Advent of the three calamities [นิยายแปล] - บทที่ 4: จูเลียน ดี. เอวีนัส [3]
นำทางไป… ไปที่ไหนกัน?
เสียงฝีเท้าของผมดังสะท้อนอยู่ในหูขณะที่เดินตามหลังชายจากในนิมิตไป
เขาดูหนุ่มกว่าในนิมิต และผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าเขาดูหน้าซีดๆ?
แต่ถึงอย่างนั้น
เมื่อนึกถึงการกระทำของตัวเอง ผมทำลงไปตามสัญชาตญาณล้วนๆ
ผมไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ ไม่รู้แม้กระทั่งว่าชายตรงหน้าเป็นใคร ไม่สิ… ไม่ใช่ว่าไม่รู้เลย ผมพอจะเดาออกอยู่บ้าง เพียงแต่ผมปฏิเสธที่จะเชื่อมันเท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตาม…
ถ้าจะมีอะไรที่ชัดเจนสำหรับผมในตอนนี้ คือไม่ว่าชายตรงหน้าจะเป็นใคร เขาสามารถฆ่าผมได้ทุกเมื่อที่เขาต้องการ
ก้าวพลาดเพียงครั้งเดียว ผมตายแน่
“ท่านเจ้าบ้านกำชับมาว่า ท่านต้องผ่านการทดสอบนี้ไปให้ได้ หากล้มเหลว เขาเตรียมที่จะตัดท่านออกจากตระกูลทันที”
น้ำเสียงที่เย็นชาและราบเรียบดังสะท้อนไปตามโถงทางเดินที่ว่างเปล่ายามที่เขาเดินนำหน้าผมไป
ผมยังคงเงียบตลอดทาง
“มันสำคัญมากที่ท่านต้องผ่านการทดสอบ ผมย้ำเรื่องนี้มากเกินไปไม่ได้จริงๆ เพื่อตัวผมเองด้วย”
“…”
การทดสอบ?
การทดสอบอะไรกัน?
ผมเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ทุกเศษเสี้ยวของข้อมูลมีความหมายต่อชีวิตผมในตอนนี้มาก
“ที่พูดแบบนั้น เพราะผมไม่เชื่อว่าสถานการณ์แบบนั้นจะเกิดขึ้น ท่านมีความสามารถเกินพอที่จะผ่านการทดสอบ อย่างน้อยที่สุด ท่านไม่ควรจะแย่ไปกว่าพวกสามัญชนที่เพิ่งฝึกมาแค่ปีเดียวหรอก”
เขาพูดไปเรื่อยๆ ตามทางที่เดิน ขณะที่ผมฟังคำพูดของเขา สายตาของผมก็อดไม่ได้ที่จะสำรวจไปรอบๆ
ที่นี่มันคือที่ไหนกันแน่?
โถงทางเดินดูโอ่อ่ากว้างขวาง หน้าต่างบานใหญ่ให้แสงสว่างพร้อมผ้าม่านสีม่วงที่ทิ้งตัวลงมา มันให้กลิ่นอายแบบยุคกลาง
แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง? มันจะ…
“…ถึงแล้วครับ นายน้อย”
ผมยังไม่มีเวลาได้ปรับตัวกับสภาพแวดล้อม ก็พบว่าตัวเองมายืนอยู่หน้าประตูไม้บานยักษ์เสียแล้ว
เท้าของผมหยุดชะงัก และเขาผลักประตูเปิดออก เผยให้เห็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่มีคนนับร้อยยืนอยู่ ทุกคนเข้าแถวกันอย่างเป็นระเบียบ หันหน้าไปทางประตูอีกบานที่อยู่สุดปลายห้องโถง
“คุณคือ…?”
หญิงสาวผมสั้นสีดำสวมแว่นตาเดินเข้ามาหาผม ในมือเธอถือคลิปบอร์ดพลางกวาดสายตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า
ใจผมเต้นระรัวยามที่เห็นเธอ
ผมทบทวนคำถามของเธอ ‘คุณคือ?’ และพบว่าตัวเองตอบไม่ได้
ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าผมคือใคร
“…”
ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ เรายืนจ้องหน้ากันอยู่แบบนั้นครู่หนึ่ง ก่อนที่สายตาของเธอจะเลื่อนลงมาที่หน้าอกผม แล้วความเข้าใจก็ปรากฏบนใบหน้าของเธอ
“อา ท่านคงมาจากบารอนนีเอวีนัสสินะคะ”
เธอเหลือบมองคลิปบอร์ดในมือ
“จูเลียน ดาเคอร์ เอวีนัส ฉันเจอชื่อท่านแล้วค่ะ”
จูเลียน ดาเคอร์ เอวีนัส?
เธอเคาะบอร์ดเบาๆ แล้วยิ้มออกมา
“กรุณาตามฉันมาค่ะ ฉันจะนำท่านไปหาผู้คุมสอบ”
ผมลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะหันกลับไปมองชั่วครู่ สายตาของผมสบกับเขา และเขาพยักหน้าให้ครั้งหนึ่ง ผมจึงหันกลับแล้วเดินตามหญิงสาวคนนั้นไป
ดูเหมือนเธอจะพาผมมุ่งหน้าไปยังประตูบานใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป ผมสัมผัสได้ถึงสายตาของคนรอบข้างยามที่ผมเดินผ่าน ทว่าผมไม่ได้ใส่ใจพวกเขานัก
ไม่ใช่ว่าไม่อยากใส่ใจ แต่เพราะผมไม่มีสมาธิเหลือไปสนใจใครต่างหาก
ยิ่งเข้าใกล้ประตู หัวใจผมก็ยิ่งเต้นแรงขึ้น
สิ่งเดียวที่ผมรู้คือผมต้องเข้ารับการทดสอบ แต่การทดสอบแบบไหนนั้น ผมไม่รู้เลย
ฝ่ามือของผมชุ่มไปด้วยเหงื่อ และขาก็หนักอึ้งเหมือนตะกั่ว
แต่ละก้าวที่เดินดูเหมือนจะหนักขึ้นเรื่อยๆ
เหตุผลเดียวที่ผมเดินตามไป เป็นเพราะสถานการณ์บังคับล้วนๆ
มันรู้สึกเหมือนว่าผมต้องขยับตัวไปข้างหน้า
แต่แล้วยังไงต่อล่ะ?
ผมควรจะทำยังไงต่อไป?
“ถึงแล้วค่ะ กรุณาอย่าประหม่านักเลย พวกเขาไม่กัดหรอกค่ะ”
หญิงสาวเปิดประตูออกอย่างสุภาพ เผยให้เห็นห้องที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ภาพวาดอันงดงามประดับอยู่บนผนัง ขนาบข้างพื้นที่ด้วยเสาสีขาวสะอาดตา
สิ่งที่ดึงดูดสายตาผมคือโต๊ะไม้ตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง ซึ่งมีคนสี่คนนั่งอยู่ ตรงหน้าพวกเขามีเด็กหนุ่มผมบลอนด์ตาสีฟ้าคนหนึ่ง เขาสวมยูนิฟอร์มแปลกตาและยืนตัวตรงต่อหน้าคนทั้งสี่
ผมสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่น่าหวาดหวั่นแผ่ออกมาจากพวกเขาทั้งสี่ และในบรรดานั้น หญิงสาวผมดำยาวสลวยก็ดึงความสนใจของผมไป
ดูเหมือนเธอจะเป็นศูนย์กลางของคนทั้งสี่ ไม่ใช่แค่เพราะรูปลักษณ์ แต่เป็นเพราะออร่าที่เธอแผ่ออกมา
เธอมีบางอย่างที่เหนือกว่าความสวยงาม… บางอย่างที่ผมอธิบายไม่ถูก
คนพวกนี้เป็นใครกันแน่…?
“คุณคงจะเป็นจูเลียนสินะ”
ริมฝีปากของเธอหยักยิ้มเล็กน้อยขณะเหลือบมองเอกสารตรงหน้า แล้วเธอก็ละสายตามาชี้ไปที่ข้างหน้า
“คุณมาเพื่อรับการทดสอบสินะ เชิญมาที่ตรงกลางได้เลย”
“…”
ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินตามไป
มันยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าคนตรงหน้าผมมีบางอย่างไม่ธรรมดาเมื่อผมเดินเข้าไปใกล้ ผมบอกไม่ถูก… แต่แค่ยืนใกล้ๆ พวกเขาก็รู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล
ราวกับมีก้อนหินขนาดใหญ่กดทับลงบนหลัง
ถึงกระนั้น ผมก็ยังคงรักษาความสุขุมและตีสีหน้าให้นิ่งสนิท
แต่นั่นก็รักษาไว้ได้เพียงวินาทีเดียว ก่อนที่ผมจะรู้สึกแสบแปลบที่ท่อนแขนขวา เกิดอะไรขึ้น? เมื่อผมก้มลงมอง ก็พบว่าหนึ่งในสี่ใบของรอยสักใบโคลเวอร์สว่างวาบขึ้นมา
ทำไมมันถึง…
ราวกับถูกมนต์สะกด ร่างกายของผมเคลื่อนไหวไปเอง นิ้วของผมลอยอยู่เหนือรอยสักนั้น ผมตกใจกับการพัฒนาที่เกิดขึ้นกะทันหัน แต่ก่อนที่จะทันได้สติ นิ้วของผมก็กดลงไป
และ
ผมก็กดมันเข้าให้แล้ว
.
.
.
“…เอ๊ะ?”
โลกทั้งใบพลันกลายเป็นสีดำสนิท
ประสาทสัมผัสทั้งหมดดูเหมือนจะมลายหายไป ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่มืดมิดที่มองไม่เห็นอะไรเลย รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยตัวอยู่ในพื้นที่ที่กว้างใหญ่และอ้างว้างอย่างไม่สิ้นสุด
มันรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ผมติดอยู่ในที่เดิม ล่องลอยอยู่ในความมืดมิดที่ดูเหมือนจะยืดขยายออกไปไม่จบสิ้น สติของผมพร่าเลือน แต่ผมกลับรับรู้ถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว
หรือสิ่งที่ผมเห็นก่อนหน้านี้จะเป็นเพียงแค่นิมิตอีกอย่างหนึ่ง?
นี่คือความรู้สึกของความตายงั้นเหรอ?
…มันช่างโดดเดี่ยว
และเหน็บหนาว
‘อา’
ความรู้สึกนั้นอยู่ได้ไม่นาน จู่ๆ กระแสพลังบางอย่างก็แล่นพล่านไปทั่วร่าง กระตุ้นสติของผมให้ตื่นตัวขึ้น
เมื่อผมรู้สึกตัว ผมพบว่าร่างกายกลับมาขยับได้อีกครั้ง
ถึงอย่างนั้น
รอบตัวผมก็ยังมืดมิดอยู่ดี
‘ฮัลโหล?’
ผมพยายามจะพูด แต่ปากกลับไม่ยอมเปิดออก
“…”
ผมพยายามรักษาความเยือกเย็นและผลักไสความวิตกกังวลและความกลัวที่เริ่มคืบคลานเข้ามาในจิตใจ ผมจะไม่ยอมให้ความมืดกลืนกินสติสัมปชัญญะของผม
ยังไม่ใช่ตอนนี้
‘หืม?’
ทันทีที่ตั้งสติได้ ผมก็เห็นแสงสว่างจ้าที่อยู่ไกลออกไป แสงสว่างอย่างนั้นเหรอ…? มันสว่างขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวินาที แสงของมันโอบล้อมผมไว้ด้วยความอบอุ่น
มันรู้สึกสบายใจ
สบายใจเสียจนผมพบว่าเปลือกตาค่อยๆ ปิดลงอย่างผ่อนคลาย
‘…อ๊ะ?’
เมื่อผมลืมตาขึ้นอีกครั้ง ผมก็ต้องตะลึงกับภาพตรงหน้าจนแทบหยุดหายใจ
‘กงล้อเหรอ?’
สีทั้งหกสี และคำทั้งหกคำ
?| แดง – ความโกรธ
?| ม่วง – ความกลัว
?| น้ำเงิน – ความเศร้า
?| เขียว – ความประหลาดใจ
?| ส้ม – ความรัก
?| เหลือง – ความสุข
ลูกศรสีแดงยาวชี้ขึ้นด้านบน ในตอนนี้มันหยุดอยู่ที่สีแดง
ความโกรธ
‘นี่มันอะไรกัน…?’
อารมณ์พื้นฐานหกอย่างของมนุษย์เหรอ? ผมจำได้ว่าเคยเรียนเรื่องนี้ในวิชาจิตวิทยา แต่ทำไม…
ครืดดด—!
“…!”
กงล้อเริ่มหมุนด้วยตัวของมันเอง
‘…เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?!’
สีต่างๆ สลับสับเปลี่ยนไปมา ทั้งแดง ม่วง น้ำเงิน เขียว ส้ม และเหลือง… มันหมุน หมุน และหมุนไม่หยุด
ความรู้สึกไม่สบายใจอย่างลึกซึ้งตรึงผมไว้กับที่ สายตาของผมจดจ้องไปที่ลูกศรสีแดงที่ยังคงนิ่งสนิท
กงล้อหมุนต่อไป สีต่างๆ ยังคงสลับกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกงล้อเริ่มสูญเสียแรงเหวี่ยงและหยุดลงในที่สุด
‘สีม่วง’
ความกลัว
แล้วยังไงต่อ? ฝ่ามือของผมชุ่มเหงื่อ และความไม่สบายใจที่เกาะกินร่างกายก็ดูเหมือนจะเด่นชัดขึ้นกว่าเดิม
ฟึ่บ—!
และความรู้สึกนั้นก็ถูกต้องแล้ว
ทันใดนั้น พื้นเบื้องล่างสั่นสะเทือน ผมเกือบจะเสียหลักล้มลง และเมื่อตั้งตัวได้ ผมก็ต้องตกใจเมื่อเห็นอาคารต่างๆ ผุดขึ้นมาจากพื้นดินข้างใต้
“อะไรน่ะ…? อ๊ะ?!”
ผมเอามืออุดปาก
“ผมพูดได้อีกครั้งแล้วเหรอ?”
ไม่ใช่แค่พูดได้… ผมมองไปรอบๆ ผมถูกล้อมรอบไปด้วยอาคาร ไม่สิ ไม่เชิง พวกมันดูเหมือนซากปรักหักพัง สถาปัตยกรรมทำให้ผมนึกถึงภาพจากนิมิต แต่พวกมันถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และมอส
ผมมองเห็นได้ไม่ชัดนักเพราะข้างนอกมันมืด อย่างไรก็ตาม จากหางตา ผมสังเกตเห็นเงาร่างจางๆ อยู่ในระยะไกล
เงามืดเหรอ?
ฟิ้ว—!
ผมขนลุกซู่เมื่อลมหนาวพัดผ่านผิวหนัง ผมเริ่มตึงเครียด สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่คล้ายกับนิ้วมือสองนิ้วค่อยๆ ไต่ขึ้นมาบนแขนอย่างนุ่มนวล
“แฮ่ก… แฮ่ก…”
ผมรู้สึกว่าลมหายใจเริ่มหนักอึ้ง และเมื่อพยายามจะกลืนน้ำลาย ผมพบว่าทำไม่ได้
มีบางอย่างบีบรัดลำคอของผมไว้ บางอย่างที่เป็นเพียงจินตนาการ
มันขัดขวางไม่ให้ผมกลืนน้ำลายได้
“ฮะ-แฮ่ก”
หน้าอกของผมสั่นสะท้อน
‘ไม่มีอะไรอยู่ข้างหน้าผมสักหน่อย…’
แล้วทำไม…?
ทำไมผมถึงรู้สึกกลัวขนาดนี้?
“แฮ่ก… แฮ่ก…”
ผมกำเสื้อแน่นจนมันเริ่มยับย่น ตรงนั้นเองที่ผมสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นรัว
มันเร็วมาก
ตึก… ตัก! ตึก… ตัก!
และมันดังมาก
“ฮะ…”
ลมหายใจของผมเต้นตามจังหวะนั้น
มันเร็วขึ้น
เร็วขึ้น
และเร็วขึ้นอีก….
“แฮ่ก… แฮ่ก.. ฮะ…”
ผมเริ่มหายใจหอบถี่
ฝ่ามือชุ่มเหงื่อ และเหงื่อเม็ดเป้งก็ไหลอาบข้างแก้ม
ความกลัวได้เกาะกุมผมไว้แล้ว
มันกำลังกลืนกินผมอย่างช้าๆ
ผมสัมผัสได้
แต่ทำไมล่ะ?
‘…ต้องหนีไปจากที่นี่’
ขาของผมเริ่มขยับ ความคิดทั้งหลายอันตรธานหายไป เหลือเพียงการวิ่ง วิ่งให้เร็วขึ้น เร็วขึ้น และเร็วขึ้น…
ในไม่ช้า ผมก็พบว่าตัวเองกำลังวิ่งสุดฝีเท้า ผมวิ่งราวกับว่าชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องทำแบบนี้ แต่ถ้าจะมีสิ่งที่ผมรู้ดีคือผมต้องหนี
หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
“อึก..!”
ผมสะดุดล้มอยู่หลายครั้งจนเข่าถลอก แต่ทุกครั้งผมก็ยันตัวลุกขึ้นมาใหม่และวิ่งต่อ
ผมเพิกเฉยต่อความรู้สึกแสบร้อนที่มาพร้อมกับทุกลมหายใจ
ความคิดเดียวที่อยู่ในหัวคือผมต้องวิ่ง
ผมต้องหนีไปให้พ้นจากเงามืดเหล่านั้น
“แฮ่ก… แฮ่ก…. แฮ่ก…”
ผมหันกลับไปมองเป็นระยะ และก็เห็นพวกมันทุกครั้ง ระยะห่างระหว่างเรายังคงเท่าเดิม พวกมันไม่เหนื่อยบ้างหรือไง?
…ผมทนแบบนี้ต่อไปได้อีกไม่นานแน่
ความเจ็บปวดที่บีบรัดปอดของผมทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับว่าผมกำลังหายใจเอาไฟเข้าไป
แต่ผมต้องทนไว้
ยังไม่ใช่ตอนนี้
ไม่…
ปัง—!
หน้าของผมกระแทกเข้ากับพื้นผิวแข็งๆ อย่างแรง
“อั่ก…!”
ผมเมินเฉยต่อความเจ็บปวดแล้วเงยหน้าขึ้น
“ไม่นะ ผม….”
เงามืดปรากฏขึ้น รูปลักษณ์ของมันยังคงเป็นปริศนาสำหรับผม มันโงนเงนอยู่ตรงหน้า จ้องมองลงมาที่ผมราวกับว่าผมเป็นเหยื่ออันโอชะ
“อา… อย่า…”
ความรู้สึกกลัวที่เกาะกุมผมทวีความรุนแรงขึ้น
มันอึดอัดจนแทบจะสำลัก
“ผม… ผม…”
คำพูดไม่ยอมหลุดออกมาจากปาก
และแล้ว
“อุ๊ก!”
เงามืดนั้นเอื้อมมือมาคว้าคอผมไว้ บีบแน่นจนดวงตาผมแทบถลน และรู้สึกว่าร่างกายเริ่มไร้เรี่ยวแรง
อา ไม่นะ… ผมกำลังจะตาย ผมกำลังจะตาย ผมจะตายแล้ว…!
ความรู้สึกไร้ทางสู้ภายใต้เงื้อมมือของมัน เสียงหัวใจที่เต้นรัว ความอ่อนแอ และความกลัวที่บีบคั้น—
ทั้งหมดถูกสลักลึกเข้าไปในจิตใจในช่วงวินาทีสุดท้าย
สิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่…
มันคือของจริง
และแล้ว
เปรี้ยก—!
ผมรู้สึกเหมือนคอของตัวเองหักสะบั้น และโลกก็พลันมืดมิดลงอีกครั้ง
เพียงเพื่อให้แสงสว่างวาบเข้ามาโอบล้อมผมในทันใด
“ผู้เข้ารับการทดสอบ? ผู้เข้ารับการทดสอบคะ?”
“อา…?”
ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ร่างทั้งสี่นั่งอยู่ไม่ไกลจากที่ผมยืนอยู่ ทุกคนจ้องมองมาที่ผมด้วยใบหน้าที่ขมวดคิ้ว
ขณะที่เด็กหนุ่มผมบลอนด์ยืนอยู่ไม่ไกลจากผม
‘นี่มันไม่ใช่ว่า…?’
ผมค่อยๆ ก้มหน้าลง จ้องมองไปที่ท่อนแขนขวาที่รอยสักอยู่ มันไม่เจ็บอีกแล้ว และมันก็ไม่ส่องแสงแล้วด้วย
แต่ทว่า
แขนของผมกำลังสั่น
อารมณ์ที่ผมรู้สึกก่อนหน้านี้… มันยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวผม ผมสลัดความรู้สึกนั้นไม่หลุด มันรู้สึกอึดอัดเหลือเกิน
ผมต้องการที่ระบาย
ที่ระบายที่จะปลดปล่อยทุกอย่างออกมา
“ผู้เข้ารับการทดสอบ? เป็นอะไรหรือเปล่า? เราไม่ได้มีเวลาทั้งวันนะ”
หนึ่งในคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าผม ชายร่างกำยำที่มีเคราสีแดงขมวดคิ้ว พลางชี้ไปที่เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าผม
“…แสดงสิ่งที่คุณมีออกมาสิ”
“อา”
เท้าของผมขยับไปเอง
ราวกับว่าในที่สุดผมก็ได้พบสิ่งที่ต้องการ ผมเดินตรงไปหาเด็กหนุ่มตรงหน้า เขาจ้องมองผมกลับมาด้วยใบหน้าที่ขมวดมุ่น
ราวกับจะถามว่า ‘ไอ้หมอนี่กำลังจะทำอะไร?’
แต่ผมไม่สน
ผมไม่ได้ใส่ใจเขาและยังคงเดินหน้าต่อไป
ก่อนจะรู้ตัว ผมก็มายืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว ทันทีที่เขาอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง มือของผมก็เอื้อมไปคว้าหัวของเขาไว้
กุมทั้งสองข้างอย่างมั่นคง มือของผมยังคงสั่นเทาแต่ผมก็กุมหัวเขาไว้แน่น
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป
“แก แกทำอะไร…!”
แต่ผมไม่สน
สัมผัสได้ถึงด้านข้างใบหน้าของเขา ปากของผมเปิดออกขณะที่พึมพำแผ่วเบาว่า
“ความกลัว”
สติของผมพลันขาวโพลนไปตั้งแต่นั้น
ผมสูญเสียความเป็นตัวเองไปชั่วขณะ
เมื่อผมรู้สึกตัวอีกครั้ง ผมก็มายืนอยู่ที่จุดเดิมที่เคยยืนอยู่ มือของผมไม่สั่นอีกต่อไป และจิตใจของผมก็ดูสงบลง
หรืออย่างน้อย ผมก็คิดอย่างนั้น
“ช-ช่วยด้วย…! แฮ่ก.. แฮ่ก…!”
เมื่อผมมองลงไป ผมก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นเด็กหนุ่มคนก่อนหน้านี้นอนอยู่ที่พื้น
ใบหน้าของเขาซีดเผือด และเขาเอามือกุมหัวทั้งสองข้างพลางพึมพำว่า ‘อา… ผมขอโทษ…! อา…’
ยามที่สายตาของเราสบกัน สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวและม่านตาขยายกว้าง
“อ๊ากกก…! ม-ไม่นะ…!”
เขาถอยหนีอย่างลนลาน
นี่มันเกิดอะไรขึ้น…
“อา”
หน้าจอขนาดเล็กปรากฏขึ้นตรงหน้าผม
นั่นคือตอนที่ผมเข้าใจทุกอย่าง
?| เลเวล 1. [ความกลัว] EXP + 10%
ผมเป็นคนทำเรื่องนี้เอง