกับเธอว่ามันคือนิยาย หรืออย่างน้อยก็เป็นเรื่องชนิดที่ถูกแต่งเติมแล้ว บางทีไอ้เรื่องต้มเด็กทั้งเป็นอาจจะเรื่องที่ถูกใส่เพิ่มเข้ามาเพื่อให้มีสีสันขึ้นก็ได้
มินอาน้ำตาคลอเบ้า เธอรู้สึกสงสารเซกันจับใจแม้ว่าจะไม่ได้อ่านมาตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ
“อย่าร้องสิ” โซนาตาลูบหัวเธอ มันทำให้มินอายิ่งอยากเบียดเข้าไปใกล้เขา
“ฉันพูดจริงนะที่บอกว่าถ้าทำหนังสือเปียกจะจับโยนออกไป”
บางทีโซนาตาก็อยากให้กาเรนมาเห็นมินอาในตอนนี้ เจ้าเพื่อนตัวดีจะได้รู้ว่าสาวที่ปลื้มนักปลื้มหนาทำตัวได้น่าเขกกระโหลกขนาดไหน
“ขึ้นไปนั่งบนขอบบ่อซะ” โซนาตารำคาญจนถึงที่สุดแล้ว
“ทะลึ่งนะคะ! ขึ้นจากน้ำก็ไม่มีอะไรบังเลยสิ… อยากเห็นฉันโป๊หรือไงคะ”
“จะอ่านหรือเปล่า”
“เจ้านายสุดที่รักขอทั้งทีจะไม่ทำได้ไงคะ” เธอว่าเสร็จก็ลุกขึ้นไปนั่งตรงหินเทียมที่อยู่ตรงขอบบ่อ พอโซนาตาหันไปมองร่างที่ไร้อาภรณ์ของเธอ มินอาก็แค่ยักคิ้วส่งให้
…แต่ก่อนยัยนี่ไม่เห็นเป็นแบบนี้เลย หรือว่าหัวจะไปกระแทกอะไรตอนยานตกหว่า…
โซนาตาเลิกสนใจมินอาและกลับมาอยู่กับหนังสือต่อ อย่างที่เขาคาดไว้ หม้อต้มซุปไม่ได้ฆ่าเด็กน้อย ทันทีที่ดาบดำกระเด็นไปใกล้ เขาก็คว้ามันเอาไว้ได้
“ปีศาจ เห็นใช่ไหมว่าเด็กนี่มันปีศาจ” หญิงวัยกลางคนชี้ “ต้มขนาดนี้ไม่ตายได้ยังไง”
เซกันหายใจถี่ด้วยความเหนื่อยอ่อน อีกฝ่ายไม่รู้ว่าเขาเองก็เกือบไม่รอดแล้ว ร่างกายถูกต้มจนสุกสลับกับการฟื้นตัวด้วยความเร็วสูง มันเจ็บจนแทบไม่อยากมีชีวิตรอด แต่เขาก็ดันรอดมาได้
“อย่าเข้ามานะครับ” เซกันยกดาบขึ้นขู่ เขาหวังว่าทุกคนจะยอมถอยเพราะเขาไม่อยากใช้มันเลย
แต่ทหารไม่ยอมให้เขาจากไปโดยง่าย พวกเขาโจมตีโดยไม่ยั้งมือสักนิด ในหัวแต่ละคนตัดใจจากการจับเป็นไปแล้ว พวกเขาบอกตัวเองว่าจะปล่อยให้เด็กปีศาจแบบนี้หลุดรอดออกไปไม่ได้
เซกันใช้ดาบที่ยังอยู่ในฝักรับคมดาบที่มาจากทุกด้าน ทหารพวกนี้มีฝีมืออยู่บ้างแต่ก็ยังห่างชั้นจากอัศวินที่เขาเคยถูกท่านพ่อบังคับให้สู้ เซกันต้านไว้ได้สักพักก็เห็นช่องโหว่ เขากระโดดทะลุหน้าต่างและวิ่งหนีไปทั้งแบบนั้น
เด็กชายร้องไห้ไปด้วยขณะที่กำลังวิ่งหนีสุดชีวิต แผลฉกรรจ์จากการถูกต้มทั้งเป็นหายไปจนเกือบหมดแล้ว แต่ความเจ็บปวดและความหวาดกลัวยังคงอยู่ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมตนเองต้องมาเจอเรื่องแบบนั้น
วิบากกรรมมันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เซกันตัดสินใจว่าจะไม่เชื่อใจใครอีกและก็จะไม่เฉียดเข้าใกล้คนแปลกหน้าอีกแล้ว เขายังมุ่งลงใต้ต่อไปทั้งที่ก็ไม่แน่ใจว่าอะไรจะดีขึ้น
ทีละเล็กทีละน้อย เซกันเริ่มชินกับชีวิตในป่า ตอนนี้เขารู้แล้วว่าไม่ใช่ของทุกอย่างกินได้ ถึงเขาจะอึดกว่าคนทั่วไปแต่มันไม่ใช่เรื่องดีเลยที่จะป่วยในโลกที่ต้องอยู่ตามลำพัง
การนอนในพื้นที่โล่ง ๆ ไม่ใช่เรื่องดีและการปีนขึ้นไปนอนบนต้นไม้ก็ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่ตนเคยคิด เขาคิดว่าทางรอดของเขาคือเรียนรู้การก่อกองไฟ
กองไฟ จะขับไล่สัตว์ร้ายส่วนใหญ่ไม่ให้เข้ามาใกล้ นอกจากนี้เขาจะได้ไม่ต้องกินอาหารแบบดิบ ๆ อีก
แต่มันก็ไม่ง่าย เขาไม่มีอุปกรณ์ช่วยในการจุดไฟ เวทมนตร์ก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาใช้ได้
เซกันไม่มีทางเลือกนอกจากแอบสังเกตการณ์ เขาจับตาดูพวกพรานที่นาน ๆ ครั้งก็จะเจอได้ในป่า เด็กน้อยกำลังแอบดูการใช้ชีวิตของคนพวกนี้เพื่อที่จะได้เลียนแบบ และในที่สุดเขาก็ก่อไฟสำเร็จเป็นครั้งแรก
เขาไม่รู้ว่ามันเกือบจะฆ่าเขาอีกครั้ง ไฟที่ก่อขึ้นทำให้พรานพบร่องรอยของเขา จากนั้นมันก็ดึงดูดพวกทหาร ชาวบ้านที่ต้องการค่าหัว รวมไปถึงพวกที่เชื่อในคำทำนายและตัดสินว่าชีวิตของเซกันควรจะจบลง
ชีวิตที่ถูกไล่ล่าโดยแทบไม่ได้หยุดพัก การต่อสู้เอาชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายต่อเด็กคนหนึ่ง มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขาไปแล้ว เซกันใช้เวลาหลายเดือนในการหลบหนีและมุ่งลงใต้ และในที่สุดเขาก็มาถึงหมู่บ้านที่อยู่ปลายสุดของทวีป
โรเดลเป็นชุมชนขนาดเล็กที่ปกครองตนเอง ไม่มีทหารเอเทเซียที่นี่และก็ไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กเก้าขวบอย่าเซกันจะมาไกลได้ถึงขนาดนี้ มันไม่แปลกถ้าเขาและใคร ๆ จะคิดว่าที่ห่างไกลแบบนี้ปลอดภัย
ใบประกาศจับเซกันทำให้ทุกคนในโรเดลรู้จักใบหน้าของเขา แทบจะในทันทีที่เขาเหยียบเข้าเมืองก็พบว่าตนเองตกเป็นเป้าสายตา และเรื่องเลวร้ายแบบเดิม ๆ ก็กลับมาอีกครั้ง
“เด็กต้องสาป” ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนขึ้นและชี้ไปที่เซกัน
ก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นลอยหวือมา มันกระแทกเข้าที่เบ้าตาของเขาพอดิบพอดี เซกันตกใจที่เขาถูกทำร้ายอีกแล้ว
“อย่าเข้าไปใกล้นะ เดี๋ยวจะติดโรคระบาด” หญิงคนหนึ่งตะโกน เธอไม่ได้พูดล้อเล่น มันมีข่าวลือว่าโรคระบาดที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน เริ่มขึ้นจากเขา
ชาวบ้านไม่กล้าเข้าใกล้แต่พวกเขาก็ไม่หยุดมือ ก้อนหิน และข้าวของที่สามารถหยิบฉวยไว้ได้ถูกใช้เป็นอาวุธ พวกเขาไม่ยั้งมือเพียงเพราะอีกฝ่ายเป็นเด็กผู้ชายหน้าตามอมแมม ทุกคนคิดแบบเดียวกันว่าการขับไล่เขาออกไปเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เซกันเคยได้ยินมาว่าป่าพรีวูดคือสถานที่อันตราย เดวัลของที่นี่มีทั้งจำนวนและความดุร้ายกว่ายิ่งกว่าทั้งหมดที่เขาเคยผ่านมา แต่เซกันก็ไม่มีทางเลือก ชาวบ้านบีบให้เขาต้องหนีเข้าไปในป่าทึบ
ไม่มีใครกล้าวิ่งตามมา มันทำให้เขาเกือบจะคิดว่าตัวเองปลอดภัยแล้ว…