Chronicles of Primordial Wars ตำนานของสงครามแรกเริ่ม - ตอนที่ 153 : เผ่า
ไม่มีใครเอ่ยถึงเผ่าที่อาศัยอยู่ข้ามแม่น้าบนม้วนหนังสัตว์ลับที่หมอ
ผีให้กับฉาวซวน
สิ่งที่ปกปิดไว้ได้บอกเขาว่าในอดีตพื้นที่นี้ไม่มีอะไรนอกจากผืนดิน
ที่ว่างเปล่า
ด้วยเหตุที่ไม่อาจรู้ได้ ในช่วงเวลาของบรรพบุรุษ พวกเขาจึงออก
จากบ้านเก่าเพื่อค้นหาที่ดินใหม่ อย่างไม่คาดคิด พื้นดินแยกออก
และช่องว่างค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถมองเห็น
ด้านอื่นได้
ฉาวซวนสันนิษฐานว่าหลังจากรอยแยกขนาดยักษ์ได้ปรากฏขึ้น
การเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมอย่างรวดเร็วทำให้น้าไหลเข้า
มาจากพื้นที่อื่น ๆ รอยแยกที่เต็มไปหมดกลายเป็นแม่น้า และ
จากนั้นรูปแบบสิ่งมีชีวิตต่างๆ ก็เข้ามา รวมถึงสิ่งมีชีวิตที่ร้ายกาจที่
เขาได้เห็นในน้า
อย่างไรก็ตาม การก่อตัวของแม่น้าสายนี้ ยังคงปิดกันเส้นทางกลับ
ของบรรพบุรุษ
หลังจากการก่อตัวของแม่น้า บรรพบุรุษได้รับความเคารพอย่าง
มาก ดังนั้นเมื่อพวกเขาต้องการที่จะกลับไป พวกเขาจะมองหา
เส้นทางอื่นแทนการเดินทางผ่านแม่น้า รวมถึงความจริงที่ว่ามีภัย
คุกคามต่างๆ ที่ซุ่มซ่อนอยู่ในแม่น้า
ประมาณหนึ่งพันปีได้ผ่านไปนับแต่นั้นเป็นต้นมา ชนเผ่าเขาเพลิง
ซึ่งถูกแยกออกจากรอยแยกได้อาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยว
ในขณะที่ด้านข้างของแม่น้า มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีเกิดขึ้นเช่นกัน
สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ตอนนี้กลายเป็น
ดินแดนแอ่งน้าที่เต็มไปด้วยน้า ซึ่งตอนนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่า
โชคดีที่ไม่มีอุปสรรคทางด้านภาษา และพวกเขาสามารถพูดคุยได้
ง่าย
“เผ่าของเจ้าเรียกว่าอะไร?” ฉาวซวนถาม
อีกฝ่ายไม่ตอบ ลุกขึ้นยืน เขาระมัดระวังอยู่ห่างจากฉาวซวน และ
ถามว่า “เจ้าจริงๆ นะหรือที่อยู่ในแม่น้าเป็นเวลายี่สิบวัน?”
“แน่นอน” ฉาวซวนตอบ
“โกหก!”
อีกฝ่ายตะโกนขึ้นมา ก้าวขึ้นไปทางฉาวซวนอย่างรวดเร็วมาก
ขณะที่กำปั้นของเขาตรงมาอย่างน่าประทับใจ
ปัง!
ฝ่ามือของฉาวซวนจับกำปั้นที่เข้ามา
ในขณะที่อีกฝ่ายตระหนักว่ากำปั้นของเขาถูกจับยึดไว้จากฉาว
ซวน ไม่สามารถหลุดออกได้ ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายการฆ่า
สังหาร และมืออีกข้างหนึ่งของเขาก็ยื่นออกมาเหมือนสายฟ้าคว้า
ข้อมือของฉาวซวน ในเวลาเดียวกัน ด้วยดารบิดข้อเท้าของเขา
อย่างฉับพลัน เขาได้เหวี่ยงตัวของเขาขึ้นอย่างรวดเร็วในอากาศ
โคลนบนร่างของเด็กกระเด็นออกไปทั้งสี่ทิศทาง ขณะที่เขาหมุน
ตัวผ่านอากาศ
พลั๊ค!
สองเท้าของเขาลงกับพื้น การหมุนตัวของเขาจะหยุดชะงักลง
“ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าหลอกลวงข้า … ฮะ?” การแสดงออกของ
เขาช่างแข็งกระด้าง ดวงตาของเขาขยายกว้างในขณะที่เขามอง
อย่างไม่อยากเชื่อไปที่มือของเขา
ตอนแรกเขาคิดว่าเขาจะบิดแขนของฉาวซวน แต่แทนที่จะทำ
เช่นนั้น เขากลับพบว่าตัวเองถูกมัดด้วยเชือกหญ้า เขายกศีรษะขึ้น
เพื่อมองฉาวซวนในสภาพสมบูรณ์ และจากนั้นก็มองไปที่มือทั้ง
สองข้างของเขา นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
ฉาวซวนรู้สึกปวดหัวขณะที่มองไปที่เขา เขาคิดว่าเด็ก ๆ ที่อยู่ใน
เผ่าจะก้าวร้าวรุนแรงเกินไป แต่เขาไม่เคยคิดว่าเด็กตรงหน้าจะแย่
ยิ่งกว่า เขาเงียบๆ และโจมตีทันที หากฉาวซวนไม่สามารถหยุด
การโจมตีได้อย่างรวดเร็วในตอนนี้ แขนของเขาอาจถูกบิดหลุด
ออก
ตอนนี้ เด็กชายกำลังนอนอยู่บนพื้นอย่างหมดสภาพ เพื่อฟื้นตัว
จากนั้นด้วยพลังเพียงเล็กน้อยที่เขาฟื้นคืนมา เขาใช้มันกับผู้ช่วย
ชีวิตของเขาเนี่ยนะ!
เขาเป็นคนแบบไหน?
การโจมตีก่อนหน้านี้ได้ใช้กำลังของเด็กผู้ชายออกไปทั้งหมด ด้วย
มือของเขาที่ถูกมัด อ้าปากหอบเอาลมหายใจเข้าปอด เขาจ้อง
มองอย่างดุเดือดไปที่ฉาวซวน
หน้าและแขนของเด็กถูกปกคลุมไปด้วยโคลน แต่หลังจากหนุมตัว
ไปรอบหนึ่ง ส่วนใหญ่โคลนถูกเหวี่ยงออกไป ทำให้ฉาวซวนได้เห็น
หน้าตาที่ชัดเจนขึ้น
เมื่อเด็กหนุ่มกำลังโจมตีเขา ฉาวซวนได้สังเกตเห็นว่าร่างกายของ
เด็กชายปรากฎให้เห็นลวดลายของสัญลักษณ์ ทุกเส้นที่เชื่อมต่อ
กันขณะที่พวกมันปกปิดร่างกายของตัวเขาและบนใบหน้า ปาก
ของเด็กก็เปิดกว้างเกือบถึงใบหูของเขา เผยให้เห็นฟันที่แหลมคม
ฉาวซวนมั่นใจพอที่จะเดิมพันได้ว่าเด็กคนนี้ที่มีฟันที่แหลมคมใช้
มันเพื่อกัด
ใช่แล้วตอนนี้ ไม่มีแรงพลังใด ๆ ลวดลายบนร่างกายของเด็ก
หายไปและปากของเขาก็กลับสู่สภาพดั้งเดิม
“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าจะมีใครสักคนที่จะโจมตีผู้ช่วยชีวิตของพวก
เขาจริงๆ! ดูเหมือนเผ่าของเจ้าเต็มไปด้วยคนไม่ดี ” ฉาวซวนกล่าว
“เจ้าก็ไม่ใช่คนดี! ขโมย!” เด็กชายเถียงหัวชนฝา
“ข้าขโมยอะไร เจ้าไม่ได้ใช้สายตาของเจ้าเพื่อดูหรือไง? กล้าที่จะ
เรียกคนร้ายโดยไม่ใช้สายตาของเจ้าเพื่อยืนยันนั้นเรียกว่าการใส่
ร้าย เจ้ารู้หรือไม่ว่าการใส่ร้ายหมายถึงอะไร? สำหรับคนอย่างเจ้า
ผู้ที่รุ็เพียงแต่พูดจาไร้สาระ เจ้ามีสมองบ้าๆไว้ทำอะไร? เจ้าเคยได้
ยินเรื่องราวของชาวนากับงูหรือไม่? โอ้ เจ้าคงไม่เคยได้ยินมาก่อน
เลย มันเป็นเช่น แม้ว่าคนที่ช่วยชีวิตงู มันจะยังคงแว้งกัดในที่สุด
ครั้งต่อไปที่เจ้าพบกับอันตราย ให้เราดูว่าใครจะช่วยชีวิตเจ้า! เจ้า
ยังคงจำรสชาติของความตายได้หรือไม่? ”
ฉาวซวนพูดออกมาอย่างน้าไหลไฟดับ, พูดอะไรก็ตามที่เข้ามาใน
ใจของเขาโดยไม่ต้องคิด เขาสังเกตเห็นว่ามีคนอยู่รอบตัว พวกเขา
อาจจะอยู่กับเด็กคนนี้ พวกเขาเพิ่งมาถึงและกำลังเฝ้าดูสถาน
การ์ณ ดังนั้นฉาวซวนจึงประกาศทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกับ
แสดงความอยุติธรรมที่เขาได้รับ ถ้าเด็กคนนี้ยังคงพูดสิ่งเดียวกัน
กับก่อนหน้านี้ เช่นนั้นพวกเขาจะไม่สามารถประนีประนอมได้และ
เขาจะบินไปที่อื่นพร้อมกับชาช่า
หลังจากที่เด็กคนนั้นถูกทิ้งระเบิดจากคำพูดของฉาวซวน แม้ว่าจะ
มีไม่กี่คำที่เขาไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางความเข้าใจทั่วไปของ
เขา
เขาทำผิดไปจริงหรือ?
หลังจากที่พูดเสร็จแล้ว ฉาวซวนก็โกรธเคืองขณะที่เดินไปทาง
ชาช่า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธและความผิดหวัง เมื่อ
เขามาถึงฝั่งชาช่า เขากล่าวว่า “ครั้งต่อไป เราจะอยู่ห่างจากเผ่า
ของเจ้า ข้าจะบอกทุกคนที่เราพบเพื่อไม่โต้ตอบกับคนของเจ้า
ผู้คนที่หลงลืมความชื่นชมและไร้ความยุติธรรม เจ้ารู้หรือไม่ว่า
หมายความว่าอะไร? ลืมเรื่องที่พูดนี้ไปซะ คุยกับเจ้าไปก็ไร้
ความหมาย ชาช่า, ไปกันเถอะ! ”
“เดี๋ยว! เดี๋ยว!”
คนที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้รีบออกมาและเรียกร้องหาฉาวซวน
ขณะที่เขาพร้อมที่จะกระโดดไปที่หลังชาช่า
คนสองคนปรากฎออกมา คนหนึ่งแก่และอีกคนอายุยังน้อย คนที่
แก่กว่านั้นแข็งแรงและมีดวงตาสีน้าตาลแดงเช่นเดียวกับเด็กชาย
แต่ เมื่อคนยืนอยู่ข้างๆ เขาเป็นเด็กหญิงตัวน้อย ซึ่งดวงตาเป็นสี
น้าตาล เธอยังดูเหมือนจะมีความป่าเถื่อนน้อยลง ทำให้ผู้คนรู้สึก
อ่อนโยน
เมื่อเห็นคนที่เดินออกมา เด็กชายที่ถูกมัดไว้ก็แสดงสีหน้ามี
ความสุขกล่าวว่า “พ่อ!”
เพียงเพราะ เด็กชายไม่ได้มีความสุขเป็นเวลานาน ขณะที่ชายคน
นั้นเดินก้าวอย่างรุนแรง เขายกเด็กขึ้นไปในอากาศโดยใช้แขนของ
เขาและตบตีเขาอย่างไม่รีรอ
ฉาวซวนพูดไม่ออก
การสั่งสอนแบบนี้เป็นแบบที่คล้ายคลึงกับคนในเผ่า พวกเขา
มักจะตีก่อนแล้วพูดคุยทีหลัง ก่อนที่เขาจะมาถึง เขาไม่รู้ว่าเผ่าอื่น
ๆ จะมีลักษณะการสอนแบบนี้หรือไม่
เด็กชายกำลังหมดแรง และหลังจากที่ถูกพ่อของเขาตบตี เขาทำ
ได้เพียงลูบจมูกและอยู่นิ่งเงียบ ๆ ไม่กล้าที่จะร้องไห้ เขาสามารถ
ทำได้เพียงแค่ยอมรับเท่านั้นกับการถูกทุบตี
คนที่เดินขึ้นมาก็ไม่สนใจ และหลังจากนั้นเขาก็เหวี่ยงเด็กชาย
ออกไป เขาพูดกับหญิงสาวข้างๆ เขาว่า “ซุยหลัน เฝ้าเขา”
“รับทราบ” เด็กสาวเร่งรีบตอบกลับ
หลังจากจัดการลูกของตัวเอง ชายคนนั้นมองไปทางฉาวซวน ถอน
สายตาที่ดุร้ายกลับไป เขาพยายามที่จะให้ฉาวซวนรู้สึกดีใน
ขณะที่ยิ้ม อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเขาจะยิ้มด้วยสายตาของเขา
อย่างไร มันยังคงให้ความรู้สึกหนาวเย็นยะเยือก
“นั่นเป็นความผิดของเราจริงๆ เด็กชายตัวน้อย เจ้านั้นเป็นใครที่
ช่วยเฉินเจีย? โอ้ นั่นแหละคือชื่อลูกของข้า ข้าชื่อฟู๋จี่ “ผู้ชายคน
นั้นแนะนำตัวกับฉาวซวน
“ใช่ ข้าเป็นคนช่วยเขาไว้” ฉาวซวนถอนหายใจ “นี่เป็นครั้งแรกที่ข้า
ได้ออกจากเผ่าของข้า พยายามที่จะออกเดินทางของข้าในโลกนี้
ขณะที่ข้าเก็บรวบรวมความรู้และประสบการณ์ แต่คนแรกที่ข้าเจอ
อย่างไม่คาดฝัน … อั๊ย! ”
และดังนั้น ฉาวซวนจึงเริ่มเล่าถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับเฉินเจีย
ขณะที่บอกเล่ารายละเอียดต่าง ๆ หรือบอกเรื่องที่เกิดขึ้นจริงใด ๆ
ขณะที่ชายหนุ่มไม่เข้าใจว่าทำไมแขนของลูกชายของเขาถึงถูกมัด
ฉาวซวนอธิบายรายละเอียดโดยเน้นความจริงที่ว่าเขาได้ออกจาก
เผ่าของเขาไปท่องโลกในขณะที่มีความตั้งใจที่ดี
หลังจากที่ฟู๋จี่ฟังเรื่องราวของฉาวซวนเสร็จแล้ว เขาก็กำหมัดของ
เขาแล้วจ้องมองที่เฉินเจียอย่างดุดัน ถึงแม้เขาจะไม่ได้พูดก็ตาม
แต่ตาของเขาดูเหมือนจะพูดว่า “เฝ้ามองที่ชายชราคนนี้แบกพา
เจ้ากลับเมื่อเรากลับถึงบ้าน”
เฉินเจียทำได้แต่ถอยกลับไปข้างหลัง
เมื่อฟู๋จี่หันกลับไปหาฉาวซวนอีกครั้ง ใบหน้าของเขากลับมามี
ท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส เขาขออภัยในทันทีขณะที่พยายามที่จะ่่
แสดงเหตุผลอันสมควรของการกระทำของลูกชาย “เขาไม่ได้เป็น
แบบนี้ มันเป็นแค่เพราะเขาสูญเสียสิ่งบางอย่างไปในชนเผ่าเมื่อ
เร็ว ๆ นี้ และไม่สามารถจับตัวโจรได้ … ”
ดังนั้นเขาถึงได้อุกอาจเช่นนี้? ฉาวซวนกวาดสายตาไปหาเฉินเจีย
โชคดีที่เขาเป็นคนที่มีทักษะและสามารถรับมือกับการโจมตีได้
มิฉะนั้นถ้าเขาถูกแทนที่ด้วยใครคนอื่น พวกเขาอาจจะแขนหักได้
อย่างง่ายดายด้วยหมัดนั่น!
ไม่ต้องสงสัย ฟู๋จี่ตระหนักว่าลูกชายของตัวเองผิด ชื่อเสียงของชน
เผ่าเคยเลวร้ายเสมอมา ดังนั้นหมอผีของพวกเขาจึงบอกให้พวก
เขาให้เป็นมิตรเสมอ ตอนนี้ลูกของตัวเองทำร้ายคนที่ช่วยชีวิตเขา
เฉินเจียแค่อยากจะชกออกไปตรงๆ!
รู้ว่าฉาวซวนไม่รู้จักโลกภายนอก เขาบอกกับฉาวซวนว่า “นี่คือชน
เผ่ากลอง; เราทุกคนเป็นสมาชิกในเผ่า. ”
ชนเผ่ากลอง?
ฉาวซวนไม่เคยได้ยินมาก่อน
“ข้ามาจากชนเผ่าเขาเพลิง” ฉาวซวนตอบสนองกลับต่อปฏิกิริยา
ของคนอื่น
ชายคนนั้นขมวดคิ้ว คิดอย่างระมัดระวัง เขาจำไม่ได้ว่าเคยได้ยิน
เผ่านี้
“เผ่าของเจ้าควรอยู่ห่างไกลมากใช่มั้ย?” เขาถาม.
“มันไกลมาก ข้าอยู่บนแม่น้าในเรือของข้าเป็นเวลายี่สิบวัน
จนกระทั่งข้ามาถึงที่นี่ ”
เกือบถูกทำร้าย เฉินเจียที่กำลังเตรียมจะพูดบางสิ่งบางอย่าง แต่
ซุยหลันเตะเขาสั่งให้เขาหุบปาก
ฟู๋จี่ยังขบคิดเกี่ยวกับความถูกต้องของการเรียกร้องของเขา ฉาว
ซวนรู้ว่าความสงสัยที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาคือความจริงที่ว่าเขา
ได้รับในน้าเป็นเวลายี่สิบวัน ดูเหมือนว่าเขาจะต้องอธิบาย
เพิ่มเติมในภายหลัง
ถึงแม้ว่าเขาจะมีข้อสงสัยก็ตาม แต่ฟู๋จี่ยังคงขอร้องให้ฉาวซวน
กลับไปที่เผ่า ด้วยการกล่าวว่าพวกเขาควรจะต้อนรับและขอบคุณ
เขาสำหรับการช่วยลูกชายของเขา
มองไปที่ท้องฟ้าฉาวซวนตกลงตามนั้น เขารู้ว่าอีกฝ่ายต้องการ
ยืนยันตัวตนของเขา อย่างไรก็ตาม ฉาวซวนตัดสินใจว่าเขาควรจะ
พูดคุยกับคนอื่นและเข้าใจสถานการณ์ที่นี่
และดังนั้น ฉาวซวนและชาช่าจึงเดินตามหลังและมุ่งหน้าไปยัง
พื้นที่หลักของชนเผ่ากลอง
พวกเขาได้พบกับสมาชิกเผ่าคนอื่น ๆ ที่ใส่ชุดเครื่องแต่งกายแบบ
เดียวกันและพกอาวุธที่คล้ายคลึงกันที่หลังกับผู้คนที่อยู่ในเผ่าของ
เขา แม้ว่าจะมีรายละเอียดมากขึ้น
ฉาวซวนยังค้นพบว่าสมาชิกในเผ่าสามารถแบ่งออกเป็นสอง
ประเภท หนึ่งเป็นเหมือนฟู๋จี่และเฉินเจีย ด้วยดวงตาเป็นสีน้าตาล
แดงที่ดูรุนแรงมาก อีกประเภทก็เหมือนเด็กหญิงซุยหลันด้วย
ดวงตาสีน้าตาลที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยน
เดินผ่านป่า สิ่งปลูกสร้างหาลหลังเริ่มปรากฏขึ้นต่อสายตาของ
ฉาวซวน
เนื่องจากพื้นดินเปียกแฉะมากมาย หลุมเป็นจำนวนมากเต็มไป
ด้วยน้า ดังนั้นจึงมีการวางรากฐานไว้เป็นพิเศษภายใต้อาคาร ซึ่ง
ทำให้โครงสร้างมีความแข็งแรงมากขึ้น
ด้านหน้าบ้านหลายหลัง บนบันไดอยู่ด้านล่างมีจระเข้ขนาดเล็ก
ปีนขึ้นไปพักผ่อน