Chronicles of Primordial Wars ตำนานของสงครามแรกเริ่ม - ตอนที่ 155 : หินวารีจันทรา
ฉาวซวนกินเนื้อกวางเพียงเล็กน้อย ให้ส่วนที่เหลือกับชาช่าที่
ต้องการกินเนื้อดิบ
กวางตัวนี้น่าจะคล้ายกับที่พบในชนเผ่าเขาเพลิง เนื่องจากพวก
มันดูเหมือนจะมีรสชาติเหมือนกัน
หลังจากที่ได้เห็นลักษณะท่าทางกระหายเลือดกับการกินของเขา
ฉาวซวนรู้สึกว่าได้เรียนรู้เกี่ยวกับชนเผ่านี้มากขึ้น
คืนนั้น ชาช่าบินไปข้างนอกและพบต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ใช้ทำรัง
ขณะที่ฉาวซวนนอนในห้องของเฉินเจีย เฉินเจียนอนกับพ่อแม่ของ
เขาแทน
ในช่วงฤดูนี้ คนของชนเผ่ากลองไม่ได้ปูหนังสัตว์ใด ๆ สำหรับหลับ
นอน แต่นอนลงบนแผ่นไม้ ผ่านรอยแตกเล็ก ๆ และรูในแผ่นไม้
สามารถมองเห็นสระน้าได้
จากข้างใต้บ้าน เสียงจระเข้ตัวเล็ก ๆ ที่เคลื่อนไหวอยู่นั้นได้ยิน
ชัดเจน
ด้วยการเปิดหน้าต่าง แสงจันทร์ส่องเข้ามาในบ้าน ลมพัดผ่าน นำ
ความหนาวเย็นที่เปียกชื่นและกลิ่นโคลน
ด้วยคืนนี้เป็นคืนแรกที่ฉาวซวนจะนอนหลับในสถานที่ต่างเผ่า
ความรู้สึกแปลกใหม่ที่เอาชนะเขาได้
ในขณะที่เขากำลังคิดถึงเรื่องของวันนี้ เช่นเดียวกับความลับของ
บรรพบุรุษที่ไม่ได้กล่าวถึงเผ่ากลอง ฟู๋จี่เดินเข้าไปในห้อง
ในมือของเขา ฟู๋จี่ถือสิ่งที่ส่องสว่างในห้อง ลักษณะคล้ายกับโคม
ไฟขนาดเล็ก
“….นี้มันอะไร?” ฉาวซวนถามอย่างสนใจ
จ้องอย่างจดจ่อ เขาค้นพบว่าเป็นผลึกมีขนาดเท่ากับกำปั้น นี่คือ
สิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
“นี่คือสิ่งที่ชนเผ่าของเราสร้างขึ้น คือหินวารีจันทรา” ฟู๋จี่ตอบ ในมือ
ถือผลึก
ในม้วนหนังสัตว์ของบรรพบุรุษ ฉาวซวนได้อ่านเรื่อง “หินวารี
จันทรา” เพียงแต่สิ่งที่เขียนไม่ชัดเจนนอกจากจะบอกเพียงชื่อ
ฉาวซวนรู้สึกถึงพลังงานภายในผลึกเช่นที่เขาถือไว้ มันคล้ายกับ
พลังงานของเปลวไฟ เปลวไฟสัญลักษณ์ภายในใจของเขาไม่
ตอบสนอง แต่วัตถุรูปไข่ที่ถูกห่อรอบเปลวไฟส่องประกายหนึ่งครั้ง
ค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างเล็กน้อย
วัตถุนี้เป็นรูปจระเข้สีน้าตาล ห่อหุ้มด้วยเปลวไฟสีขาว มันทำให้
รู้สึกหนาวเหน็บ
นี่คือสัญลักษณ์ของชนเผ่ากลอง ?!
ผลึกไม่สามารถดูดซับพลังงานได้ และเมื่อสัญลักษณ์จระเข้จาง
หายไป ฉาวซวนจองมองมันอย่างรวดเร็วอีกครั้งก่อนที่จะส่งมัน
ให้กับฟู๋จี่กล่าวว่า “มันสว่างและสวยมาก”
ฟู๋จี่จ้องมองอย่างเซ่อซ่า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นปฏิกิริยา
ดังกล่าว มีหลายคนที่มองดูหินก้อนนี้แล้ว จะชอบมันมากหรือ
แสดงความโลภของพวกเขา เมื่อบุคคลภายนอกเข้ามาในเผ่าของ
พวกเขา ครอบครัวที่รับผิดชอบคนเหล่านี้จะแสดงความยินดีและ
นำเอาก้อนหินก้อนนี้ออกมา อย่าลืมว่า มีหลายคนที่ไม่ชอบอยู่ใน
ที่มืด ด้วยการนำเอาก้อนหินที่ใหญ่ที่สุดออกจากของที่สะสม พวก
เขาสามารถทดสอบและเห็นตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาได้
อย่างไรก็ตาม ฉาวซวนแสดงปฏิกิริยาอ่อนโยนต่อมัน
เป็นไปได้ไหมที่เขาไม่รู้ว่าหินก้อนนี้มีค่าเท่าไร?
“ท่านไม่สนใจหินก้อนนี้หรือ? หินที่ชนเผ่าของเราสร้างขึ้นจะได้รับ
การแสวงหาอย่างมากหลังจากนั้น ชิ้นใหญ่ชิ้นนี้สามารถ
แลกเปลี่ยนกันได้หลายอย่าง! ” ฟู๋จี่โอ้อวดคุยโตกางแขนกว้าง
ตั้งแต่ฉาวซวนเป็นคนที่เคยเห็นไฟฟ้าจริงๆ มาก่อนแล้ว เขาไม่ได้มี
ความปรารถนาอย่างมากต่อหินก้อนนี้ สิ่งที่เขาให้ความสนใจมาก
คือการแลกเปลี่ยนระหว่างชนเผ่าที่หมอผีได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้
ตั้งแต่ฟู๋จี่ได้กล่าวถึงอีกครั้ง ฉาวซวนใช้โอกาสนี้ถามเขาเกี่ยวกับ
เรื่องนี้
“ในระหว่างการแลกเปลี่ยน เราจะนำหินของเราไปค้าขายกับชน
เผ่าอื่น ๆ ก้อนเล็ก ๆ นี้สามารถแลกเปลี่ยนได้หลายอย่าง! ” ฟู๋จี่
อธิบายอีกครั้ง
หินก้อนนี้ถูกแสวงหาอย่างแท้จริงหลังจากที่อยู่ในเผ่าอื่น ๆ ด้วยมี
จำนวนเพียงน้อยนิดเท่านั้น มันสามารถเปล่งแสงท่ามกลางความ
มืดได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ไฟ นอกจากนี้ แสงนี้ยังไม่ได้รับ
ผลกระทบจากแรงลมหรือน้า หินก้อนนี้ทำรายได้ๆ มากยิ่งขึ้นใน
ชนเผ่าที่ไม่สามารถยืนในความร้อนได้ ดังนั้นอธิบายได้ถึง
ความสำคัญของพวกมัน
หินวารีจันทราคล้ายกับทอง ดังนั้นเมื่อชนเผ่ากลองนำมันออกมา
เพื่อการค้าขาย พวกเขาจะได้รับหินที่มีคุณภาพสูง,สมุนไพรที่มีค่า
และแม้แต่เครื่องปั้นดินเผาเมื่อมีการแลกเปลี่ยน ในระหว่างการ
ทำธุรกรรมทุกครั้ง พวกเขาจะออกจากเผ่าของพวกเขากับพวกมัน
ไม่กี่ชิ้น และกลับมาพร้อมกับสิ่งของที่มีค่ามากมาย
น่าสนใจ ฉาวซวนฟังอย่างตั้งใจและถามคำถามสองสามข้อเป็น
ครั้งคราว เมื่อพูดถึงความพิเศษของเผ่าของตัวเอง ฟู๋จี่ก็หันมา
เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างผลึกหิน เขาไม่ได้เป็นคน
ปากมาก เพียงแค่เปิดเผยสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันแล้วโดยชนเผ่าอื่น ๆ
จนกระทั่งถึงช่วงดึก ฉาวซวนปล่อยให้ฟู๋จี่ไป เขาหยิบหินวารีจัน
ทรากลับไปกับเขาอย่าลืม ทุกคนจะนอนหลับได้อย่างไรเมื่อมีหิน
ส่องสว่าง? เมื่อมีใครตกอยู่ในอันตราย ซ่อนตัวพร้อมกับหินก้อน
นี้มันเป็นไปไม่ได้ แต่ ด้วยอันตรายมากมายในตอนกลางคืน มันก็
ยังเป็นรูปแบบของการป้องกัน
บ้านของทุกคนรอบตัวเขามืดมิด ถ้าห้องของเขาสว่างไสว สถานที่
ของเขาจะไม่เป็นที่สังเกตุหรือ?
ฟู๋จี่ไม่รู้ว่าฉาวซวนกำลังคิดอะไรอยู่ขณะที่พวกเขาพูด แต่ความ
ประทับใจที่เกิดขึ้นกับฉาวซวนของเขานั้นดีขึ้นเท่านั้น เมื่อเขา
กลับมาที่ห้องของเขา ฟู๋จี่ได้ชมฉาวซวนกับภรรยาของเขา และ
ตำหนิเฉินเจียอีกครั้ง
วันรุ่งขึ้น ฉาวซวนกินอาหารเช้าที่นองไปด้วยเลือด จากนั้นก็เดิน
ออกไปข้างนอก
ดวงอาทิตย์อยู่บนท้องฟ้าแล้ว จระเข้ก็ออกมาอาบแดด
ในบ่อนอกบ้านของเฉินเจีย มีจระเข้สามตัวอยู่รอบ ๆ สองตัวมีตา
สีน้าตาลเข็มและอีกหนึ่งมีดวงตาสีน้าตาล
เมื่อชาช่าลงมา มันตั้งใจทำให้จระเข้กลัว ทำให้พวกมันวิ่งกลับเข้า
ไปในบ่อ
ขณะวิ่งไปที่บ่อน้า ฉาวซวนได้ยินเสียงร้องไห้ของพวกมัน เฉพาะ
จระเข้ตาสีน้าตาลเข็มที่ส่งเสียง ขณะที่คู่ตาสีน้าตาลของพวกมัน
ยังคงเงียบ
เขาคิดว่าบางทีเสียงร้องของมันอาจเป็นเรื่องยากสำหรับผู้คนที่จะ
ได้ยิน
ฉาวซวนเริ่มเชื่อว่าจระเข้ตาสีน้าตาลทุกตัวเป็นเช่นนั้น แต่ในไม่ช้า
เขาก็พบว่าในบ่อของเพื่อนบ้าน พวกมันร้องเหมือนกับตัวอื่น ๆ
หนึ่งในบ่อของฟู๋จี่เป็นเพียงข้อยกเว้น
ด้วยเหตุนี้ ฉาวซวนจึงถามเฉินเจีย ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ เขา
เฉินเจียค่อนข้างอึดอัดเมื่อมากับฉาวซวน พ่อของเขาบอกเขาว่า
ฉาวซวนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการขโมย และเขาก็ไม่ใส่ใจกับหินวารี
จันทรา! เพิ่มความจริงที่ว่าฉาวซวนช่วยชีวิตเขาไว้ เฉียวเฉินก็ยิ่ง
รู้สึกอับอายกับการกระทำของเขา
“มันไม่ร้อง!” เฉินเจียกล่าว
“ไม่ร้อง?!”
“อือ ตั้งแต่เกิดมันก็ไม่สามารถออกเสียงได้ แม่ของข้าบอกว่ามัน
เกิดมาก็ไม่ส่งเสียง น่าสงสารมาก ดังนั้นเราจึงมักจะให้เนื้อสัตว์ที่
ดีที่สุดกับมัน
ในขณะที่อาศัยอยู่ในเผ่า ฉาวซวนได้ยินเสียงร้องไห้ของนก
นางแอ่นราตรี นอกเหนือจากนักรบระดับสูงแล้ว ยังไม่มีใคร
สามารถทำได้ ตอนนี้ ฉาวซวนได้ยินเสียงร้องของจระเข้ ขณะที่
เฉินเจียไม่สามารถทำได้ ฟู๋จี่และปิง รวมทั้งนักรบระดับกลาง; นี้
มองเห็นได้จากดวงตาของพวกเขา เมื่อเทียบกับเฉินเจีย ดวงตา
ของพวกเขามีสีเหลืองมากขึ้นเป็นลักษณะของชนเผ่ากลอง
นักรบระดับกลางและรุ่นเยาว์ไม่สามารถได้ยินเสียงได้ และเขาไม่
รู้ว่านักรบระดับสูงสามารถทำได้เช่นกัน
หลังจากชาช่าออกจากบ่อแล้ว จระเข้สีน้าตาลก็คลานออกมาจาก
ใต้น้าเพื่ออาบแดดต่อไป
ในขณะนี้ มีคนวิ่งผ่าน
“เฉินเจีย พ่อของเจ้าอยู่ข้างใน?” ชายคนนั้นบอก
“เขาอยู่ในบ้าน”
“ฟู๋จี่เร่งรีบและออกไป!” คนแปลกหน้าตะโกน
“เกิดอะไรขึ้น?” ฟู๋จี่ถามขณะที่เขาเดินออกไป
“ท่านต้องมากับข้า หัวหน้าเผ่ามีบางอย่างที่เขาต้องการจะพูด!”
เมื่อเห็นการแสดงออกของเขา ฟู๋จี่รู้ว่ามีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น
โดยไม่ลังเลใจ เขารีบไปกับชายคนนั้น
ก่อนออกไปเขาเตือนเฉินเจียว่า “อย่าวิ่งไปข้างนอก! ถ้าเจ้าทำ
อย่างนั้น ข้าจะฟาดให้ตาย ”
เฉินเจียกัดริมฝีปากอย่างไม่เต็มใจ
ปิงไม่ได้อยู่ที่บ้านและมีเพียงฉาวซวนและเฉินเจียที่ถูกทิ้งอยู่ที่
บ้าน
ฉาวซวนมองไปรอบ ๆ บ้านใกล้เรือนเคียง และเห็นว่าหลายคนถูก
เรียกออกมา เห็นได้ชัดว่านี่เป็นเหตุการณ์สำคัญ
“เกิดอะไรขึ้นในเผ่า?” ฉาวซวนถาม
“ข้าก็ไม่รู้ เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับหินวารีจันทรา ” เฉินเจียตอบ
เมื่อคิดย้อนกลับไปถึงบทสนทนาเมื่อคืนที่ผ่านมา ฉาวซวนถามว่า
“เจ้าหมายความว่ามีคนขโมยพวกมันไปใช่ไหม?”
“ใช่ ทุกๆปี เวลาราวๆ นี้ เหตุการณ์แบบเดียวกันจะเกิดขึ้นเสมอ
ผู้คนจะรอจนกว่าเราจะนำก้อนหินออกมาก่อนที่พวกเขาจะไป
และขโมยพวกมัน. ” เฉินเจียตอบ กัดฟันอย่างโกรธแค้น หินที่ถูก
ขโมยสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของได้จำนวนมาก!
“ใครเป็นคนที่มาขโมยหิน?” ฉาวซวนถาม
“หลายคนเป็นโจรจากเผ่าอื่น ๆ ทุกครั้งที่โจรเหล่านี้มาถึง จำนวน
ของหินที่ถูกขโมยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างมาก พวกเขาทั้งหมดสมควร
ตาย! ”
ในช่วงบ่าย ฟู๋จี่รีบกลับบ้านถือเครื่องมือหิน เตือนให้ทั้งสองคน
ไม่ให้เดินไปรอบ ๆ
“เผ่าได้พบโจรจากชนเผ่าสละชีพ เรากำลังเพิ่มความปลอดภัยของ
เรา คืนนี้ ข้าจะเป็นผู้ดูแลเผ่าดังนั้นข้าจะไม่กลับมา หวังว่าเจ้าคง
ไม่กล้าออกจากบ้านหลังนี้! ”
เมื่อเขาพูดจบ ฟู๋จี่ก็ออกไปอีกครั้ง
ตลอดทั้งเผ่า หลายคนเหมือนเขา กวัดแกว่งเครื่องมือหินและรีบ
ออกไป ทุกคนแสดงออกอย่างเอาจริงเอาจังบนใบหน้าของพวก
เขา ด้วยสายตาที่เปล่งแสงสังหาร
หลังจากที่ฟู๋จี่ออกไป ฉาวซวนได้ถามเฉินเจียว่า “เผ่าสละชีพนี่คือ
ชนชาติใด?”
เฉินเจียแสดงความหวาดกลัวและความเกลียดชังบนใบหน้าของ
เขา
“ผู้ที่มาจากเผ่าสละชีพเป็นพวกบ้าคลั่ง เพื่อประโยชน์ในการบรรลุ
เป้าหมายของพวกเขา พวกเขาจะทำทุกวิถีทาง … พวกเขาไม่กลัว
ความตาย … พวกเขารวดเร็วมาก … ”
การได้ยินคำอธิบายที่ไม่เป็นระเบียบของเฉินเจีย ฉาวซวน
สันนิษฐานว่าสมาชิกเผ่าเหล่านี้คล้ายคลึงกับผู้สละชีพชีพ พวก
เขาจะมุ่งมั่นไปที่ภารกิจของพวกเขา พวกเขาไม่สนใจอะไรอื่น
กลุ่มคนบ้าเหล่านี้ไม่ได้อยู่ใกล้กับชนเผ่ากลอง และพวกเขาไม่
ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เฉพาะทุกครั้งที่พวกเขาปรากฏตัวจะ
เกิดเหตุการ์ณสยดสยอง และคราวนี้ ชนเผ่าสละชีพกำลังเล็งไปที่
ก้อนหินวารีจันทรา
เนื่องจากชนเผ่ากลองได้ค้นพบร่องรอยของชนเผ่าสละชีพ ทุกคน
เครียดมากจนทำให้หมดความยากอาหาร
ปิงและเฉินเจียไม่ได้ทานอาหารมากนัก หลังจากทานอาหารค่า
ปิงก็ส่งอาหารให้ฟู๋จี่และปล่อยให้เฉินเจียเชื่อฟังอยู่ที่บ้าน
อย่างไรก็ตาม เฉินเจียไม่ใช่คนที่อดทนอยู่บ้านและรอ เมื่อเด็กคน
อื่น ๆ มาถึง เขาได้เข้าร่วมกับพวกเขาอย่างรวดเร็ว และพูดคุย
เกี่ยวกับแผนการของพวกเขา ขณะที่พวกเขาออกไป
ดังนั้น คนเดียวที่เหลืออยู่ภายในบ้านคือฉาวซวน
แม้ว่าท้องฟ้ายามค่าคืนจะมืดมิด แต่ก็ไม่มืดเลยทีเดียว
ฉาวซวนนั่งบนไม้กระดานห้อยขาของเขาเหนือขอบพื้น ทำให้เท้า
ของเขาสัมผัสน้าได้
น้าส่องประกายระยิบระยับเป็นเงาเคลื่อนเข้าใกล้ฉาวซวน
มันเป็นจระเข้ตาสีน้าตาล
มันไม่ได้แสดงร่องรอยของความหวาดกลัวขณะที่มันว่ายตรงไป
หาฉาวซวน และ มันดูเหมือนจะอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเขา
หลังจากนึกถึงช่วงเวลานึง ฉาวซวนยื่นมือออกไปยกจระเข้ขึ้น
เขาสังเกตเห็นว่าเท้าของมันเชื่อมต่อกันในลักษณะที่เหมือนใย
แมงมุม เมื่อเทียบกับจระเข้อีกสองตัว มันผอมกว่า ลักษณะที่มัน
คลานและว่ายน้าในน้ารวดเร็วมาก นอกเหนือจากความสามารถ
ในการร้อง มันมีสุขภาพดีอย่างสมบูรณ์
จระเข้ไม่หงุดหงิดหรือวิ่งหนีหลังจากที่ถูกยกขึ้น แต่ก็ยังคงเชื่อฟัง
อย่างสงบ
อารมณ์ดีกว่าจระเข้ตาสีแทนจริงๆ
หลังจากสังเกตดูแล้วสักครู่ ฉาวซวนก็ปล่อยจระเข้ลงไปในน้า